ถอดบทเรียน คดีละเมิดทางเพศเด็ก ถึงเวลาขยับปีกผีเสื้อ เปลี่ยน ‘เหยื่อ’ เป็น ‘พยาน’

11.11.21 | 11:03 น.
คดีละเมิดทางเพศเด็ก

ถอดบทเรียน คดีละเมิดทางเพศเด็ก ถึงเวลาขยับปีกผีเสื้อ เปลี่ยน ‘เหยื่อ’ เป็น ‘พยาน’

คดีละเมิดทางเพศเด็ก – เวลาได้ยินข่าวเด็กถูกข่มขืน ถูกรุมโทรม แค่แสดงความรู้สึกสะเทือนใจ กอดคอกันก่นด่าผู้กระทำ คงไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ แต่ทุกคนต้องมาร่วมกันผลักดัน อาจไม่ใช่การเสนอ “ข่มขืนเท่ากับประหาร”

แต่เป็นอะไรนั้น ถูกหยิบยกพูดคุยในงานเรื่อง “ลมใต้ปีกเพื่อผีเสื้อโบยบินและมองการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ” ในงานกิจกรรมเปิดตัวหนังสือผีเสื้อขยับปีก จัดโดย มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ภายในงานหยิบยก คดีค้ากามเด็กหญิงบ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน ปี 2560 สู่คดีรุมโทรมเด็กหญิงเกาะแรด จ.พังงา ปี 2560 และคดี 5 ครู 2 ศิษย์เก่ารุมโทรมนักเรียนหญิงในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.มุกดาหาร ปี 2563 ซึ่งมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว นำโดย นางทิชา ณ นคร ที่ปรึกษามูลนิธิฯ เข้าไปสนับสนุนการทำงานของรัฐด้วยการเอ็มเพาเวอร์ หรือสร้างพลังใจแก่ผู้เสียหาย จนสภาพจิตใจเข้มแข็งและสามารถเปลี่ยน ‘เหยื่อ’ เป็น ‘พยาน’ ปากสำคัญ จนสามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ มาถอดบทเรียนให้ผู้ร่วมเสวนาเรียนรู้ไปด้วยกัน

Advertisement

 

นางทิชา ณ นคร ที่ปรึกษามูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า เวลามีเหตุการณ์เด็กถูกกระทำความรุนแรง หรือถูกละเมิดทางเพศไปแจ้งความ สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นคือ การเร่งสืบพยานไว้ก่อน โดยเฉพาะการสอบหาความจริงจากเด็ก เพื่อทำให้เด็กไม่รู้สึกบอบช้ำไปมากกว่านั้น ซึ่งในวงการนักสิทธิเด็กก็เชื่ออย่างนั้น ดิฉันก็เคยเป็นหนึ่งคนที่เชื่ออย่างนั้น จนกระทั่งได้มาทำกระบวนการเอ็มเพาเวอร์เด็กผู้เสียหายในคดีดังกล่าว พบว่าการสืบพยานไว้ก่อน หลักฐานมันไม่ได้เลย เพราะตัวผู้เสียหายเองรู้สึกอับอาย อัปยศ โทษตัวเอง ซึ่งหากไม่ทำให้ความรู้สึกเหล่านี้หายไป สุดท้ายคดีขึ้นสู่ศาลไปก็แพ้ ผู้กระทำไม่ถูกลงโทษในชั้นศาล กลับกันทำไมระหว่างคุ้มครองพยาน เราไม่ลองเอ็มเพาเวอร์ผู้เสียหาย เปลี่ยนความคิดว่าพวกเขาไม่ใช่คนผิด ความจริงอยู่ที่ตัวเขา และเขาเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ ในการนำผู้ใหญ่ไม่ดีมาลงโทษ เพื่อจะเรียกคืนความยุติธรรมให้ตัวเอง และปกป้องเพื่อนๆ จากผู้ใหญ่ไม่ดีเหล่านี้

“จากการเข้าไปเอ็มเพาเวอร์เด็กผู้เสียหาย ระหว่างการคุ้มครองพยานและก่อนการสืบพยาน ปรากฏว่าสุดท้ายเด็กๆ สามารถให้การได้ลึก ชัด จนทำให้ผู้กระทำถูกลงโทษ”

เป็นดั่งที่ทิชาบอก เพราะคดีค้ากามเด็กหญิงบ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน ศาลได้พิพากษา 4 จำเลย ซึ่งเป็นแม่เล้าและอดีตนายตำรวจที่เป็นธุระจัดหา โทษจำคุกสูงสุด 320 ปี เช่นเดียวกับคดีรุมโทรมเด็กหญิงเกาะแรด จ.พังงา ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 10 จำเลย ซึ่งเป็นญาติ เพื่อนบ้าน ผู้ใหญ่ในชุมชน โทษสูงสุดตลอดชีวิต ส่วนคดี 5 ครู 2 ศิษย์เก่ารุมโทรมนักเรียนหญิงในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.มุกดาหาร อยู่ระหว่างดำเนินคดี

ทิชาถอดความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากการทำงานข้ามศาสตร์ ข้ามองค์กร ทั้งรัฐกับรัฐ รัฐกับองค์กรภาคเอกชน และภาคประชาชน คอยหนุนเสริมการทำงานระหว่างกัน รู้จังหวะกัน โดยที่ไม่มองว่าจะเข้ามาจับผิด หรือก้าวก่ายการทำงาน เพราะยึดผลประโยชน์สูงสุดของผู้เสียหายเป็นหลัก ซึ่งเธออยากให้นำการบูรณาการที่แท้จริงนี้ไปขยายผลสร้างเป็นระบบคุ้มครองผู้เสียหายคดีความรุนแรงทางเพศทั่วประเทศ ก็จะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมกลับมา

“น่าสนใจว่าในคดีเกาะแรด แม้คดีจะถึงที่สุดแล้ว ผู้เสียหายได้เปลี่ยนชื่อนามสกุลแล้ว แต่พอเวลาไปสมัครงาน เธอยังต้องนำเอกสารการเปลี่ยนชื่อและนามสกุลไปอยู่ดี ซึ่งอาจถูกค้นหาและคุกคามชีวิตปกติสุข จนทำให้เธอไปต่อไม่ได้ ฉะนั้น อยากเสนอให้ผู้เสียหายในคดีเหล่านี้ ได้สิทธิที่จะถูกลืม หรือการได้เปลี่ยนชื่อนามสกุล เลขประชาชน 13 หลักโดยอัตโนมัติ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างแท้จริง” นางทิชากล่าว

ทิชา ณ นคร

ส่วน ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่กฎหมายปัจจุบันยังขาดมากคือ การดูแลผู้เสียหายคดีเพศ แม้จะเปิดโอกาสให้สามารถฟ้องร้องได้เอง แต่ก็เป็นไปได้ยากมาก เพราะเรื่องเกิดในที่ลับ แม้หลักฐานอยู่บนเนื้อตัวร่างกาย แต่กว่าจะนำออกมาได้ก็ยุ่งยากมาก ยิ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล หากใครไม่พูดก็จบ หรือหากจะออกมาพูด ก็ต้องดูว่าใครจะมากล่าวหาอะไรไหม อย่างคดีเกาะแรด จ.พังงา หากแม่ไม่สังเกตเห็นลูกสาวที่ผิดปกติไป จะมีใครรู้เรื่องนี้หรือไม่ ฉะนั้น อยากให้มีกฎหมายหรือคู่มือที่จะมาดูแลผู้เสียหายคดีเพศอย่างมีกระบวนการ

“ความยุติธรรมครั้งนี้เกิดขึ้นจากความโชคดีในโชคร้าย จริงๆ ความยุติธรรมไม่ควรขึ้นอยู่กับโชค เรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องเชิงปัจเจกบุคคล แต่ควรเป็นการทำเชิงระบบ ซึ่งคดีนี้สะท้อนว่าสามารถเกิดขึ้นได้”

ผศ.ดร.ปารีณาเห็นพ้องกับทิชาในประเด็นการไม่เร่งนำผู้เสียหายมาสืบพยานไว้ก่อน อย่างน้อยๆ ควรทำให้ผู้เสียหายมีความพร้อม และรู้สึกถึงความปลอดภัยก่อน ผ่านกระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อให้ได้ความจริงออกมาที่สุด เช่นเดียวกับสิทธิที่จะถูกลืม ที่ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มให้สิทธิแล้ว และเห็นเพิ่มเติมว่าไม่เพียงการคุ้มครองผู้เสียหายคดีข่มขืน เมื่อแจ้งความแล้วไม่สามารถยอมความได้ ก็อยากให้คุ้มครองผู้เสียหายในคดีอนาจาร ด้วยการยกเลิกกำหนดระยะเวลาหลังเกิดเหตุต้องแจ้งความ ตลอดจนการมีกระบวนการเข้าไปคุ้มครอง เช่น คดีที่ครูกระทำต่อนักเรียน เป็นต้น

“กฎหมายต้องสร้างความมั่นใจ ว่าผู้เสียหายออกไปเรียกร้องความยุติธรรมแล้วจะได้รับความปลอดภัย ไม่ใช่ไปแจ้งความแล้ว สุดท้ายผู้กระทำได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แล้วออกมาตามคุกคามข่มขู่ผู้เสียหายถึงหน้าบ้าน เช่นเดียวกับการไม่อยากให้คนไทยนิ่งเฉยเรื่องแบบนี้ กฎหมายก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้พบเห็นเหตุการณ์ ว่าแจ้งเหตุแล้วภัยจะไม่ตามมาถึงตัวเองเช่นกัน” ผศ.ดร.ปารีณากล่าว

ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์

ภายในงานยังเปิดตัว “หนังสือผีเสื้อขยับปีก” บอกเล่ากระบวนการเสริมพลังใจเปลี่ยนเหยื่อเป็นพยาน คดีรุมโทรมเด็กหญิงเกาะแรด จ.พังงา เพื่อให้ทุกฝ่ายเรียนรู้และถอดบทเรียน วางขายในราคา 250 บาท รายได้ทั้งหมดนำไปมอบให้ครอบครัวผู้เสียหายคดีดังกล่าว เพื่อเป็นทุนการดำเนินชีวิตต่อไป อีกทั้งมีพิธีมอบหนังสือให้บ้านพักเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ ในสังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน เพื่อนำไปปรับแนวทางการดำเนินการคุ้มครองดูแลผู้เสียหายคดีเพศต่อไป

หนังสือผีเสื้อขยับปีก