สมมุติว่าผู้อ่านไม่มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์อยู่เลย หนักกว่านั้น สังคมที่หล่อเลี้ยงเรามา ยังมีมุมมองปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ในแง่ไม่ค่อยดีนัก
จะมีใครเเหงนขึ้นฟ้า พบเจอดวงดาว แล้วเคยตั้งคำถามแบบจริงจังไหมครับ ว่า ดวงดาวคืออะไร? และนอกจากดวงดาวเเล้ว วิทยาศาสตร์บนท้องฟ้าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อถอยหลับไปเมื่อหลายสิบบปีก่อน ตั้งแต่จังหวัดฉะเชิงเทรายังไม่มีไฟฟ้าใช้
จุดเริ่มต้นของความฝันเกิดขึ้นตอนรุ่งสาง
วรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต ในวัย 13 ปี มีอาชีพช่วยพ่อเเม่เย็บผ้า ถูกปลุกขึ้นมาตอนใกล้สว่าง จากเจ้ร้ายขายหมู ที่ตลาดบางบ่อ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อมาดูดาวหาง “อิเคยะ –เซกิ” (Comet Ikeya-Seki) ดาวหางที่สุกสว่างที่สุดดวงหนึ่งในศตวรรษที่ 20 และสว่างกว่าดวงจันทร์นับสิบเท่าได้แวะเวียนมาเยือนโลกตามสัญญาทุกๆ 880 ปี ที่สวยงามมาก จนเขาประทับใจ ไม่ลืม กลายมาเป็นแรงบันดาลใจ ศึกษาหาความรู้ตลอดทั้งชีวิตต่อมา
“ครั้งแรกเลย เมื่อประมาณปี 2508 ผมก็เหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป ไม่เคยมองท้องฟ้าสักครั้งเดียว ตอนนั้นยังไม่มีไฟฟ้า ปีนั้นประมาณปลายปี มีดาวหางมาหนึ่งดวง เป็นดาวหางที่ใกล้ดวงอาทิตย์ สว่างมาก เห็นด้วยตาเปล่า พอดีว่าเจ้ขายหมูที่อยู่ข้างบ้าน มาปลุกให้ดูดาวหาง เเละเขาเห็นว่ามันสวยมาก เลยเรียกเรามาดู พอผมเห็นครั้งแรก เป็นคืนที่ฟ้าดีมาก เจ้ขายหมูก็มาเคาะประตูมาดูตอนตี 4 ประทับใจมาก จนต้องร้องโห เพราะหัวของมันอยู่ขอบฟ้า ขณะที่หางของมัน อยู่ครึ่งฟ้า เราก็สงสัยว่ามันคืออะไร นี่คือจุดเริ่มต้นให้มาสนใจดาราศาสตร์ อย่างจริงจัง ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ พอเราสังเกตมันบ่อยๆ ก็พบว่า เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของมัน บางทีหางมันก็งอได้ด้วย มีสองหางได้ด้วย ก็ยิ่งสงสัยใหญ่” วรวิทย์ เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงกระตือรือล้น

เขาไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป ด้วยคำถามและความสงสัยเรื่องดวงดาว นั่นเลยเป็นสาเหตุให้เขาสนใจ และเริ่มหาสิ่งที่มาตอบคำถาม ให้ได้ จึงได้หนังสือดาราศาสตร์เบื้องต้นเล่มเเรกมาครอง พิมพ์ขึ้นในปี 2507 ซื้อมาจากงานวัดหลวงพ่อพุทธโสธร ในราคาเล่มละ 5 บาท เป็นหนังสือที่ตอบคำถามมากมาย กระทั่งถูกเก็บรักษาอย่างดีมาหลายทษวรรษ และถูกอ่านซ้ำเเล้วซ้ำอีก
จากเด็กถูกหลอก สู่กล้องดูดาวทำเอง
เรื่องที่ฝังใจเขาตั้งแต่เด็กคือเขาเคยถูกหลอกให้ดูดาวเสาร์และดวงจันทร์ที่สวยมากในงานวัดจนเป็นความประทับใจตราตรึงกระทั่งโตขึ้นจึงรู้ว่าที่เห็นมานั้นเป็นเรื่องโกหก
“มีคนมาตั้งกล้องในงานหลวงพ่อพุทธโสธรดูดาวเสาร์10บาทดูดวงจันทร์5บาท ทั้งนี้ ค่ารถไป-กลับ วัดหลวงพ่อพุทธโสธรกับตลาดบางบ่อตอนนั้นอยู่ที่ 3 บาท การแสดงอื่นๆเช่น จ้ำบ๊ะบาทเดียวเองนะ แต่ดูดาวนี่หนักกว่ามาก เพราะดูดาวเสาร์ตั้ง 10 บาท หากจะดูดวงจันทร์ก็คิดอีก 5 บาท ซึ่้งสมัยนั้น เฉพาะดูดาวเสาร์อย่างเดียวก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 3 ชามแล้ว ผมมีตังค์ไป 30 บาท วันเดียวหมดเกลี้ยงเลย คือตอนเเรกไปดูดวงจันทร์ก่อน จำได้ว่าดวงมันใหญ่มาก แต่กล้องตัวเล็กนิดเดียว ทำไมภาพมันชัดเจนขนาดนี้ ซึ่งข้างๆดวงจันทร์มีจุดเล็กๆ จุดหนึ่ง เขาก็บอกว่ามันเป็นอุกาบาตกำลังวิ่งชนดวงจันทร์ เราก็คิดในใจ โห เเค่ 5 บาท ได้ดูอุกาบาตวิ่งชนดวงจันทร์ด้วย ส่วนครั้งที่สองเป็นดาวเสาร์ ซึ่งก็พบว่าดวงมันใหญ่มาก ดวงเต็มตาเลย ประมาณครึ่งนิ้วโป้ เช่นเดียวกัน กล้องตัวนิดเดียวแต่ดาวเสาร์ใหญ่มากคือเพิ่งมารู้ว่าโดนหลอกเต็มๆ ก็หลังจากมีกล้องเป็นของตัวเอง และดาวเสาร์ของเรามันเล็กนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ แทบจะไม่เห็นวงเเหวนเลย จึงเพิ่งรู้ว่าที่อุตส่าห์ประทับใจมานั้นมันเป็นสไลด์หลอกลวงคน” วรวิทย์ กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ
หลังจากพอมีความรู้และความสงสัยด้านดาราศาสตร์มาเเล้ว ในปี พ.ศ. 2513 เกิดปรากฎการณ์ดาวหางเบนเนท โคจรใกล้โลก ด้วยความอยากเห็นดางหางให้ชัด วรวิทย์ ตัดสินใจทำกล้องดูดาวด้วยตัวเอง โดยการใช้กล่องกระดาษใส่ลูกแบต ในส่วนเลนส์ก็ขโมยเเว่นเเม่มาวัดระยะความยาวจุดรวมแสง
-หลังคาสังกะสี คือจุดเริ่มต้นการดูดาวของอ.วรวิทย์
วรวิทย์ เล่าว่า “ก็ใช้วิธีการเอาเเว่นของเเม่ที่เป็นช่างสอยรังกระดุม แม่มีเเว่นหลายอัน ผมก็พอรู้บ้าง เลยเอาเเว่นมาส่องแดดและหาโฟกัสยาวๆ ก่อนจะไปหาเเว่นขยายมาเป็นเลนส์นูน พอเหมาะปุ๊บก็หักทิ้ง เเม่ผมก็หาเเว่นไปเถอะ… ถ้าบอก ผมนี่โดนตีตายแน่เลย เพื่อที่จะทำกล้องดูดาวหาง โดยใช้กาวเเตะ เห็นได้ชัดกว่าชาวบ้านเขา ไม่มีใครรู้เลยว่าผมทำได้ “
เชื่อหรือไม่ว่า จุดที่สงบที่สุดในการดูดาวของเขาคือ หลังคาบ้าน เพราะเป็นจุดที่เงียบ ไม่มีอะไรรบกวน ไม่ต้องกลัวงู เมื่อดึกสงัด วรวิทย์ตื่นขึ้นมาบ่อยครั้ง เพื่อ ปีนขึ้นไปข้างบน โดยใช้กระดานไม้วางพาดกับสังกระสี เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังเวลาย่ำ จากนั้นก็นอนจ้องดาวหางเบนเนทอย่างมีความสุข ด้วยกล้องที่พอจะเห็นได้บ้าง
ชีวิตต้องลองผิดลองถูก
ชีวิตปกติตอนนั้น โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เขาจบการศึกษาในระดับประถมศึกษาชั้นที่ 7 เพราะฐานะค่อนข้างเเย่ ต้องออกมาทำมาหากินด้วยการเย็บเสื้อผ้า แต่เเน่นอนเขามีความฝั่งใจต่อคำถามต่างๆที่ค้างคาอยู่
เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน วรวิทย์ ทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะการทำธุรกิจเย็บผ้าและขายผ้าอยู่นาน จนกระทั่งเมื่อดาวหางดวงสำคัญคือ ดาวหางฮัลเล่มาเยือนโลกในราวๆปี 2527-28 จึงได้เริ่มสร้างกล้องโทรทัศน์ง่ายๆด้วยตนเอง โดยเป็นกล้องที่มีขาตั้งมาตรฐาน เพราะได้เรียนรู้จากปัญหาว่า กล้องดูดาวจะต้องนิ่ง เนื่องจากมีกำลังขยายสูงกล่าวกล้องปกติ จึงต้องมีขาตั้งที่มั่นคง เพื่อต้อนรับดาวหาฮัลเล่โดยเฉพาะ
“กล้องตัวนั้นทำจากท่อพีวีซี ตอนนั้นท่อพีวีซีเพิ่งมี ขณะที่เลนส์ตาก็ไปซื้อจากศึกษาภัณฑ์ เมื่อวัดขนาดจนได้จุดโฟกัส ก็ไปหาท่อขนาดต่างๆมาต่อ ใช้ได้ดีพอสมควรเลยหล่ะ มีขาตั้งทำจากขาตั้งร่ม ใช้เงินไปรวมเเล้ว 500 บาท ซึ่งขาตั้งร่มอันนั้น ยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน ”
ในช่วงการดูดาวหางฮัลเล่นั้นเอง ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาในพื้นที่ตลาดบางบ่อเเล้ว แต่เป็นไฟระบบปั่น คนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวบ้านก็เริ่มรู้แล้วว่า วรวิทย์ สนใจดวงดาวมากเเค่ไหน เพราะถึงขนาดทำกล้องดูดาวซึ่งไม่มีใครเขาคิดทำกันออกมาได้ จากนั้นเขาก็เริ่มชวนชาวบ้านมาดูดาวด้วยกัน

สู่มืออาชีพ-ความฝันสร้างหอดูดาว
วรวิทย์ เริ่มเล่า เส้นทางของชีวิตที่ก้าวเข้าสู่วงการดาราศาสตร์ ว่า หลังจากการสร้างกล้องดูดาวตัวแรกขึ้นมาด้วยตัวเอง ธุรกิจขายเสื้อผ้าของตนเอง ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ เมื่อมีเงินมากขึ้น ก็ใช้กำไรที่ได้เก็บออมจนนำไปซื้อกล้องดูดาวต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้น วรวิทย์เล่าว่า การซื้อกล้องของเขาก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเจอกล้องที่ถูกใจทันที เพราะต้องผ่านการลองผิดลองถูกหลายครั้ง จนหมดเงินไปเเล้วเป็นจำนวนมาก
ในด้านครอบครัว เขาเริ่มสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วยการแต่งงาน ซึ่งหลังจากนั้น กลับทำให้วรวิทย์มีเงินจากการค้าขายมากขึ้่น วรวิทย์ยังคงทำตามความฝันเขา จึงตัดสินใจที่จะสร้างหอดูดาวส่วนตัวขึ้นที่บ้าน หมดเงินไปหลายล้านบาท จากบ้านสองชั้นกลายเป็นสี่ชั้น แน่นอนว่าชั้นบนสุดเป็นหอดูดาวซึ่งหลังคาเป็นระบบไฮดรอลิกส์สามารถเปิดได้ จนเริ่มมีผลงานการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ และเมื่อธุรกิจดีขึ้น มีลูกน้องเข้ามาช่วยงาน ก็ต้องขยับขยายด้วยการหาเพื่อนที่ชอบเหมือนกัน กระทั่งได้เข้าไปร่วมงานกับสมาคมดาราศาสตร์ไทย ด้วยผลงานการถ่ายภาพปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ รวมถึงดวงดาวต่างๆ
ทั้งนี้ เมื่อถามว่าในเมืองไทยมีคนที่สนใจแบบนี้มากเเค่ไหน วรวิทย์ตอบกลับมาทันทีว่า น้อยมาก แต่ก็ยังพอมี เมื่อถามว่า สนิทกับใครมากที่สุด วรวิทย์ตอบว่า หนึ่งในนั้นคือ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ นายอารี สวัสดี อดีตนายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย เพราะเป็นคนที่ชอบถ่ายรูป เดินทางไปทำกิจกรรมต่างๆด้วยกัน และเริ่มเข้าสามาคมจริงๆในช่วงปี 2538 ที่มีปรากฎการณ์สุริยุปราคา กระทั่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารสมาคมดาราศาสตร์ไทย 2 สมัย
เริ่มถ่ายทอดดีไหม?
มาถึงจุดนี้ ไม่มีใครปฎิเสธได้เเล้วว่าเขาไม่มีความรู้ เพราะวรวิทย์มีผลงานการถ่ายรูปทางดาราศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ จากคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานการศึกษาเรื่องนี้มาโดยตรง เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เขาสนใจคือการถ่ายทอดความรู้ด้านดาราศาสตร์ให้กับคนทั่วไปโดยเฉพาะเด็กเเละเยาวชน เพราะเขามีความฝันอยากให้เด็กรุ่นใหม่มีองค์ความรู้และมีแรงบันดาลใจในการศึกษา
“เมื่อคนเราดูดาวเเล้วมันเหมือนมีความสุขแล้วพอถึงจุดๆหนึ่งเอ้…เราก็อายุมากจะเริ่มถ่ายทอดดีไหม?เนี่ยภาพที่ผมเห็นเด็กๆดูดาวนี่แหละเป็นภาพที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุด“วรวิทย์กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มเเย้ม
เมื่อขอให้ปราชญ์ท้องถิ่นด้านดาราศาสตร์คนนี้ เล่าให้ฟังว่าตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา เขามององค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์ โดยเฉพาะความสนใจของคนในสังคมอย่างไร วรวิทย์ ตอบกลับทันทีว่า คนไม่ค่อยสนใจ หรือสนใจน้อย เมืองไทยเรา ไม่ค่อยสนใจวิทยาศาสตร์เท่าไหร่
วรวิทย์ ให้ข้อมูลเพิ่มว่า จากความพยายามที่๋ผ่านมาหลายสิบปี มั่นใจว่าตน ได้เคยให้องค์ความรู้ด้านดาราศาสตร์และดวงดาวผ่านการพูดและการจัดกิจกรรมกับคนไปแล้วหลายหมื่นคน เชื่อว่าความรู้ดังกล่าวจตะไปกระตุ้นจิตใจพวกเขาได้
“คิดว่ากระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจกับคนได้หลายคนเหมือนกันหลายคนไปเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ที่ต่างประเทศจนได้ทำงานราชการด้านดาราศาสตร์บางคนเป็นสื่อมวลชนผมคิดว่าความสำคัญของมันคือมันเป็นเรื่องรอบตัวที่คนจะต้องรู้เพราะหากเรื่องรอบตัวแค่นี้ยังไม่รู้จักและเราจะหวังอะไรจากพลเมืองของเราได้ ยกตัวอย่างญี่ปุ่นก็ได้คนญี่ปุ่นสนใจเรื่องรอบตัวรู้เรื่องดีมากคนญี่ปุ่นมีหอดูดาวจังหวัดละหอ นี่จึงเป็นที่มาที่อยากจะมีหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชน”

จบประถมก็อ่านตำราฝรั่งได้
แน่นอนว่าเมื่อวรวิทย์ อ้างว่าจบการศึกษาระดับชั้นประถม 7 ขณะที่ตำราด้านดาราศาสตร์ของเมืองไทยก็แทบไม่มีเลยตั้งเเต่ในอดีต เเล้ววรวิทย์ศึกษาหาความรู้มาจากไหน? วรวิทย์ ตอบคำถามนี้อย่างชวนอึ้ง ซึ่งสะท้อนความอยากรู้อยากเห็นของเขา
“ศึกษาจากตำราเป็นส่วนมาก ซึ่งจะสั่งซื่อจากเมืองนอก ทั้งพวกแผนที่ดาว เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ ที่สั่งผ่านศูนย์หนังสือจุฬาฯ ถามว่าทำอย่างไรด้วยความรู้ระดับประถม ก็ต้องแปลเอา ค่อยๆแกะๆเอา อ่านแล้วก็แปล ซึ่งการอ่านก็จะเน้นไปที่ส่วนที่สอนให้เราปฏฺิบัติจริง ใช้จริง ส่วนในเมืองไทยนั้น ตอนนี้ ยอมรับว่าองค์ความรู้เรื่องดาราศาสตร์ของเราดีขึ้น หลังจากที่เรามีศูนย์วิจัยดาราศาสตร์ ประชาชนได้มีโอกาสสัมผัสกับดาราศาสตร์โดยตรง”
-ส่วนหนึ่งของตำราดาราศาสตร์ที่เป็นคู่มือข้างกายของปราชญ์ชาวบ้านท่านนี้
นอกจากนี้ วรวิทย์ ยังยกตัวอย่างให้เห็นว่า สังคมตะวันตกสนใจดาราศาสตร์อย่างมาก เพราะการที่จะส่งยานสักลำขึ้นไปนอกโลกได้ มันต้องใช้ศักยภาพทั้งหมด ทั้งความรู้ และวิชาการทั้งหมดมารวมอยู่ด้วยกันเป็นองคาพยพ ทุกประเทศไม่อยู่เฉย ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน ยุโรปก็รวมตัวกันเพื่อพัฒนาวิทยาการตรงนี้ ทั้งนี้ วรวิทย์เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาดาราศาสตร์ เมื่อยกตัวอย่างว่าไทยจำเป็นต้องมีมนุษยอวกาศคนแรกได้หรือยัง วรวิทย์ ตอบว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่หากสิ้นเปลืองงบประมาณมาก ก็ไม่เป็นไร เอาเงินมาพัฒนาการส่งต่อความรู้ระดับพื้นฐานดีกว่า
ขณะที่วงการดาราศาสตร์เมืองไทย หากเทียบกันในระดับภูมิภาค ก็ถือว่ามีแนมโน้มการพัฒนาที่ดี และมีการพัฒนาในระดับใกล้เคียงกับเกาหลีใต้ ซึ่งหอดูดาวภูมิภาคทั้ง 5 แห่งในขณะนี้ ก็คาดว่าจะก่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาด้านดาราศาสตร์ ที่ต่อยอดมากขึ้นในอนาคต
ในส่วนของหอดูดาวในจังหวัดฉะเชิงเทรานั้น วรวิทย์ เล่าว่า หอดูดาวบัณฑิต ซึ่งเป็นหอดูดาวส่วนตัวของตนนั้น ก็เปิดต้อนรับคนจำนวนมากที่รู้จัก และสนใจดวงดาวมาเข้าชม แต่พื้นที่มีลักษณะคับแคบมาก เเละตั้งอยู่ในบ้าน การที่หอดูดาวภูมิภาค ที่กำลังจะเกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นจังหวะดีที่คนไทยในพื้นที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เพื่อสร้างคนให้สนใจ ซึ่งขณะนี้ ไทยเราสามารถพัฒนาเครื่องมือนการเคลือบกระจกของกล้องเพื่อดูแลกระจกของกล้องดูดาวได้

คนบ้าดูดาวตัวจริง
อ่านมาถึงตรงนี้ก็พอจะรู้เเล้วว่าผู้ชายคนนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ จะบอกว่าเขาเป็นคนบ้าก็ไม่ผิด แต่เป็นการบ้าในการเรียนรู้ และความสวยงามของดวงดาว วรวิทย์ ยอมรับเองว่า เขาเองก็เคยถูกด่าว่าบ้า ขณะกำลังสอนเด็กๆเรื่องดวงดาวในชั้นเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง
“ผมเคยไปพูดที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลเมืองมาก เมื่อ6-7 ปีมาเเล้ว ไปสอนเด็กโดยผมบอกว่าโรงเรียนไม่ต้องควักอะไรเลย เเค่เตรียมปลั๊กไฟให้ผม น้ำคุณก็ไม่ต้องเลี้ยง เมื่อผมไปพูดเด็กๆ สนใจมาก เด็กก็ฟังกันอย่างสนุกสนานๆ แต่มีคนๆหนึ่งเหมือนจะเมาๆ มาฟังด้วย มาอยู่ใกล้และตะโกนเเซวอยู่ตลอดเวลาว่ารู้ได้อย่างไร แต่ก็ไม่กล้าเข้ามา เพราะผู้ปกครองคนอื่นๆอยู่ด้วย ถ้าเข้ามาคงโดนอัด โดยระหว่างเเซว เราก็อยู่เฉยๆ แต่ผมก็ตอบไปดีๆว่า ความรู้พวกนี้ผ่านการพิสูจน์ ศึกษาจนเข้ารู้กันหมดเเล้ว แต่ของเรายังไม่รู้เรื่องเลย เชื่อไหมว่า 3-4ปีให้หลัง อยู่ดีๆมีข้อความทางเฟสบุ๊กเเชทมา ว่าผมขอโทษที่ครั้งหนึ่งเคยเเซวอาจารย์ อันนี้เขาเเชทมาเล่าเรื่องราวทั้งหมด ผมเองลืมไปเเล้วด้วยว่ามีคนมาเเซว แปลว่าความผิดมันอยู่ในใจเขาตลอด เขาบอก เขาหาทางขอโทษผมมาตลอดเเต่ไม่เคยเจอตัว นี่ไงเป็นเรื่องจิตสำนึก”
นอกจากทัศนคติด้านลบ ในการศึกษาเรื่องใหม่ๆ ที่เขาเจอมา ด้วยความที่วรวิทย์ มีความสนใจในการศึกษาเรื่องดาราศาสตร์อย่างมาก เเละเกาะติดทุกปรากฏการณ์ในโลก ซึ่งความสนใจทางดาราศาสตร์ล่าสุด คือองค์การนาซา ได้มีการถ่ายทอดสดภารกิจ นิว ฮอไรซันส์ (New Horizons) ซึ่งเป็นการนำยานสำรวจดาวพลูโต เข้าใกล้ดาวพลูโตระยะใกล้กว่า 1 หมื่นกิโลเมตร ซึ่งจะทำให้มนุษย์สามารถเห็นดาวพลูโตชัด ๆ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ขณะที่ถ่ายทอดสดได้การเปิดโอการให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสอบถามกับผู้บริหารของนาซ่าได้โดยตรงนั้น ก็ได้มีคอมเม้นท์คนไทยหลายคนเข้าไปโพสต์ไม่เหมาะสม ด่าสหรัฐอเมริกา ด่านาซา ต่าง ๆ นานา เป็นภาษาไทย ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติเองก็ได้เข้ามาต่อว่าคนไทยถึงความไม่เหมาะสมดังกล่าว วรวิทย์ เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวว่า
“วันนั้นผมดูอยู่ด้วย เขาเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกเข้าไปถาม ผ.อ.นาซ่า แต่ปรากฎมีคนไทยกลุ่มหนึ่งไปป่วน ส่งคำหยาบ พิมพ์รูปหมา ผมก็เห็นเหตุการณ์ อยากลงไปด่ามาก แต่มีคนไทยก็ไปช่วยด่าหลายคน ก็ยังไม่หยุด ผมอยากจะเรียกว่าเป็นพวกไทยปี๊ป วันนั้นเเย่มาก อย่าพูดเรื่องการเรียนรู้อะไรเลย เเค่เรื่องกาละเทศะในสังคม คนไทยยังไม่มีเลย มันน่าอายมาก มันเป็นเรื่องบ้านป่าเมืองเถื่อนมาก เราต้องพัฒนาคนให้มีเหตุผลมากกว่านี้ ”
ทำฉะเชิงเทราเป็นจังหวัด”ดาราศาสตร์”
สำหรับผู้ที่เริ่มมีความสนใจเรื่องดวงดาวและความรู้ด้านดาราศาสตร์วรวิทย์แนะนำว่าอันดับแรกไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออะไรใดๆทั้งสิ้นแต่ขอให้ติดตามกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นกับหอดูดาวต่างๆที่อยู่ใกล้หรืออย่างง่ายที่สุดคือให้เดินเข้ามาสอบถามหรือเรียนรู้ในหอดูดาวต่างๆเพราะประชาชนสามารถมาฝึกเเละเข้าใช้บริการได้เต็มที่ใกล้ที่ไหนก็ไปที่นั่น
วรวิทย์ยังยกตัวอย่าง การพัฒนาความรู้เรื่องดาราศาสตร์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ว่าเขามีความฝันอยากทำให้ฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดดาราศาสตร์ วรวิทย์กล่าวอย่างมั่นใจว่า ฉะเชิงเทรามีผู้ที่มีความรู้และสนใจเรื่องดูดาวอยู่มาก จากความพยายามในการสร้างนักเรียนแกนนำในการดูดาวมานานหลายปี ครอบคลุมทั่วพื้นที่ เพราะวรวิทย์ มั่นใจว่าจะต้องสร้างองค์ความรู้ในตัวคนก่อน
“ฉะเชิงเทราเข้มเเข็งกว่าที่อื่น ทุกคนสนใจมาก พอมีกิจกรรมทุกคนก็พร้อมเข้าร่วม เพราะที่นี่มีการปูพื้นฐานมานาน มั่นใจแปดริ้วมีคนกระเหี้ยนกระหือรืออยากดูดาวกว่าที่อื่น ” วรวิทย๋ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ในระดับนโยบายรัฐ วรวิทย์ ยังย้ำจุดยืนเดิมคือการสร้างความรู้และจิตสำนึกเรื่องการเรียนรู้ด้วยเหตุผล โดยเฉพาะการมองประโยชน์ของสาธารณะ การเห็นแก่ส่วนรวม วรวิทย์เห็นว่า หากคนมีความใฝ่รู้ มีจิตสำนึกดี ก็จะสร้างศักยภาพต่างๆให้กับประเทศ วรวิทย์เห็นว่า การสร้างกิจกรรมอย่างเป็นจริงเป็นจัง จะทำให้ประเทศชาติ ได้ประโยชน์ในอนาคต
เมื่อถามถึงความภูมิใจมากที่สุดในชีวิต นักดาราศาสตร์ ป.7 ท่านนี้เล่าว่า คือการผลักดันแนวคิดการสร้างหอดูดาวในระดับภูมิภาคได้ เพราะเป็นความฝันว่ามันจะทำให้คนในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศสามารถเข้าถึงดาราศาสตร์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะที่ฉะเชิงเทรา ที่เป็นศูนย์กลางการดูดาวของภาคกลาง ภาคตะวันออก และใกล้กรุงเทพที่สุด ส่วนภาคอีสานก็มีที่ขอนแก่น ภาคเหนือ ก็มีที่พิษณุโลก ภาคใต้ก็มีที่สงขลา ซึ่งมีรูปแบบคล้ายๆกัน กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นประชาชน โรงเรียน หรือมาเป็นครอบครัว วรวิทย์ กล่าวว่า ก็ยินดีต้อนรับ ที่นี่พร้อมดูแลทุกท่านอย่างเต็มที่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
โหราศาสตร์ และ ดาราศาสตร์
วรวิทย์ ยังเล่าถึงความนิยมดูดาวของคนรุ่นใหม่ ล่าสุดคือปรากฎการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง ซึ่งแต่ก่อนจะจัดที่โรงเรียนและมีนักเรียนเข้าร่วม คนนอกไม่กล้ายุ่งมาก หลายคนยังมีความกลัวตามความเชื่อแบบเดิม แต่ปรากฎการณ์ดาราศาสตร์ครั้งหลังๆที่จัดที่หอดูดาว และมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นคือประชาชนมาร่วมนับพันคน
“คนสมัยก่อนกลัวการอาบเเสงจันทร์ วันจันทรุปราคา แต่ล่าสุดมากันเป็นพัน โอ้โห เอกสาร 800 ชุดยังหมด คนที่ไม่ได้อีกเพียบ มันแปลว่าอะไร มันดีใจหน่ะสิ.. คนมาดูโน่น ดูนี่ สอบถามโน่น นี่ นั่น เข้าคิวดูดาวกันยาวเหยียด ผมคิดว่ามันคือสถานที่ท่องเที่ยวทางวิชาการแห่งใหม่ ผมดีใจมาก”
เรื่องสุดท้าย อดถามไม่ได้คือเรื่อง ความแตกต่างระหว่างโหราศาสตร์ กับดาราศาสตร์ ทำไมคนไทยนิยมโหราศาสตร์มากเหลือเกิน อยากรู้ไหมครับว่า นักดาราศาสตร์มองโหราศาสตร์ อย่างไร? วรวิทย์มองความเชื่อเรื่องนี้ โดยเล่าว่า

“ผมเคยเจอกับหมอลักษณ์ ฟันธง นะ และผมก็บอกเข้าว่าโหราศาสตร์กับดาราศาสตร์ ผมไม่เถียงว่ามันมาด้วยกัน โหราศาสตร์เขาก็มีมานานแล้ว แต่พวกคุณเอาเบาๆหน่อยเเล้วกัน เบาๆ ในที่นี้ก็คือ พวกคุณทำตามแบบโบราณรุ่นเก่าเขาไป อย่าไปสร้างลัทธิใหม่ๆ”
เมื่อถามว่า ตั้งแต่เกิดมาอาจารย์เคยดูดวงไหม? วรวิทย์ ตอบกลับมาทันทีว่า ผมไม่ดูเพราะยังหาสาเหตุว่าไอ้ดาวกับดวงเรามันไปเกี่ยวกันได้ยังไง ชีวิตผมเกิดมาไม่เคยดูดวง ไม่ชอบดูด้วย แต่ก็ไม่ขวางเขา คุณจะดูยังไงก็เเล้วแต่ แต่คุณห้ามสร้างลัทธิบูชา กล่าวคือพอมีปรากฎการณ์ดาราศาสตร์ ก็มีการตั้งโต๊ะไหว้ซึ่งเป็นรูปแบบสมัยใหม่ ทั้งที่สมัยก่อนเขาไม่มีการไหว้อะไรกันหรอกนะ สมัยก่อนแค่ตีเกราะเคาะไม้ไล่ราหู ผมมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเพี้ยน สมัยก่อนคนเกลียด แต่สมัยนี้เน้นบูชา หากพวกคุณทำก็ขอให้อยู่ที่เเคบๆของคุณ อย่าโปรโมทกระทั่งบ้ากันทั้งประเทศเพราะอายเขา
ทั้งนี้ วรวิทย์เห็นว่า ดาราศาสตร์ ก็ไม่เงียบ ก็พยายามต่อสู้กับความเชื่อที่งมงายมาโดยตลอด สมัยนี้ดีขึ้นมาก จากแต่ก่อนที่พอเกิดปรากฎการณ์ดาราศาสตร์ที่คนอธิบายไม่ได้ ก็จะแก้ปัญหาด้วยการตีเกราะเคาะไม้ไป แต่ปัจจุบันมันเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น อย่างที่ฉะเชิงเทรา เมื่อเกิดปรากฎการณ์ดาราศาสตร์ จะสังเกตว่าเสียงตีเกราะเคาะไม้จะเบาลงกว่าแต่ก่อน เปลี่ยนเป็นเสียงเด็กๆ รวมกลุ่มกันมาดูดาว ชาวบ้านเถียงกันเรื่องความสวยงามของผิวดวงจันทร์เป็นต้น
“ผมอยากให้ทุกคนรู้เรื่องวิชาการว่า การไปดาวพลูโตเนี่ย ไม่ใช่ไปง่ายๆ เขายิงจากโลกเรา และไปอาศัยแรงเหวี่ยงของดาวพฤหัส เหวี่ยงไปอีกทีหนึ่ง เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง บางที่จะไปดาวพฤหัส ก็จะต้องอาศัยเเรงเหวี่ยงจากดาวศุกร์ จะได้รู้ว่ามันไม่ใช่ง่ายๆ ผมคิดว่าเสียงต่างๆจะลดลงเวลาเกิดปรากฎการณ์ดาราศาสตร์ ผมหวังว่าแทนที่คนจะตีเกราะ ก็กลายเป็นหยิบกล้องมาถ่ายพระจันทร์ยิ้มกันดีกว่า”
นี่เป็นคือเรื่องราวสั้นๆของชายคนหนึ่งจากคน ที่มุ่งมั่นทำความฝันของตนเองสำเร็จ จากคำถามง่ายๆว่าดาวหางคืออะไร ดวงดาวคืออะไร? และเขายังคงเดินตามความฝันต่อไป ด้วยความหวังเพียงแค่ว่าอยากเห็นคนไทยเรียนรู้เรื่องราวรอบตัวและรู้จักดาราศาสตร์มากขึ้น
จะเรียกเขาว่า นักปฎิวัติการเรียนรู้ดาราศาสตร์ไทย ก็ไม่เกินไปนัก เพราะเขาทำให้สังคมไทยเห็นเเล้วว่า ความฝัน และความอยากรู้อยากเห็น สำคัญกว่าเรื่องใดๆ
ปัจจุบัน วรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต เป็นที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ ฉะเชิงเทรา หอดูดาวขนาดใหญ่ที่ใกล้กรุงเทพฯที่สุด มีท้องฟ้าจำลองที่มีระบบทันสมัยที่สุดในประเทศ พร้อมต้อนรับคนไทยทุกคน มาพบเขาได้ที่นี่…

