ล่วงละเมิด ‘นางงาม’ สะท้อนวิธีคิดเรื่องเพศไทย ‘ล้าหลัง’ หยุดสักที วลี ‘โทษเหยื่อ’

1.12.21 | 11:20 น.

ล่วงละเมิด ‘นางงาม’ สะท้อนวิธีคิดเรื่องเพศไทย ‘ล้าหลัง’ หยุดสักที วลี ‘โทษเหยื่อ’

ทุกๆ ครั้งที่สังคมไทยมี “ข่าวใหญ่” โดยเฉพาะเมื่อประเด็นนั้นเกี่ยวกับ “การคุกคามทางเพศ” หรือ “การล่วงละเมิดทางเพศ”

ซึ่งมีผู้เสียหายเป็น “ผู้หญิง” มักจะมีคอมเมนต์จำนวนมากที่โฟกัสไปที่การ “กล่าวโทษเหยื่อ”

ยกเรื่อง การแต่งกายที่ล่อแหลมบ้างล่ะ เรื่องของพฤติกรรมที่ใช้คำว่า “อ่อย” หรือแม้แต่คำแรงๆ คิดไปถึงว่า ฝ่ายหญิงสมยอม!!! รุมประณามหยามเหยียด ทั้งที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นเหยื่อ ที่ได้รับความบาดเจ็บทั้งกายและใจ

พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า “วัฒนธรรมการโทษเหยื่อ” (Victim Blaming) ซึ่งผลร้ายของความคิดและการกระทำนี้ ได้ส่งผลให้ผู้เสียหายในคดีทางเพศรู้สึก “อับอาย” และ “ไม่กล้า” ที่จะออกมาเรียกร้องความยุติธรรม

ทั้งๆ ที่ในความจริงบุคคลที่ “ควรได้รับคำตำหนิ” คือ “ผู้กระทำ” หรือ “ผู้ชาย” มากกว่า

Advertisement

ดังเช่นในกรณีของนางงามเวทีใหญ่ที่เข้าแจ้งความเอาผิดช่างภาพลวนลามระหว่างการทำกิจกรรมเก็บตัวระหว่างประกวด โดยการแตะเนื้อต้องตัว และคำพูดสองแง่สามง่าม อาทิ

“หนูมองพี่สิ มองให้เหมือนกับว่าพี่เป็นผู้ชายที่หล่อมากจนหนูอยากมีอะไรด้วย”
“พี่พร้อมมีเมียอีกหลายคนเลยนะ”

ซึ่งหลังจากที่มีการนำเสนอข่าว เธอต้องเผชิญกับคอมเมนต์เชิงตำหนิ ที่ทำให้รู้สึกท้อกระทั่งคิดจะจบชีวิตลง
มาร่วมกัน “เฉาะ” ประเด็นกับ ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ และ จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ว่าทำไมวัฒนกรรมการโทษเหยื่อควรหมดไปเสียที!!

หมดยุค ‘เหยื่อต้องอับอาย’
หมดยุค ‘โทษเหยื่อ’ สักที

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ

ดร.วราภรณ์กล่าวว่า วิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศในไทยยังคงล้าหลัง เช่นเมื่อผู้เสียหายเป็นผู้หญิงก็ยิ่งต้องอับอาย เป็นความคิดที่เข้มข้นมากในไทยและไม่หายไปง่ายๆ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลทางความคิดเชิง “โทษเหยื่อ” ที่แม้จะเมนต์คนละเมนต์ก็เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ทำให้เกิดความรุนแรงทางเพศ

“การคอมเมนต์โทษเหยื่อ อาจจะคนละประโยคสองประโยค เหมือนติ๊กถูกหน้าชื่อผู้ลงมือทำว่า เห้ย ทำได้นะ เมื่อเสียงเหล่านี้รวมกันดังขึ้นก็กลายเป็นทัศนคติร่วมของสังคม ไปหยุดยั้งและกลบเสียงของผู้ถูกกระทำที่อยากจะออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้เบาลง เหมือนไปส่งเสริมให้คนกระทำได้ใจ ส่งเสริมให้เป็นสังคมที่ใช้ความรุนแรงต่อกัน เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ขณะที่ผู้ถูกกระทำต้องแบกรับผลกระทบทั้งทางจิตใจและสังคม”

“นี่ไม่ใช่วิถีที่สังคมที่เคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ควรจะทำ” ดร.วราภรณ์ย้ำ

“อย่างในกรณีของช่างภาพที่เกิดขึ้น คนที่ตกเป็นเป้าหมายเขาไม่ได้ดิ้นรนไปหา เขากำลังปฏิบัติงานในส่วนของเขาอยู่ คนที่เมนต์โทษเหยื่อ ต้องคิดนะว่า เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็ได้ เพราะมันมีคนที่จ้องเอาเปรียบอยู่ จ้องที่จะล่วงละเมิดอยู่”

“ฉะนั้น เราต้องช่วยกันป้องกันไม่ใช่ส่งเสริมให้คนกระทำไม่ดีแบบนี้ได้ใจ” ดร.วราภรณกล่าว และว่า คนที่แสดงความเห็นแบบนี้ ควรคิดว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้กับคนใกล้ตัว คนในครอบครัวตัวเอง เรายังจะแสดงความคิดเห็นแบบนี้อีกไหม

“แบบที่ไม่เห็นอกเห็นใจผู้เสียหาย”

ขณะเดียวกัน หลายคนมักจะตั้งคำถามว่าแล้วทำไมถึงออกมาพูดตอนนี้ ก่อนหน้าที่ทำไมไม่ออกมาพูด ดร.วราภรณ์ตอบว่า “ไม่ใช่ความผิดของคนที่ไม่ออกมาพูด ผู้หญิงที่ถูกกระทำเขาก็รู้ว่ามีสังคมที่โทษเหยื่อคอยมองแบบนี้อยู่ ก็อาจจะทำให้ตัวเขารวมไปถึงครอบครัว กลายเป็นผู้ได้รับคำตำหนิแทน จึงตัดสินใจยากที่จะออกมาพูด”

น่าแปลกที่ว่า ผู้เสียหายต้องใช้เวลาในการไตร่ตรองถึงผลกระทบในหลายแง่ ขณะที่คนคอมเมนต์ใช้เวลาไตร่ตรองเพียงเสี้ยววินาทีในการกดโพสต์

ดร.วราภรณ์ทิ้งท้ายว่า ที่ว่ากันว่าให้ป้องกันตัวเอง อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยง เป็นสัญชาตญาณของคนอยู่แล้ว ที่จะไม่พาตัวเองไปเสี่ยง เราขาดประสบการณ์ เราถูกหล่อหลอมมาทางสังคมให้ไว้วางใจคน แต่ไม่เคยถูกบอกถูกสอนว่าพฤติกรรมการล่วงละเมิดหรือคุกคามแบบนี้ไม่โอค เป็นอันตราย และเราต้องไม่นิ่งเงียบ ต้องตอบโต้ หรือว่าไปร้องเรียนตรงนี้ได้ สังคมเราไม่มีแบบนั้น

ฉะนั้นจึงไม่อยากเรียกร้องจากตัวบุคคลว่า คุณต้องระวังตัวเองสิ ปกป้องตัวเองสิ หรืออ่านหนังสือ 10 วิธีป้องกันตัวเองจากการถูกข่มขืน ไม่อยากผลักภาระไปให้บุคคลที่มีความเสี่ยง แต่จะคาดหวังกับสังคมและหน่วยงานที่มีคนในการกำกับดูแลต่างๆ มากกว่าว่า

ถ้าเราไม่หลอกตัวเอง จะรู้ว่าสังคมไทยความรุนแรงทางเพศมีอยู่เยอะมาก มีความเสี่ยงที่สมาชิกในสังคมจะพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ ต้องช่วยกันปกป้องและให้ความรู้ สร้างจิตสำนึกแก่ทุกฝ่าย ต้องวางระบบเมื่อเกิดเหตุแล้วต้องดูแล อำนวยความยุติธรรมให้คนที่ถูกกระทำให้ได้

ให้กำลังใจเหยื่อ จุดเริ่มต้นแก้ข่มขืน

จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

ด้าน จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่า กรณีนางงามถูกกระทำและยังถูกมายาคติโทษเหยื่อด้วยนั้น สะท้อนว่าเรื่องเพศในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า สาเหตุเพราะเรายังคงบ่มเพาะความคิดชายเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะในครอบครัวที่ยังสอนให้ลูกผู้หญิงรักนวลสงวนตัว ต้องแต่งตัวเรียบร้อยเพื่อไม่ให้คนอื่นมาลวนลาม ด้านการศึกษา ที่ยังสอนว่าสาเหตุการถูกคุกคามทางเพศมาจากการแต่งตัวของผู้หญิง ส่วนละครโทรทัศน์ ก็ยังคงตอกย้ำฉากข่มขืนว่าไม่ผิด เป็นเรื่องโรแมนติก

จะเด็จถ่ายทอดประสบการณ์ช่วยเหลือผู้หญิงถูกคุกคามและละเมิดทางเพศ กับมายาคติโทษเหยื่อ ไว้อย่างน่าสนใจ

เริ่มที่คำถามว่า “แต่งตัวโป๊ไหม” จะเด็จกล่าวว่า เป็นคำถามตอกย้ำว่าทำไมผู้หญิงถึงถูกข่มขืน ในความเป็นจริง ต่อให้ผู้หญิงแต่งกายมิดชิดขนาดไหน ก็ยังถูกกระทำอยู่ดี

ส่วนคำถามว่า “ให้ท่าเขาหรือเปล่า ก็ไปหาเขาเอง” จะเด็จกล่าวว่า คำถามแบบนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับกรณีผู้มีอำนาจกระทำต่อผู้ใต้อำนาจ เช่น ครูข่มขืนนักเรียน หัวหน้างานข่มขืนลูกน้อง กรณีแบบนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือกว่า สร้างความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ ก่อนจะลงมือกระทำโดยผู้ถูกกระทำไม่ได้สมยอม

ซึ่งจะนำไปสู่คำถามต่อไปว่า “แล้วทำไมไม่เอาตัวเองออกมา” ก็เพราะเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ลำบากแล้ว ผู้หญิงอาจไม่ได้ถูกฝึกให้ป้องกันตัวเอง จึงต้องอยู่ในสภาวะจำยอม

จะเด็จกล่าวอีกว่า เมื่อถูกกระทำแล้ว ก็จะมีคำถามว่า “แล้วทำไมไม่รีบไปแจ้งความ” เพราะการไปแจ้งความทันทีไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะคนในครอบครัวจะเข้าใจไหม จะมีคำถามโทษเหยื่อหรือเปล่า เช่นเดียวกับตำรวจ จะรับแจ้งความด้วยความเข้าใจหรือไม่ จะมีคำถามโทษเหยื่อ ไกล่เกลี่ย ทำคดีช้าเหมือนหลายเคสที่มูลนิธิเคยช่วยหรือไม่

“เหล่านี้ทำให้ผู้หญิงไปแจ้งความคดีทางเพศน้อย เพราะถูกกดทับด้วยสารพัดมายาคติ จนรู้สึกว่าอยู่เงียบๆ ดีกว่า ทำให้หลายคนมีบาดแผลในใจ ไม่สามารถหลุดพ้นได้ เพราะผู้กระทำยังอยู่สบาย ไม่ถูกลงโทษ”

“อย่างกรณีนางงามถูกกระทำ ผู้หญิงมีความไว้วางใจ และคิดว่าสามารถอยู่กับผู้กระทำแบบสองต่อสองได้อย่างปลอดภัย เพราะเป็นสถานที่ทำงาน จนนำไปสู่ความไม่ปลอดภัย ตัวผู้กระทำยังอาจมีความคิดว่า นางงามที่ถูกกระทำจะไม่กล้าออกมาเรียกร้อง เพราะรู้สึกอาย ต้องรักษาภาพลักษณ์ ไหนจะมีกลไกทางสังคมคอยกดทับอีก จึงย่ามใจทำมาไม่รู้กี่เคส”

จะเด็จชวนสังคมมาร่วมกัน “สนับสนุน” ผู้หญิงที่ถูกกระทำ ให้กำลังพวกเธอให้กล้าออกมาต่อสู้ “สังคมต้องวิจารณ์คนกระทำว่าเป็นคนผิด ต้องเอามาลงโทษ” รวมถึงต้องวิจารณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เปลี่ยนแปลงกลไก เช่น วิพากษ์ละครที่มีฉากข่มขืน เป็นการยุให้ผู้ชายทำผิดกฎหมาย การสอนในครอบครัวให้เคารพทางเพศ หากถูกคุกคามต้องลุกขึ้นสู้ ไม่กล่าวโทษว่าทำให้เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล

“หากเราไม่สนับสนุนและไม่ให้กำลังใจผู้หญิงให้ออกมาต่อสู้ วันหนึ่งสถานการณ์นั้นอาจเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของเราได้” จะเด็จกล่าวทิ้งท้าย