เปิดพิมพ์เขียว เบื้องหลังสวนแห่งความสุข อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9
พื้นที่ 279 ไร่ของสนามม้านางเลิ้งเก่า กำลังถูกเนรมิตให้เป็น “อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9” เพื่อให้คนไทยได้มาสักการะและแสดงความระลึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 และเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้นทอดพระเนตรนิทรรศการโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ และทรงปลูกต้นไม้ ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2564
ถือเป็นการเริ่มต้นเดินหน้าจัดสร้างอย่างเป็นทางการในวันมหามงคล ก่อนมีเป้าหมายดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2567
สวนสาธารณะแห่งนี้มีความพิเศษมากๆ เพราะถูกออกแบบให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกหลากหลายรูปแบบ ประการสำคัญคือ เป็นพื้นที่ที่สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่พสกนิกรชาวกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียง





สถานที่รำลึกถึง ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9’
วรรณพร พรประภา หนึ่งในคณะทำงานออกแบบอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ภายใต้คณะกรรมการโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ เล่าถึงแนวคิดการออกแบบอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ว่า การออกแบบได้ดำเนินการภายใต้พระบรมราโชบายของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ่านคณะกรรมการโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ก่อนถ่ายทอดมาให้คณะทำงานออกแบบอีกที
“ทีมออกแบบได้ดำเนินงานมา 3 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่การศึกษาข้อมูลจากหลากหลายแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ ภายใต้คำแนะนำของคณะกรรมการโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ และตามพระบรมราโชบาย ที่อยากให้การออกแบบมีแนวคิดของเป็นการพัฒนาไปเรื่อยๆ จากนั้นได้เสนอให้คณะกรรมการโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ พิจารณา กระทั่งได้เป็นผังแม่บทที่ขณะนี้ต้องถือว่าภาพรวมค่อนข้างชัดเจนแล้ว อาจเหลือเพียงการออกแบบในรายละเอียดต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามพระบรมราโชบายที่ให้ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ ฉะนั้นการออกแบบบางพื้นที่ยังเว้นไว้ เพื่อปรับปรุง พัฒนาตามความรู้และเวลาที่เข้ามา ทำคู่ขนานไปด้วยกันกับการจัดสร้างในวันนี้
ศูนย์กลางซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ คือ “พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ซึ่งเป็นพระบรมรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 ความสูง 5.19 เมตร หรือมีขนาดเป็นสามเท่าของพระองค์จริง ประดิษฐานอยู่บนฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ความสูง 18.7 เมตร จากระดับของถนนศรีอยุธยา
ตั้งอยู่ในลานรูปไข่ ซึ่งมีความหมายคือ ความเป็นนิรันดร์ มีพื้นที่ 2,173 ตารางเมตร บนเนินสูง 7 เมตร โอบล้อมด้วยสวนป่าผสมผสานแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตั้งอยู่บนผังแปดเหลี่ยม ตามคติพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ อันเป็นสัญลักษณ์เบื้องแรกแห่งการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
“สวนแห่งนี้ยังออกแบบให้มีร่องลมและแกนนำสายตา 9 แกน ฉะนั้นไม่ว่าอยู่ตรงจุดไหนในสวนแห่งนี้ จะเห็นพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เป็นจุดหมายตา เป็นหัวใจ”


ขณะนี้ในส่วนการจัดสร้างพระบรมรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระบรมราชานุสาวรีย์ มีช่างศิลปินชำนาญการดำเนินการอยู่ ซึ่งจะเป็นเฟสแรกของอุทยานที่จะดำเนินการจัดสร้างแล้วเสร็จ เพื่อเป็นหัวใจแรกของโครงการ ให้ประชาชนได้เห็นในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างสมพระเกียรติ
อย่างไรก็ดี เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ พระราชปณิธานที่ประชาชนเข้ามาแล้วจะระลึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งการเรียนรู้แนวพระราชดำริบางอย่างเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จึงสื่อผ่านสัญลักษณ์ เช่น บ่อน้ำเลข ๙ สะพานเลข ๙ สะพานหยดน้ำพระทัย ที่เวลาสะท้อนน้ำจะเห็นเป็นรูปหยดน้ำ เป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาคุณ หรือสะพานไม้เจาะบากง เป็นสะพานที่เป็นภาพจำตามที่ผู้ใหญ่แนะนำมา ซึ่งเป็นสะพานที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ จ.นราธิวาส ในปี พ.ศ.2524
น้ำคือชีวิต-แก้อุทกภัยเมืองหลวง
วรรณพร เล่าอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงมีพระบรมราโชบายให้พื้นที่แห่งนี้ สร้างประโยชน์แก่ประชาชน โดยเฉพาะการเป็นพื้นที่รองรับน้ำ หรือแก้มลิง อีกแห่งของกรุงเทพฯ ในยามวิกฤต จึงได้ออกแบบให้มีระบบการจัดเก็บน้ำทั้งผิวดิน ผ่านสระน้ำ แก้มลิง และระบบการเก็บน้ำใต้ดิน โดยเชื่อมกับคูคลองโดยรอบ 3 สาย คือ คลองเปรมประชากร คลองผดุงกรุงเกษม และคลองสามเสน ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ อย่างเมื่อทราบว่ามีวิกฤตต่างๆ จะสามารถช่วยเหลือแบ่งเบาบรรเทาวิกฤตน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้
“ที่นี่จะมีการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เป็นแก้มลิงของกรุงเทพฯ อีกแห่งหนึ่ง และเป็นแก้มลิงภายในที่มีระบบการรดน้ำ และดูแลตัวเองได้เวลาฝนตกต่างๆ รวมถึงมีการจัดแสดงวิธีบริหารจัดการน้ำหลายมิติ ทั้งการจัดการคุณภาพน้ำ และการสร้างทัศนียภาพทางน้ำ”
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น วรรณพรยกตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำที่เรียบง่ายและสอดคล้องกับธรรมชาติ “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” ในอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ดังนี้ ต้นน้ำ จะทำป่าหลายระดับในลักษณะสวนสาธารณะ ที่มีการรักษาความชุ่มชื้นของดิน การจำลองของฝายชะลอน้ำต่างๆ กลางน้ำ จะเป็นเรื่องการกักเก็บน้ำ ชะลอน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตร พร้อมจัดแสดงป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ที่มีเรื่องการปลูกไม้ใช้งานได้ ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ พระราชดำริใน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และปลายน้ำ จะมีพืชกรองน้ำชนิดต่างๆ
สวนศึกษาศาสตร์พระราชา-พระราชินี
วรรณพร เล่าต่ออีกว่า พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้แนวพระราชดำริ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อจะสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ในการดำรงชีวิตประจำวัน สำคัญที่สุดคือ น้ำคือชีวิต ที่ได้แสดงในวีดิทัศน์เปิดตัวโครงการ รวมถึงป่า ดิน ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ
ที่นี่ยังโดดเด่นด้วยพรรณไม้ที่สะท้อนความเป็นป่าและความหลากหลาย ตามแนวพระราชดำริ ประมาณ 4,500 ต้น วรรณพร บอกว่า ต้นไม้ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นไม้ที่เติบโตดีในพื้นที่ภาคกลาง และปลูกจากต้นกล้า เพื่อนึกถึงการดูแลในอนาคตสู่ความยั่งยืน แต่อาจมีต้นไม้หนุ่มสาวบางอย่างเพื่อการศึกษา เช่น ต้นไม้ประจำ 77 จังหวัด ให้ความหมายประกอบขึ้นมาเป็นประเทศไทย ต้นไม้ในวรรณคดี อีกทั้งต้นไม้เชิงสัญลักษณ์ทางจิตใจให้นึกถึง ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างต้นไม้ที่คุ้นตา เช่น ต้นยางนา หรือต้นไม้ที่ออกดอกสีเหลือง เป็นต้น
“ทรงมีพระราชดำริให้พื้นที่แห่งนี้เป็นปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ฉะนั้นพืชที่ใช้ก็จะเป็นพืชที่นักพฤษศาสตร์ นักวิชาการพืชสวน ให้ข้อมูลมาว่าเป็นพืชกรองฝุ่น PM2.5 พืชดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตลอดจนพืชกันเสียง”


อย่างไรก็ดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานเรื่องความยั่งยืนและประโยชน์สูงสุด ฉะนั้นสวนแห่งนี้จะเป็นพื้นที่ที่เยาวชนมาเรียนรู้ สืบสานต่อจากสิ่งที่มีแนวพระราชดำริในอดีต น้อมนำองค์ความรู้มาใช้ประโยชน์กับชีวิตประจำวันของแต่ละคน โดยเฉพาะเรื่องปัจจัยธรรมชาติ น้ำ ป่า ดินต่างๆ ก่อนนำไปต่อยอดในอนาคต ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนได้
สวนกีฬา-นันทนาการ
สวนแห่งนี้ยังมีเรื่องของกีฬาและนันทนาการ ซึ่งเป็นพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชประสงค์พระราชทานที่ดินในพระปรมาภิไธยแห่งนี้ เพื่อให้ความสุขและส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเรื่องกีฬาเป็นเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับความยั่งยืน
วรรณพร เล่าว่า พระองค์ทรงมีพระบรมราโชบายว่า ต้องเป็นกีฬาที่เหมาะกับยุคสมัยและนึกถึงคนในอนาคต ฉะนั้นก็มีกีฬาที่ประชาชนทั่วไปนิยมในปัจจุบันแต่ออกแบบให้มาตรฐาน เช่น มีเส้นทางจักรยานระยะทาง 3.5 กิโลเมตร เส้นทางกว้าง 5 เมตร มีเส้นทางวิ่งระยะทาง 3.5 กิโลเมตร เส้นทางกว้าง 6 เมตร มีเส้นทางเดิน ทั้งหมดสามารถเชื่อมกันได้จากสวนปกติที่แยกออกจากกัน แต่ที่นี่คำนึงถึงความปลอดภัย และความรื่นรมย์การใช้งานของประชาชน
อีกทั้งยังมีกีฬาอื่นๆ ตามสมัยนิยม เช่น สเก็ตพาร์ค บาลานซ์ไบค์ บาสเกตบอล เซปักตะกร้อ หรือออกกำลังกายสำหรับคนมีอายุ เช่น จี้กง โยคะ
ทั้งนี้ ได้ออกแบบให้มีพื้นที่หนึ่ง ที่สามารถยืดหยุ่นหรือสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ ตามความนิยมของประชาชน และประโยชน์ที่มาใช้
วรรณพรย้ำว่า สวนแห่งนี้มีเทคโนโลยีทันสมัย เช่น สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดที่ต้นไม้ เพื่อดูได้ว่าต้นไม้นี้มีประโยชน์อย่างไร มีระบบรักษาความปลอดภัยในสวน อย่างสมมุติใครกำลังออกกำลังกายแล้วมีปัญหาสุขภาพ ก็จะมีการแจ้งเตือนเข้ามาเพื่อให้การช่วยเหลือทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมีเรื่องดาราศาสตร์ ที่บริเวณแกนพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ จะให้ความรู้เรื่องตำแหน่งของพระอาทิตย์ ซึ่งมีนักดาราศาสตร์เข้ามาให้ความรู้
ส่วนเรื่องการเดินทางมาใช้บริการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ก็หมดกังวลได้เลย ได้มีการออกแบบให้สามารถเข้ามาได้ทุกทิศทางพร้อมมีลานจอดรถรองรับ ในอนาคตยังมีเส้นทางรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน ได้แก่ สายสีส้ม เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินผ่านแยกยมราช และสายสีแดง ซึ่งเป็นไฮสปีดเทรนส่วนต่อขยาย ก็ผ่านทางด้านข้างแนวรถไฟเดิม เบื้องต้นได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำทางเชื่อมต่อเข้ามาภายในอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ
ทั้งหมดนี้เป็นไปตามพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอยากให้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

เปิดใจหนึ่งในผู้ออกแบบอุทยานฯ
วรรณพร เล่าต่อด้วยรอยยิ้มว่า คณะทำงานออกแบบบางส่วนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จในวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และทุกพระองค์ ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างสนพระราชหฤทัย ทำให้คณะทำงานรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมาก และเท่าที่ฟังจากคณะกรรมการโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ถ่ายทอดมาอีกที ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสนพระราชหฤทัยมากที่จะติดตามการออกแบบ หรือกระบวนการทำงาน ให้เป็นไปตามพระราชปณิธานต่างๆ
“เป็นเวลา 3 ปี ที่ดิฉันมีโอกาสได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่คิดว่าเป็นประโยชน์มาก เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงแนวพระราชดำริพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของคนไทยคือ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาจากผู้คนที่ถวายงาน ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ กระทั่งไปดูโครงการพระราชดำริหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจ และรู้สึกว่าดิฉันโชคดีมากที่เกิดเป็นคนไทย ที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงห่วงใยประชาชนขนาดนี้”
วรรณพร เล่าถึงความท้าทายของการทำงานนี้คือ การมีทีมงานที่ใหญ่มาก แต่ละคนมีความรู้ ความถนัดแต่ละด้าน เช่น ภูมิสถาปัตย์ วิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เป็นต้น แต่แนวพระราชดำริเป็นเรื่ององค์รวม ฉะนั้นต้องนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญที่ต่างคนต่างถนัด มาประกอบและพัฒนาร่วมกัน หาจุดที่สมดุลและเป็นประโยชน์กับพื้นที่นี้ที่สุด ตรงตามพระราชปณิธาน
“ผู้คนที่มาเป็นคณะทำงานเยอะมาก นับวันยิ่งเยอะขึ้น ก็สะท้อนความรักความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัว ทุกคนปลาบปลื้มใจและคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ ฉะนั้นจึงมีทั้งทีมที่ได้รับมอบหมายหลายส่วน และใครที่ทราบข่าวก็อยากมาให้คำแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์”
วรรณพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ในวิชาชีพของเราถือเป็นสิ่งสูงสุดที่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ สะท้อนถึงพระมหากษัตริย์ที่เราจงรักภักดีมาก ที่ผ่านมาตลอด 3 ปี มีทีมที่ใหญ่มากภายใต้คณะกรรมการโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ และภายใต้พระบรมราโชบาย มีสิ่งใดก็ค่อยๆ คลี่คลาย บางอย่างเราไม่ทราบตั้งแต่ต้นว่าเป็นอย่างไร ในความรู้ความสามารถที่มี แต่ทุกคนช่วยกันเสริม โดยเฉพาะทรงมีพระบรมราโชบายที่ชัดเจนมากอยู่แล้ว จึงทำให้มาถึงจุดนี้ ก็เชื่อว่าค่อยๆ พัฒนาต่อไป ทุกคนต้องการทำสิ่งที่ออกมาเหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุด
เบื้องหลังการจัดสร้างที่เปี่ยมไปด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อปวงชนชาวไทย



