เปิด 2 คู่มือพ่อแม่ เลี้ยงลูกให้รู้จัก ‘สิทธิเนื้อตัวร่างกาย’
หลังจากเกิดกรณีโปรดิวเซอร์เพลงชื่อดัง โพสต์แสดงความรักลูกสาววัย 9 ขวบ มีการล้วงเสื้อไปจับพุง รวมถึงก้นลูกสาวอย่างมันเขี้ยว นอกจากกระแสวิพากวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ได้ทำให้สังคมและหลายครอบครัวเกิดความสงสัย ว่าต้องแสดงออกความรักอย่างไรถึงจะเหมาะสม เช่นเดียวกับประเด็น ‘สิทธิเนื้อตัวร่างกาย’ กำลังถูกพูดถึงหนักมาก
วาสนา เก้านพรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก และประธานเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย เล่าว่า การเลี้ยงลูกส่วนหนึ่งต้องเข้าใจพัฒนาการเด็กด้วย จริงอยู่ว่าการสัมผัสสำคัญในการดูแลเด็ก แต่ทำได้ในเด็กเล็กเท่านั้น เช่น โอบกอด โดยเฉพาะเด็กวัย 1-2 ขวบการสัมผัสเป็นสิ่งจำเป็น แต่พอเริ่มโตแล้ว เด็กควรมีอิสรภาพและต้องรู้จักพึ่งพาตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมสู่สังคมภายนอก
เธอแนะนำให้พ่อแม่เข้าไปดาวน์โหลดอีบุ๊ก “ตัวฉันเป็นของฉัน” ซึ่งเหมาะกับเด็กวัย 9-12 ปี เผยแพร่ในเว็ปไซต์ www.feelingyesnothailand.com ภายในคู่มือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 7 บท ได้แก่ คุณค่าในตัวเอง สัมผัสดีสัมผัสไม่ดี อวัยวะปกปิด การล่วงละเมิดและทักษะการปฏิเสธ ทักษะการตัดสินใจ ทักษะการขอความช่วยเหลือ และฝึกปฏิบัติและสรุปการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ผ่านรูปแบบกิจกรรมสนุกๆ
ทั้งนี้ กิจกรรมตัวฉันเป็นของฉัน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างทักษะในการป้องกันภัยทางเพศให้แก่เด็กวัย 9 -12 ปี ซึ่งบางกิจกรรมสามารถนำไปใช้กับเด็กวัยต่ำกว่า 9 ปี หรือมากกว่า 12 ปีได้ เด็กในวัยนี้ มีโอกาสถูกปล่อยให้อยู่ห่างสายตาผู้ปกครอง และมีโอกาสอยู่ร่วมกับบุคคลหลายกลุ่มในสังคม การเสริมสร้างความรู้ทักษะและความสามารถในการป้องกันตนเองจากภัยอันตรายต่างๆ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะทักษะเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ผู้ดูแลเด็กต้องให้ความรู้และฝึกทักษะเพื่อให้เด็กสามารถป้องกันตนเองจากภัยทางเพศได้

กิจกรรมตัวฉันเป็นของฉัน ประกอบด้วยแนวคิดหลัก 5 แนวคิด ได้แก่
Self-Esteem คือ การที่เด็กรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เด็กสามารถดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากสิ่งที่เป็นอันตรายได้ การที่จะทำให้เด็กรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่านั้นมาจากการที่บุคคลแวดล้อมเด็กปฏิบัติต่อเด็ก สะท้อนมุมมองที่ดีต่อเด็ก ใส่ใจเด็ก ให้กำลังใจและยอมรับเด็ก เช่น การชื่นชมเมื่อเด็กทำสิ่งดีๆ ชื่นชมในความตั้งใจ ชื่นชมในความพยายาม หรือการให้เด็กได้มีโอกาสคิดและทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง การทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับเด็กและการใช้ชีวิตร่วมกับเด็ก การรับรู้ความเป็นไปของเด็ก และสนับสนุนช่วยเหลือ ให้กำลังใจเมื่อเด็กมีปัญหา
Why คือ การให้เด็กรู้จักการประเมินสถานการณ์รอบตัวว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี สิ่งใดปลอดภัย และสิ่งใดไม่ปลอดภัยสำหรับตนเอง หากบุคคลใดมาปฏิสัมพันธ์กับเด็ก หรือมาสัมผัสเด็ก แล้วทำให้เด็กรู้สึกไม่ดี หรือไม่ปลอดภัย นั่นหมายถึง สถานการณ์นั้นอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อภัยอันตรายต่างๆได้
No คือ การให้เด็กรู้จักหลีกเลี่ยง และปฏิเสธสถานการณ์ที่ตนเองประเมินแล้วว่าไม่ดี หรือไม่ปลอดภัย โดยทำให้เด็กได้เข้าใจว่าจะปฏิเสธอย่างไรให้ตนเองปลอดภัย
Go คือ การให้เด็กหนีไปจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย และไปหาผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้โดยเร็ว
Tell คือ การให้เด็กรู้จักบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้ และสามารถขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่จนกว่าจะได้รับความช่วยเหลือ
ยกตัวอย่าง กิจกรรมเรียนรู้อวัยวะปกปิด ให้เด็กผู้ชายและผู้หญิงนำลูกศรไปติดบริเวณร่างกาย ที่ไม่ควรให้ใครมาสัมผัส จับ ดม ดู ก่อนถามว่าคืออวัยวะส่วนไหน ก่อนถามเหตุผล และอธิบายว่า
“อวัยวะปกปิดมีทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย อวัยวะปกปิดของผู้หญิงคือ หน้าอก อวัยวะเพศ ก้น อวัยวะปกปิดของผู้ชายคือ อวัยวะเพศและก้น ที่ห้ามไม่ให้ใครมาสัมผัส แตะต้อง ดม ดู เพราะถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว และจะมีบริเวณอื่นๆ ที่ไม่ใช่อวัยวะปกปิดแต่ก็ไม่ควรให้ใครมาสัมผัส ถ้าเราเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ไม่ปลอดภัย เช่น หน้าอกเพศชาย หรือไหล่ ต้นขาของเพศหญิง ซึ่งทุกคนมีหน้าที่ปกป้องดูแลความปลอดภัยให้กับร่างกายและจิตใจของเราเอง ถ้าใครมาสัมผัสจับต้อง ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ” วาสนากล่าว

ถัดมาที่หนังสือ ‘ร่างกายของฉัน ฉันดูแลได้’ เขียนโดย ซินดี้-สิรินยา เบอร์บริดจ์ บิชอพ นางแบบและพิธีกรชื่อดัง ได้รับแรงบันดาลใจจากการเลี้ยงดูลูกตัวเองระวังเรื่องความปลอดภัยต่างๆ แต่อาจมองข้ามเรื่องความปลอดภัยทางเพศ อย่างเรื่องสิทธิเนื้อตัวร่างกาย การเอาตัวรอดจากสถานการณ์ไม่ปลอดภัยทางเพศ เป็นสิ่งที่พ่อแม่อาจมองข้ามไป เพราะพ่อแม่ไม่คุยเรื่องเพศกับลูก กลัวลูกจะรู้เดียงสาเร็วเกินไป ซึ่งถือเป็นความคิดที่ผิด
หนังสือนี้เหมาะกับเด็ก 5 ขวบขึ้นไป ภายในแนะนำให้เด็กเรียนรู้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่ควรปกปิด การสัมผัสดี สัมผัสไม่ดี การขออนุญาตและความยินยอม การปฏิเสธ ตลอดจนคู่มือพ่อแม่และเกมให้เด็กๆ ได้เรียนรู้กับครอบครัว ผ่านตัวการ์ตูนและรูปวาดสีสันสดใส ดูและอ่านง่าย
ยกตัวอย่างสัญญาณอันตราย เช่น มีคนที่เราไม่รู้จักให้อมยิ้ม, ผู้ใหญ่ชวนเล่มเกม แต่บอกเราห้ามบอกใคร, เพื่อนเปิดคลิปวิดีโอที่มีคนไม่ใส่เสื้อผ้าให้เราดู หรือการสัมผัสไม่ดี ให้สังเกตจากสัมผัสที่ทำให้เราเจ็บ สัมผัสที่เราไม่ยินยอม สัมผัสของสงวนของเรา หากถูกสัมผัสไม่ดีให้ตอบโต้ด้วยคำพูด “อย่า-หยุด” หรือเดินหนี และบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ
ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ








