บางครั้งรูปโฉมที่เลิศเลอก็อาจจะกลับกลายเป็นอุปสรรคที่ปิดกั้นการยอมรับนับถือ จากผู้รักและศรัทธาดนตรีด้วยจิตอันพิสุทธิ์ พวกเขาพยายามมุ่งมั่นทุ่มเทพลังจิตอย่างเต็มกำลังไปที่คุณภาพแห่งศิลปะในเสียงดนตรีล้วนๆ โดยพยายามตัดประเด็นอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพแห่งเสียงดนตรีออกไปให้หมด เช่น เขาดูหนุ่มรูปหล่อ, กระฉับกระเฉง, มีท่าทางอำนวยเพลงเท่สง่างาม หรือการออกท่าทางของศิลปินเดี่ยวเครื่องดนตรีที่ “จงใจ” สร้างความน่าสนใจอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเสียงดนตรี รวมไปถึงการพยายามสร้างแรงดึงดูดทางเพศ ตลอดไปจนถึง ภาพลักษณ์ของ “เด็กอัจฉริยะ” กล่าวให้ถึงที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงระดับของกระพี้เปลือกนอกหรือกิเลสที่ทำให้เสียงดนตรีไม่บริสุทธิ์
ว่ากันว่าจนทุกวันนี้ “โจชัว เบลล์”(Joshua Bell) ในวัยที่ล่วงเลยมาจน 50 กลางๆ แล้ว แต่ก็ยังมีใบหน้าอ่อนเยาว์รูปหล่อเป็นที่ดึงดูดใจไม่แพ้ อัจฉริยภาพและเนื้อหาภายในของเขา ในอดีตนั้นเขาต้องพยายามมากขึ้นเป็นทวีคูณเพื่อให้ผู้ชมศรัทธาเขาที่เสียงไวโอลิน, ศรัทธาต่อดนตรีของเขาอย่างแท้จริง มิใช่ที่ความหล่อของเขา ในขณะที่ศิลปินดนตรีอีกหลายคนก็ยังหมกมุ่นอยู่กับความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์, ของแถมในทำนองนี้ให้มากขึ้น, พยายามดึงดูดแฟนๆ เพลงให้มีความยึดมั่นถือมั่นกับเปลือกกระพี้ภายนอกแบบนี้ (จะว่าไปใยศิลปินก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ แม้แต่พระสงฆ์, นักบวชก็ยังอาจมีการแฝงการสร้างภาพลักษณ์แบบนี้อยู่กลายๆ ด้วยซ้ำไป)

ก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะเขียนบทความชิ้นนี้ ก็ได้พยายามยับยั้งชั่งใจอยู่นานพอควรว่า เรากำลังตกอยู่ภายใต้การปั่นกระแส สร้างดาราดาวเด่นขึ้นมาในวงการกับเขาหรือไม่ พยายามศึกษารวบรวมข้อมูลอยู่พักใหญ่ จึงกล้าตัดสินใจเขียนถึงวาทยกรหนุ่มชาวฟินแลนด์ที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ (ความจริงแล้วไม่อยากใช้สำนวนภาษาอะไรทำนองนี้เพราะดนตรีคลาสสิกไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างกระแสแรงๆ แบบไฟไหม้ฟางอันตื้นเขิน) เขามีชื่อว่า “คลอส มาเกแล”(Klaus M?kel?) อายุอานามเพียง 26 ปี แต่ทั้งมาแรงและมาลึกล้ำ อย่างไม่มีใครเกิน เขากำลังจะรับตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี (Music Director) คนต่อไปของวง Orchestre de Paris ในเดือนกันยายน 2565 ที่จะมาถึงนี้ และการได้รับเชิญให้ไปอำนวยเพลงให้กับวงซิมโฟนีออเคสตราระดับโลกหลายต่อหลายวงในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ ในโลกแห่งยุคข้อมูลข่าวสารนี้ใครที่ติดตามบันทึกการแสดงสดคอนเสิร์ตภายใต้การอำนวยเพลงของเขาจะตระหนักดีว่า เขาสร้างความแตกต่างในการอำนวยเพลงและการตีความได้อย่างโดดเด่น ข้อสำคัญก็คือความโดดเด่นที่ว่านี้ไม่ใช่เป็นเพียง “พลัง” แบบคนหนุ่มทั่วไป แต่มันคือความลึกซึ้ง, รายละเอียดและวุฒิภาวะ
สิ่งที่วงการดนตรีกำลังกล่าวขวัญถึงเขามากที่สุดในตอนนี้ เห็นจะไม่มีอะไรเกินไปกว่า การออกอัลบั้ม
บันทึกเสียงซิมโฟนีครบชุดบริบูรณ์ทั้ง 7 บทของ “ฌอง ซิเบลิอุส” (Jean Sibelius) ซึ่งเขาอำนวยเพลงให้กับวง “ออสโล ฟิลฮาร์โมนิก” (Oslo Philharmonic) ที่เพิ่งจะออกวางตลาดอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งหลังจากที่ผู้เขียนติดตามผลงานของเขามาพักใหญ่ ก็ต้องยอมเสียสตางค์ควักกระเป๋าสั่งจองล่วงหน้ามาเป็นแรมเดือนกับเขาเช่นกัน มันเป็นการเผยโฉม แนวทางการตีความดนตรีของซิเบลิอุส แบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร เป็นมุมมองที่รวบรวมข้อดีจากการตีความของบรรดาวาทยกรชั้นนำทั้งหลายในโลกมาประมวลเข้าด้วยกัน และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ จากตัวของวาทยกรหนุ่มชาวฟินแลนด์ผู้นี้ที่เติบโตทางดนตรีมาทั้งชีวิตกับเสียงดนตรีของซิเบลิอุส ดังที่เขากล่าวว่า “…มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่คุณเป็นนักดนตรีจากฟินแลนด์ แล้วจะเติบโตขึ้นมาโดยไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและแรงบันดาลใจจาก
ซิเบลิอุส…” ประเด็นคำถามจึงอยู่ที่ว่า แล้วคุณจะหามุมมองทางดนตรีใหม่ๆ ได้อย่างไรจากดนตรีที่คุณและแฟนๆ เพลงทั่วโลกเติบโตมาอย่างทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้
ผู้เขียนเองก็เติบโตมากับดนตรีของซิเบลิอุส อยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ฟังมาทั้งจากการบรรเลงงจริงและงานบันทึกเสียงที่โดดเด่นโดยวาทยกรระดับตำนานมากมาย บทสรุปคร่าวๆ ที่เสมือนเป็นตำนานฝังแน่นก็คือ เสียงดนตรีซิมโฟนีของซิเบลิอุส เสมือนภูเขาน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่แห่งซีกโลกเหนือ, เสมือนพลังยักษ์ใหญ่แห่งขั้วโลกที่ปลุกเร้าสำนึกแห่งเลือดรักชาติอยู่แบบอ้อมๆ (ผสานกับตำนานการที่รัสเซียเคยยึดครองฟินแลนด์) ก็ยิ่งสนับสนุนการตีความเชิงปลุกใจในดนตรีซิมโฟนิกของซิเบลิอุสให้มีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น (แน่นอนที่สุดมันผนวกกับตัวสกอร์ดนตรีที่ซิเบลิอุสเขียนขึ้นมาแบบนั้น) วาทยกรที่เป็นตำนานในยุคหลังสงครามโลกทั้งหลาย พากันเดินไปในแนวทางที่ว่านี้คล้ายๆ กันซึ่งอาจจะเป็นความจงใจหรือไม่จงใจก็ตามที

และไม่ว่าจะจงใจหรือไม่จงใจก็ตามที การตีความของ “คลอส มาเกแล” หนุ่มน้อยวัย 26 ปี ที่เราสามารถเรียกเขาได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ (แม้ว่าเขาไม่เคยพยายามผูกตัวเองอยู่กับนิยามที่จำกัดด้วยช่วงเวลาอันนี้) ก็ได้นำเสนอมุมมองดนตรีซิมโฟนีของซิเบลิอุสใหม่ เขาทำลายนิยาม, ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า เสียงดนตรีซิมโฟนีของซิเบลิอุสมีนัยในเชิงปลุกเร้าเลือดรักชาติ หรือเรียกหาอิสรภาพแบบอ้อมๆ อาจเรียกได้ว่าเขาสลัดมุมมองในเชิงการเมืองออกไปโดยสิ้นเชิง เขาทำให้ดนตรีของซิเบลิอุส เป็นดนตรีบริสุทธิ์ โดยไม่ต้องสูญเสียพลังทางดนตรีในสกอร์ลงไป เขาลดความดุดดันแข็งกร้าว เพิ่มความละเอียดประณีต กลายเป็นดนตรีที่เปี่ยมด้วยความสุขุมลุ่มลึก ไม่ต้องไปเน้นหนักพลังใดๆ เพิ่มเติมอีก (เพราะซิเบลิอุสใส่สิ่งเหล่านี้มาในสกอร์ดนตรีเปี่ยมล้นอยู่แล้ว) มันกลายเป็นซิเบลิอุสฉบับคลาสสิก ที่ละเมียดละไม, ลึกซึ้งและชวนเราให้เกิดสำนึกในเชิงภูมิปัญญา นี่เป็นมุมมองในดนตรีซิเบลิอุสที่ผู้เขียนไม่เคยรู้สึกหรือสัมผัสได้มาก่อนในชีวิตนี้ วาทยกรหนุ่มรุ่นลูกสอนบทเรียนทางดนตรีอันล้ำค่าให้อย่างเปิดโลกทัศน์ใหม่โดยสมบูรณ์
คลอส มาเกแล ไม่เคยพูดด้วยวาจา แต่เขาประกาศผ่านเสียงดนตรีของเขาว่าดนตรีของซิเบลิอุสเป็น “ดนตรีบริสุทธิ์” (Absolute Music) เพียงแค่สกอร์ดนตรีที่ซิเบลิอุสเขียนขึ้นนั้นมันมีความสมบูรณ์ทางดนตรีพรั่งพร้อมอยู่แล้วโดยที่วาทยกรไม่จำเป็นจะต้องสอดแทรกเรื่องเลือดรักชาติใดๆ ลงไปทั้งสิ้น นี่เขากำลังทำให้ผู้เขียนต้องสยบอยู่กับแนวคิดเชิง “วัตถุวิสัย” (Objective) ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้เขียนไม่ค่อยจะศรัทธากับแนวทางนี้มากนัก หากแต่คลอส มาเกแล กระซิบแทรกผ่านเสียงดนตรีมาถึงผู้เขียนว่า “คุณลุงครับ แนวคิดเชิงวัตถุวิสัยในศิลปะมิได้แห้งแล้งเสมอไปนะครับ!” เราจะแต่งแต้มอะไรเพิ่มเติมเข้าไปทำไม ในเมื่อดุริยกวีสรรหาสิ่งเหล่านี้มาให้สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วในตัวโน้ตที่เขาเขียนขึ้น (แนวคิดที่นักวิจารณ์ดนตรีชาวอังกฤษในตำนานอย่าง “Ernest Newman” พยายามตอกย้ำและผู้เขียนก็ไม่ค่อยจะคล้อยตามหรือเห็นด้วยมาก่อนเลย แต่ “คลอส มาเกแล” ทำให้ผู้เขียนต้องยอมจำนน) ขอยกตัวอย่างโดยกระชับ ในการเขียนแนวเครื่องเป่าลมไม้ (Woodwind Instrument) ในซิมโฟนีสองบทแรก คลอสทำให้เสียงเครื่องเป่าลมไม้เกิดบรรยากาศที่โหยหวน, หลอกหลอนได้ราวกับเป็นดนตรีเชิงจิตวิญญาณ แต่ในซิมโฟนีหมายเลข 5 เสียงเครื่องลมไม้กลับเปล่งเสียงราวกับเสียงนกร้อง (หมายเลข 5 มีความเกี่ยวพันกับฝูงหงส์ที่ซิเบลิอุสพบเห็น) เสียงกลุ่มเครื่องสายที่ฟังดูนวลเย็นไม่จัดจ้านแสบสันต์แบบซิมโฟนีซิเบลิอุสที่เคยฟังมา คลอส มาเกแล ทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อทางดนตรีซิเบลิอุสให้เกิดขึ้นได้สองประการ, หนึ่งดนตรีซิมโฟนีของซิเบลิอุสเป็นดนตรีที่งดงามอย่างบริสุทธิ์ได้โดยไม่ต้องแฝงการตีความเชิงชาตินิยม และประการที่สองดนตรีบริสุทธิ์ด้วยแนวคิดเชิงวัตถุวิสัยไม่ใช่ศิลปะที่แห้งแล้ง

ความสำเร็จของ คลอส มาเกแล ทำให้ผู้เขียนย้อนกลับไปคิดถึงความสำเร็จของอดีตวาทยกร “ในเชิงเด็กอัจฉริยะ” อย่าง “กุสตาโบ ดูดาเมล” (Gustavo Dudamel) ที่เป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัวในทุกวันนี้ ผู้เขียนขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวที่อาจจะขัดใจแฟนๆ เพลงหลายๆ คนว่า ถ้าหากจะเทียบกับกุสตาโบ ดูดาเมล ในวัยเดียวกันแล้ว ผู้เขียนศรัทธาวุฒิภาวะของ คลอส มาเกแล มากกว่าหลายเท่าทวีคูณ ดูดาเมลในวัยหนุ่มมีภาพแค่คนหนุ่มผู้ร้อนแรงทางดนตรีด้วยสายพันธุ์ดนตรีละตินอเมริกาในแนวทางแบบที่เราอาจสรุปได้ว่า “Song and Dance” สิ่งที่มาบอกกับเราเป็นเพียงแค่นิยามของคนหนุ่ม, เทคนิคที่แม่นยำ และพลังความร้อนแรง แต่…คลอส มาเกแล มาด้วยสายเลือดครอบครัวนักดนตรีโดยที่ตัวเขาเองเป็นนักเชลโลฝีมือดี, เติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศแห่งความละเมียดละไมแบบคลาสสิก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาช่ำชองมากับการเล่นดนตรีเชมเบอร์มิวสิก (Chamber Music) ที่ใครๆ ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ดนตรีขี้อวด แต่ในทางตรงกันข้ามมันคือแก่นแท้ของดนตรีคลาสสิกและผู้เขียนขอเรียกว่ามันคือ “กระดูกสันหลังทางดนตรี” ซึ่งถ้าจะสรุปตามตรรกะนี้ คลอส มาเกแล มีกระดูกสันหลังทางดนตรีที่แข็งแกร่งมาแต่กำเนิด (แฟนๆ กุสตาโบดูดาเมล ไม่ต้องขัดใจใดๆ ทั้งสิ้นเพราะปัจจุบัน ดูดาเมลเติบโตทางดนตรีเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนี่เป็นการพูดเรื่องเก่าในอดีตเท่านั้น)
การออกตัวด้วยอัลบั้มผลงานบันทึกเสียงซิมโฟนีของซิเบลิอุส บางแง่มุมก็เป็นเสมือนดาบสองคม วาทยกรชาวฟินแลนด์ที่เติบโตมากับเสียงดนตรีของซิเบลิอุส (ดุริยกวีชาวฟินแลนด์) ควบคุมการบรรเลงซิมโฟนีของ
ซิเบลิอุส บรรเลงโดยวงจากเมืองออสโล (ยุโรปเหนือด้วยกัน) ฟังดูมีความเป็นแก่นแท้, ของแท้, ดั้งเดิม…..ฯลฯ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งมันคือความคับแคบทางศิลปะดนตรี “คิริล เพเทรงโก” (Kirill Petrenko) วาทยกรหลักของวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิก ชาวรัสเซียเคยให้สัมภาษณ์ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้เอาไว้ว่า ตัวเขาเองก็ต้องพยายามสลัดภาพลักษณ์ “สายเลือดรัสเซีย” ให้หมดไป เพราะในอีกด้านหนึ่งมันเป็นแค่ความช่ำชองระดับประเทศ, ระดับภูมิภาค ที่มันไม่ใช่ระดับสากลหรือแห่งมวลมนุษยชาติ ศิลปินที่ดีควรเปิดกว้างทางความคิดและจิตใจเรียนรู้ศิลปะดนตรีจากนักแต่งเพลงทั่วโลกให้ชำนาญ มิใช่ผูกตัวตน, ความสำเร็จอยู่แค่เพียงเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์ของตนเอง ความรัก, ความนับถือนั้นเราควรแผ่ให้เปิดกว้างให้กับผู้ยิ่งใหญ่โดยเนื้อแท้ทั่วโลก มิใช่จำกัดอยู่เพียงประเทศของตนเอง
และถ้าจะกล่าวมาถึงความเปิดกว้างแล้วผู้เขียน (และเชื่อว่าแฟนๆ เพลงอีกมากมายทั่วโลก) จะรอการออกอัลบั้มการตีความของ “คลอส มาเกแล” กับผลงานซิมโฟนีของดุริยกวีผู้ยิ่งใหญ่ทั่วโลกอีกมากมาย ท่านผู้อ่านลองไปเปิดดูผลงานการกำกับวงของเขากับงานดนตรีซิมโฟนีอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายดูเถิด เขาแก่เกินวัยจริงๆ เขากำกับซิมโฟนีของเมนเดลส์โซห์น (Felix Mendelssohn) ได้อย่างกระฉับกระเฉง, อ่อนวัยแบบเมนเดลส์โซห์น เขากำกับซิมโฟนีของดุริยกวีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้อย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็น ชอสตาโควิช, ดวอชาค, ไชคอฟสกี หรือแม้กระทั่ง มาห์เลอร์ สังเกตได้ว่าแม้จะมีวัยวุฒิที่ยังอ่อนด้อย แต่นั่นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เรียกว่า “วุฒิภาวะ” ทางดนตรีของเขาโดยสิ้นเชิง เขาสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สมาธิ” อันเข้มข้นให้บังเกิดขึ้นได้เสมอในเสียงดนตรีของเขา นั่นแสดงว่าเขาได้รับการยอมรับและได้รับความร่วมมือ
เป็นอันดีจากลุง, ป้า, น้า, อา ภายในวงออเคสตราทุกวง มันสะท้อนถึงภาวะความเป็นผู้นำ, จิตวิทยากับผู้ร่วมงาน (ที่อาวุโสกว่า) และสภาวะความเข้มข้นแห่งพลังจิตในขณะอำนวยเพลง
นี่เป็นความสำเร็จที่ผู้เขียนแอบเชื่อโดยส่วนตัวแบบชาวพุทธว่ามันอาจเป็นความเก่งกาจ, เป็นบารมีทางดนตรีที่เขามิได้เริ่มต้นสะสมเรียนรู้เพียงแค่ในชาตินี้หรือในชีวิตนี้เท่านั้น
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

