จากคราบน้ำตาสู่รอยยิ้ม ‘น้องวิน’ ป่วย ‘ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง’ กับวิธีการรักษาแบบใหม่
ได้ยินชื่อโรค “ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” (Atopic Dermatitis) หลายคนอาจจะสงสัยว่าจะมาลดทอนความสุขในชีวิตได้อย่างไร เพราะคนทั่วไปมักมองว่าโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นแค่ความผิดปกติของผิวหนังภายนอก ทว่าหากได้ฟังเรื่องราวของ “น้องวิน” แล้ว อาจจะเข้าใจได้มากขึ้นว่าผู้ป่วยโรคนี้ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง
น้องวิน อายุ 16 ปี ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เล่าถึงอาการว่า มันแสบ มันร้อน มันคัน มันทรมานโดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ช่วงที่เป็นหนักๆ แค่เดินยังไม่ไหวครับ ข้อเท้าก็ปวด มีแผลเปิด แผลพุพอง มีน้ำเหลือง ผมไม่สามารถโดนแดดได้ หรือทนอากาศหนาวได้ บางคืนก็แทบไม่ได้นอน ผมรู้สึกแย่มากเหมือนผมเป็นภาระของพ่อแม่ต้องคอยมาดูแลตลอด ผมเป็นหนักจนคุณแม่ต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผม ชีวิตผมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพื่อนก็ไม่มี ความสุขก็ไม่มี จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ แต่ตอนนี้ชีวิตวัยรุ่นของผมพังเพราะผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
นพ. กันย์ พงษ์สามารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) อธิบายถึงโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) ว่าเป็นโรคกลุ่มผิวหนังอักเสบที่พบบ่อยที่สุด มีอุบัติการณ์ที่พบในเด็กประถมศึกษา ประมาณ 16% และในเด็กมัธยมศึกษา ประมาณ 12% ซึ่งอาการทั่วไปจะมีผิวแห้ง แดง คัน ซึ่งอาการคันจะเด่นมาก ๆ แต่ถ้าในผู้ป่วยรายที่รุนแรงก็อาจจะมีผื่นขึ้นทั่วตัวและมีอาการคันเกือบทั้งตัว สำหรับน้องวิน ถือเป็นผู้ป่วยในกลุ่มผิวหนังอักเสบชนิดที่รุนแรงที่สุด

คุณแม่น้องวิน เล่าให้ฟังว่า ลูกชายเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 10 ปี จากนั้นเริ่มมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ และมีอาการที่รุนแรงขึ้น ตอนอายุ 12 ปี จึงพาไปพบแพทย์ ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จึงพาไปรักษาอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้วยเหตุจำเป็นคุณแม่ต้องย้ายที่อยู่ คุณหมอจึงแนะนำเบื้องต้นให้แช่น้ำยาและอาบน้ำสะอาดตาม ต่อด้วยแช่น้ำเกลือล้างแผล จากนั้นก็ต้องมาทำ Wet Wrap ห่อพันตัวน้องต่ออีก 2 ชั่วโมง ซึ่งช่วงนั้นเป็นเวลาที่เจ็บปวดหัวใจคนเป็นแม่มาก จึงตัดสินใจเดินทางมารักษาอาการต่อที่กรุงเทพฯ ร่วมกับการรักษาด้วยการฉายแสง
นพ.กันย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่น้องวินต้องรักษาด้วยวิธีห่อตัวด้วย Wet Wrap รวมถึงการอาบน้ำผสมสารฟอกขาว หรือที่เรียกว่า Bleach Bath วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus Aureus ที่อยู่บริเวณผิวหนัง ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ผื่นกำเริบ หรือติดเชื้อเป็นหนองได้ แต่วิธีการผสมก็ค่อนข้างยุ่งยาก และใช้เวลาพอสมควร ซึ่งต้องฟอกทั้งตัว 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วงนั้นน้องวินจะรู้สึกทุกข์ใจมาก เพราะต้องอาศัยความอดทนสูง การทำแต่ละครั้งก็ใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งในช่วงวัยที่โตขึ้นของเขา ก็จะเริ่มมีกิจกรรมที่มากขึ้น จึงอาจทำได้การรักษาทำได้ไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่องเพียงพอ

คุณแม่น้องวิน เล่าต่อว่าตลอด 3-4 ปีที่ทำการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แพทย์ได้รักษาตามอาการและลองเปลี่ยนแนวทางการรักษามาหลายวิธี บางครั้งผิวหนังก็ไหม้จากการฉายแสง และก็ยังไม่เห็นผลที่ดีขึ้นจากการรักษา ทำให้รู้สึกเหนื่อยและท้อแท้ใจ กระทั่งถึงวันที่ลูกมีชีวิตชีวากลับคืนมา เริ่มเห็นรอยยิ้มเสียงหัวเราะลูก เพราะคุณหมอที่โรงพยาบาลเด็กได้ปรับวิธีรักษาแบบใหม่ ซึ่งเป็นการใช้ยากลุ่มชีวภาพ ทำให้สามารถลดการใช้สเตียรอยด์ และลดการใช้ยากดภูมิคุ้มกันให้น้อยลงได้เยอะมาก ๆ
นพ.กันย์ อธิบายเพิ่มว่า การรักษาในปัจจุบันของน้องวิน เป็นการรักษาแบบใหม่ โดยการใช้ยากลุ่มชีวภาพ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ที่นับว่ามีประสิทธิภาพมาก โดยนวัตกรรมรูปแบบใหม่นี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้รักษาโรคในกลุ่มภูมิแพ้ชนิดเดียวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือวิธีนี้สามารถช่วยลดการใช้สเตียรอยด์รวมถึงลดการใช้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมโรคไม่ได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับมามีอาการที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
น้องวิน เล่าด้วยรอยยิ้มว่า ตอนนี้มีความสุขมาก ไม่ต้องพันห่อตัวเหมือนมัมมี่ หรือต้องอาบน้ำด้วยสารฟอกขาวนานเป็นชั่วโมง ๆ และยังนอนกลางคืนได้นานขึ้นด้วย ผิวหนังก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการรักษาแบบใหม่นี้ได้มอบความหวังให้กับผมและครอบครัว สิ่งที่ดีใจที่สุด คือคุณพ่อคุณแม่จะให้ผมกลับไปเรียนอีกครั้ง ผมจะได้เจอเพื่อน ๆ และสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปแล้ว นี่ก็คือความสุขที่สุดที่ผมรอคอยมาตลอด

