นับเป็นเด็กไทยคนแรกที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยนำไอเดียการทดลองสุดบรรเจิดเรื่อง “การโค้งของผิวของเหลวในอวกาศ” ไปส่งให้นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติได้สำเร็จ
นอกจากนี้ “มอส” วรวุฒิ จันทร์หอม นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ยังเป็นเด็กไทยคนเดียวในบรรดาเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกอีก 4 ประเทศ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และนิวซีแลนด์ ที่ได้สวมชุดนักบินอวกาศ ฝึกหัดจำลองแก้ปัญหาบนพื้นที่นอกโลก ที่ศูนย์อวกาศสึคุบะ
ได้รับความสนใจอย่างมาก จนกระทั่งสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค ของประเทศญี่ปุ่นยังเผยแพร่ข่าวนี้ และกลายเป็นเรื่องโด่งดังในโซเชียลมีเดียบ้านเราไม่น้อย หลังจากกลับมาถึงประเทศไทยได้ไม่นาน มอสจึงได้มีโอกาสเผยแพร่เรื่องราวและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆ และน้องๆ เยาวชนรุ่นใหม่ ณ ห้องโถง อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จุดเริ่มต้นที่ได้เข้าร่วมโครงการนั้น
วรวุฒิบอกว่า เป็นเพราะตัวเขาเองนั้นมีความสนใจในวิทยาศาสตร์และอวกาศมาตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว ทำให้สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “อวกาศ” อยู่ในความสนใจมาตลอด โดยเฉพาะกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น ที่เรียกสั้นๆ ว่า แจ๊กซ่า กลายเป็นความฝันที่ว่าจะได้เข้าไปมีส่วนร่วมสักครั้งหนึ่ง เมื่อได้เห็นโครงการ เอเชียน ไทร์ ซีโร่-จี 2016 เปิดรับสมัคร จึงรีบส่งใบสมัครทันที และจากใบสมัครเพียง 1 หน้า ที่เขาบรรจงวาดรูปลงไปพร้อมสมการที่คิดค้นมาเป็นอย่างดี ทำให้เขาชนะใจกรรมการ เป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียว และยังเป็นนักศึกษาระดับอุดมศึกษาคนเดียวจากทั่วอาเซียนที่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้
กับไอเดียการทดลองที่หลายคนสงสัยอย่าง “การโค้งของผิวของเหลวในอวกาศ” นั้น
วรวุฒิอธิบายว่า แรงบันดาลใจเกิดขึ้นจากการสังเกตในห้องแล็บว่าของเหลวที่เราเห็นมักจะเปลี่ยนรูปไปตลอด บวกกับนาซาเองก็ให้ความสนใจเรื่องของเหลว เพราะเขาต้องขนส่งเชื้อเพลิงอย่างน้ำมันไปบนอวกาศ จึงอยากรู้ว่าบนอวกาศที่ไร้แรงโน้มถ่วงนั้น ของเหลวเหล่านี้จะเป็นอย่างไร เลยเลือกเอาน้ำเปล่า น้ำผลไม้ และน้ำมันใส่ลงในเข็มฉีดยาพลาสติกมาทดลอง โดยผลการทดลองก็เป็นไปอย่างที่คิดไว้ คือน้ำเปล่าและน้ำผลไม้ เมื่อนำขึ้นไปทดลองบนอวกาศจะโค้งขึ้นเล็กน้อยแตกต่างจากบนโลกที่ไม่มีการโค้งนูน ส่วนน้ำมันโค้งลงอย่างเห็นได้ชัดมากกว่าบนโลก ซึ่งผลการทดลองนี้จะนำไปต่อยอดสร้างสมการต่างๆ ต่อไปได้ในอนาคต
วรวุฒิเผยอีกว่า นอกจากไอเดียทดลองของเขาแล้ว แนวคิดของเพื่อนประเทศอื่นก็น่าสนใจไม่น้อย เช่น สิงคโปร์นำเอาไอเดียจรวดพับรูปทรงต่างๆ ไปลองบินบนอวกาศซึ่งได้ผลตรงกับบนพื้นโลก ขณะที่อินโดนีเซียก็เลือกเอาน้ำและน้ำมันฉีดออกจากเข็มฉีดยาเพื่อดูการรวมตัวกันของของเหลวทั้ง 2 ชนิด แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบความสำเร็จนัก เนื่องจากการทดลองค่อนข้างเป็นอันตรายบนอวกาศ






ไม่เพียงแต่ได้พิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งไว้เท่านั้น แต่วรวุฒิยังได้ประสบการณ์ล้ำค่าจาก “แจ๊กซ่า” ด้วย
“เมื่อก่อนเคยเข้าไปแจ๊กซ่าครั้งหนึ่ง แต่ได้แค่ยืนถ่ายรูปข้างหน้าเท่านั้น ครั้งนี้เป็นความฝันที่ได้เข้าไปเห็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ของเขา อย่างการทำจรวด การปล่อยจรวด ไปจนถึงได้เข้าอบรมหลักสูตรมนุษย์อวกาศระยะสั้น 1 วัน ได้ใส่ชุดนักบินอวกาศขึ้นไปกับช่างกล้องวิดีโอ รับคำสั่งจากห้องควบคุมแก้ไขปัญหาบนอวกาศด้วย แม้จะไม่ได้อยู่ในสภาวะสุญญากาศจริงๆ แต่ก็ได้ทดลองสิ่งที่ไม่เคย
“ที่สำคัญคือ ปีนี้เป็นปีแรกที่แจ๊กซ่าให้เด็กๆ ได้เข้าร่วมดูการทดลองของนักบินอวกาศแบบถ่ายทอดสด จากที่เคยอัดเทปส่งกลับมา ที่นั่นผมได้เจอกับนักบินอวกาศญี่ปุ่นที่เข้ามาเซอร์ไพรส์ มาพูดคุยกับผมจากที่เคยเห็นแค่ในทีวี และยังได้เรียนรู้ระบบการทำงานที่เป็นระบบของเขา ว่าคนญี่ปุ่นมีวินัย เขาคิดเยอะเพื่อป้องกันความผิดพลาด เป็นอะไรที่ประทับใจและนำไปใช้ต่อได้ในอนาคต” มอสเผย
และแน่นอนว่าประสบการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นบันไดอีกขั้นหนึ่งของการเป็นนักบินอวกาศ ความฝันของวรวุฒิ
“การจะเป็นนักบินอวกาศแน่นอนเป็นเรื่องยาก ที่ผ่านมาก็พยายามทำโครงงานต่างๆ เพื่อหาประสบการณ์และเก็บเป็นผลงาน ช่วงแรกๆ อาจจะสนใจหลากหลาย เคยประดิษฐ์เครื่องให้อาหารปลาระบบพลังงานน้ำหยด ใช้หลักโมเมนต์และคาน ได้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายของประเทศไทย ก่อนจะมาประดิษฐ์โครงงานการยับยั้งสารในต้นไมยราบ ทำให้มันเจริญเติบโตน้อยลง ซึ่งทำให้ทุนจากโครงการพัฒนาศักยภาพวิทยาศาสตร์ให้ศึกษาต่อถึงปริญญาเอก ซึ่งตอนนี้ผมเลือกเรียนวิศวกรรม เครื่องกล ที่อาจนำไปประยุกต์ทำงานในนาซาหรือแจ๊กซ่าได้ อนาคตจากนี้ก็อยากจะมุ่งเรียนต่อด้านอวกาศแม้ประเทศไทยจะไม่ค่อยสนใจด้านนี้ เพราะอยากทำงานกับแจ๊กซ่าในอนาคตจริงๆ”
พร้อมทั้งอยากใช้โอกาสนี้ ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นได้หันมาสนใจ “วิทยาศาสตร์” มากขึ้นด้วย
“ส่วนตัวแล้ว คิดว่าวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่สำคัญต่อประเทศมาก ประเทศจะเจริญได้ก็ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะดีแค่ไหนหากเราผลิตสิ่งต่างๆ ได้โดยที่ไม่ต้องนำเข้าทั้งหมด แต่ในประเทศไทยนอกจากจะไม่มีแรงสนับสนุนของในการทำการทดลองต่างๆ แล้ว ข้อด้อยคือผู้ใหญ่ชอบปิดกั้นความคิดของเด็ก เวลาที่เด็กคิดอะไรนอกกรอบมักถูกตั้งคำถามว่า จะทำได้หรือ ทำให้เราไม่กล้าคิดอะไรใหม่ๆ เกินกว่าที่มี ไม่เหมือนต่างชาติ
“จึงอยากให้เด็กไทยทุกคนตั้งใจในความคิดของเราให้เต็มที่ อย่ากลัวที่ใครจะตัดความคิดเรา และฝันให้ไกล”




