เปิดวิชั่นแก้ปัญหาสังคม เมื่อผู้หญิง 2.3 ล้านคน มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

19.04.22 | 12:41 น.
เปิดวิชั่นแก้ปัญหาสังคม เมื่อผู้หญิง 2.3 ล้านคน มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

เปิดวิชั่นแก้ปัญหาสังคม เมื่อผู้หญิง 2.3 ล้านคน มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

ด้วยคนเมืองหลายคนเผชิญกับคุณภาพชีวิตตกต่ำ วิกฤตปากท้องที่ผ่านมา การจัดเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร’ หรือผู้ว่าฯ กทม. พ.ศ.2565 นโยบายและวิสัยทัศน์ด้านสังคม จึงถูกถามหาและให้ความสนใจมาก

เป็นที่มาของการมอบข้อเสนอ และเปิดโอกาสให้ผู้สมัครแต่ละคน โชว์วิสัยทัศน์และประกาศนโยบายด้านสังคม ในงานเวทีสาธารณะ “เสนอไป แถลงมา นโยบายทางสังคมของผู้ว่าฯ กทม.” จัดโดย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ-โฮมเน็ต ไทยแลนด์ ร่วมกับ สำนักงานสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) และภาคีเครือข่าย ณ สมาคมบำเพ็ญประโยชน์ฯ ถนนพญาไท กรุงเทพฯ

  ปูพื้นข้อมูลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หนนี้ มีผู้สมัคร จำนวน 31 คน มากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนที่มีสมัคร 25 คน ขณะที่ครั้งนี้มีผู้ชายสมัคร 25 คน และผู้หญิงสมัคร 6 คน ส่วนอายุผู้สมัครมากที่สุด คือ 72 ปี และ อายุน้อยที่สุด คือ 43 ปี

ภาพประกอบกรุงเทพฯ

ภายในงานเริ่มต้นด้วยการมอบข้อเสนอนโยบายทางสังคม ต่อว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.แบ่งเป็นด้านๆ ดังนี้

ด้านสตรี ดังนี้ ด้วยการเลือกตั้งวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 4.3 ล้านคน แบ่งเป็นผู้หญิง 2.3 ล้านคน ผู้ชาย 1.9 ล้านคน และคนรุ่นใหม่ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกราว 4 แสนคน ดังนั้นคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และสถานภาพของผู้หญิงและเด็กหญิง ต้องเป็นใจกลางของการทำงานของผู้ว่าฯ ทุกชีวิตและบทบาทของผู้หญิงต้องดีกว่าเดิม จึงมอบข้อเสนอด้านสตรี อาทิ ตั้งกองทุนคุ้มครองสิทธิและพัฒนาศักยภาพสตรี โดยมีงบประมาณอย่างต่ำ 100 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี เพื่อสนับสนุนองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม ดำเนินการดูแลและแก้ปัญหาอย่างครบวงจรให้กับผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงทุกรูปแบบ

Advertisement
เปิดวิชั่นแก้ปัญหาสังคม เมื่อผู้หญิง 2.3 ล้านคน มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.
เปิดวิชั่นแก้ปัญหาสังคม เมื่อผู้หญิง 2.3 ล้านคน มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

รวมถึงพัฒนาความเป็นผู้นำและการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ให้กับผู้หญิง, แต่งตั้งรองผู้ว่าฯ กทม.เป็นผู้หญิงครึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อย 1 ใน 3 ให้ผู้บริหารและคณะกรรมการทุกชุดของกรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนผู้หญิงและผู้ชายใกล้เคียงกัน และให้มีตัวแทนของคนพิการและผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วยฯ จัดงบประมาณและนโยบายทุกมิติต้องผสมผสานมิติหญิง-ชาย เท่าเทียมทางเพศ

ด้านผู้สูงอายุ ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุใน กทม.กว่า 7 แสนคน จึงขอเพิ่มเบี้ยยังชีพเป็นสวัสดิการบำนาญประชาชนเดือดละ 3,000 บาท, ปัญหาความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศ ที่พบว่าระยะหลังมีเหตุการณ์เพิ่มขึ้น กทม.จะต้องให้การดูแลผู้เสียหาย สร้างความรู้เรื่องเพศศึกษาและสิทธิมนุษยชนในโรงเรียนสังกัด กทม.ทุกระดับ,

  ด้านแรงงาน ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบ 5 อาชีพพร้อมครอบครัวอยู่ในกทม.ประมาณ 4.5 ล้านคน ซึ่งร้อยละ 70 มีชื่อทะเบียนบ้านในกทม. ฉะนั้นจะต้องส่งเสริมการมีงานทำ ด้วยเงินลงทุนแบบให้เปล่า พัฒนาทักษะอาชีพใหม่ๆ พัฒนาพื้นที่สาธารณะรวมทั้งบาทวิถี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสมดุล,

ด้านคนพิการ ให้จัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกเอื้อคนพิการออกมาใช้ชีวิตและทำงาน

และด้านเด็กเล็ก อายุ 0-6 ปี ในพื้นที่ กทม.มีประมาณ 2.8 แสนคน เสนอให้เพิ่มอัตราค่าอาหารแต่ละมื้อ ที่มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการอย่างครบถ้วน รวมถึงขยายช่วงอายุเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เป็น 3 เดือนถึง 6 ปี และจัดสรรเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี เดือนละ 600 บาทเป็นแบบถ้วนหน้า

เป็นข้อเสนอที่ภาคประชาสังคมได้สะท้อน จากความต้องการของประชาชน และเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ต่างถูกตอบรับข้อเสนอจากบรรดาผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. บางคนยังต่อยอดข้อเสนอ ด้วยการให้มากกว่า

เปิดวิชั่นแก้ปัญหาสังคม เมื่อผู้หญิง 2.3 ล้านคน มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.

เริ่มที่ นายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 3 กล่าวว่า ปัญหาและอุปสรรคของ กทม.ในการแก้ปัญหาสังคมคือ การจัดสรรงบประมาณ อย่างในงบประมาณภาพรวม กทม. 8 หมื่นล้านบาทต่อปี สำนักพัฒนาสังคม กทม.ได้รับจัดสรรเพียง 200 ล้านบาทเท่านั้น ฉะนั้นหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.จะปรับปรุงเพิ่มงบประมาณให้ รวมถึงอะไรที่เป็นปัญหาอุปสรรค ก็จะไปทลายกำแพงให้ อย่างศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่เอกชน ที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจาก กทม.จะไปแก้ไขข้อบัญญัติให้สามารถสนับสนุนได้ต่อไป

หนึ่งในนโยบายที่ผมเน้นคือ ด้านผู้สูงอายุ ที่จะปรับศูนย์สาธารณะสุข กทม.ทั้ง 69 แห่งให้เป็นสมาร์ทคลินิก สามารถให้บริการทางการแพทย์ผ่านเทเลเมดิซีนแก่ผู้สูงอายุตามบ้าน จัดนาฬิกาหรือระบบแจ้งเตือนให้ผู้สูงอายุป่วยติดเตียงไม่มีใครดูแล สามารถกดปุ่มเรียกเจ้าหน้าที่ กทม.ไปช่วยเหลือได้ ส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สุงอายุ และเพิ่มบ้านผู้สูงอายุลักษณะเดย์แคร์และค้างคืน อย่างไรก็ตาม ในส่วนข้อเสนอบำนาญประชาชน 3,000 บาท เพิ่มเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถ้วนหน้านั้น ผมจะยังไม่รับปากหากทำไม่ได้ แต่ก็จะเข้าไปดูให้หากได้รับเลือก ว่าเป็นข้อเสนอที่ใช้งบประมาณเท่าไหร่ถึงสามารถทำได้ และดูความต้องการที่แท้จริง

  “หากเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมจะกระจายงบประมาณให้ทั่วถึง ไม่กระจุกด้านใดด้านหนึ่ง ก็เชื่อว่าจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนได้ รวมถึงจะหารายได้ให้กทม.เพิ่ม อย่างการจัดการขยะ ที่ผ่านมาเราต้องจัดซื้อรถ และสิ่งที่เกี่ยวข้อง ก็มองว่าสามารถให้เอกชนทำได้ กทม.แทนที่จะไม่ต้องจ่าย ก็จะมีก็ได้รายได้เพิ่มด้วย” นายสกุลธีกล่าว

นายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 3

ส่วนผู้สมัครหญิงหนึ่งเดียวในเวที นางรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 7ประกาศพร้อมดูแลคุณภาพชีวิตชาว กทม.จากครรภ์มารดาถึงเชิงตระกอน

นางรสนา ยกตัวอย่างว่า อย่างเรื่องความปลอดภัยในการเดินทาง จากเหตุการณ์แตงโมและหมอกระต่ายเสียชีวิต และไม่รู้ว่าเสียชีวิตเพราะอะไร หากเป็นผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นเจ้าภาพติดตั้งกล้องซีซีทีวีทั้งทางบกทางน้ำ ส่วนหาบเร่แผงลอย จะประกาศไม่จับ แต่จัดระเบียบให้สามารถทำได้ โดยร้านค้าช่วยดูแลความสะอาด และขายของราคาถูก เชื่อว่าคนเมืองจะได้รับประโยชน์

  “ข้อเสนอเงินบำนาญประชาชน 3,000 บาท และเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า สามารถทำได้หาก กทม.หยุดโกงและมีการบริหารจัดการรายได้ หากดิฉันได้เข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่าจะหยุดโกง กทม.ให้ได้ และจะเปิดศาลาว่าการ กทม.ถนนดินสอ ให้ภาคประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมพัฒนา” นางรสนากล่าว

นางรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 7

ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 6 กล่าวว่า เวลา 5 ปี 5 เดือน 5 วันตอนเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมทำมาเยอะ เพียงอาจพูดไม่เก่ง อย่างเงินอุดหนุนค่าอาหารนักเรียน กทม.ตั้งแต่อนุบาลถึง ม.6 ที่เคยจัดสรรวันละ 20 บาทต่อคน ก็เพิ่มเป็น 40 บาทต่อคนสำเร็จในช่วงผม ในโรงเรียน กทม.ยังเพิ่มหลักสูตรภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และเปิดให้คนเกษียณอายุ แต่สมองยังดีอยู่มาเป็นครูอาสา ได้รับค่าตอบแทนอีกด้วย

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า อย่างกรณีศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่เอกชน ที่ยังติดขัดไม่ได้รับงบประมาณกับ กทม. ตอนอยู่ในตำแหน่งเคยทำเรื่องให้แก้ไขแล้ว ก็อยากให้โอกาสผมอีกสักครั้ง ผมจะทำให้ ทั้งนี้ จะทำแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ปี 2566 ให้มีวันสต๊อปเซอร์วิส สามารถให้บริการทำบัตรประชาชนเสร็จใน 7 นาที ขอยื่นแบบสร้างบ้าน ขอยื่นต่อเติมบ้านเสร็จภายใน 30 วัน จบในที่เดียว

  “หากเลือกผมเป็นผู้ว่าฯ กทม.จะไม่ต้องมานับ 1 ใหม่ แต่นับ 8 9 10 เหมือนการสร้างบ้านที่ไม่ต้องมาลงเข็ม แต่เข้ามามุงหลังคาต่อเลย” พล.ต.อ.อัศวินกล่าว

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครอิสระ เบอร์ 6

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล เบอร์ 1 กล่าวว่า ผมนำเสนอนโยบาย กทม.เมืองคนเท่ากัน ด้วยการทำให้ กทม.เป็นเมืองรัฐสวัสดิการ อย่างเงินบำนาญ 3,000 บาท จะเริ่มที่ กทม.ก่อน รวมถึงเพิ่มเบี้ยสวัสดิการต่างๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุที่ได้ 600 บาท เพิ่มให้อีก 400 บาท เป็น 1,000 บาท ส่วนเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดที่ได้ 600 บาท เพิ่มให้อีก 600 บาท เป็น 1,200 บาท เพิ่มเบี้ยคนพิการที่ได้ 800 บาท เป็นต้น และจะกระจายอำนาจและงบประมาณไปยังชุมชน ด้วยการจัดงบประมาณ 4,000 ล้านบาทไปยังชุมชน เช่น ชุมชนเล็กให้ 5 แสน ชุมชนใหญ่ให้ 2 ล้าน เป็นต้น เชื่อว่าจะทำให้เกิดกลไกการโหวตเลือกใช้งบประมาณที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทำให้ประชาชนสามารถทำตามความฝัน ภาคีเครือข่ายสามารถทำงานได้มากขึ้น

  “หลากหลายอุปสรรคที่ผ่านมา ผู้ว่าฯอ้างว่ามีข้อจำกัดมาตลอด ปัดความรับผิดชอบ อย่างกรณีศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่เอกชนที่ไม่สามารถใช้ทรัพยากรของรัฐได้ ผมมองว่าเรื่องนี้สามารถส่งเข้าไปแก้ไขในสภาผู้แทนราษฎรได้ ไม่ใช่ว่าบอกไม่มีอำนาจแล้วยินยอมให้เรื่องเกิดอยู่อย่างนั้น นั่นไม่ใช่วิโรจน์ที่มีพรรคก้าวไกล” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล เบอร์ 1

น.ต.ศิธา ทิวารี ผู้สมัครจากพรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 11 กล่าวว่า ในความเป็นอดีต ส.ส.เขตคลองเตยที่เคยกินนอนร่วมกับประชาชนยากจน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นเวลาแรมเดือน หากเป็นผู้ว่า กทม.ผมจะไม่หายหน้าไป แต่จะเข้าไปดูแลประชาชนจนบอกว่าเจอผู้ว่าฯ อีกแล้ว

ทั้งนี้ เรื่องบำนาญประชาชน 3,000 บาท เป็นสิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอเป็นนโยบายพรรคแรกของประเทศอยู่แล้ว อีกทั้งให้ความสำคัญสตรีเป็นพิเศษ ก็อยากสนับสนุนข้อเสนอตั้งกองทุนคุ้มครองสิทธิและพัฒนาศักยภาพสตรี แต่เพิ่มงบประมาณเป็น 200-300 ล้านต่อปี ลดเวลางานแก่ผู้หญิงมีลูก ตลอดจนสนับสนุนศูนย์เด็กเล็ก

  “เมืองไม่สามารถสร้างโดยซุปเปอร์ฮีโร่ แค่สร้างได้โดยทุกคน ฉะนั้นผมจะปลดล็อกกฎหมาย สร้างคน สร้างเมือง สร้างงาน ขณะที่ตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.ที่มี 4 ตำแหน่ง ผมจะให้ตัวแทนองค์กรผู้หญิงเข้าไปดำรงตำแหน่ง เพื่อแก้ปัญหาต่อไป” น.ต.ศิธากล่าว

น.ต.ศิธา ทิวารี ผู้สมัครจากพรรคไทยสร้างไทย เบอร์ 11

ปิดท้ายด้วย นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 4 กล่าวว่า ผมต้องการเปลี่ยนกรุงเทพเป็นเมืองสวัสดิการต้นแบบของอาเซียน เป็นสวัสดิการคุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ เป็นเมืองที่ทันสมัย ฉะนั้นมีโยบายให้กรุงเทพฯ ใช้อินเตอร์เน็ตฟรี อีกทั้งมีนโยบายเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปีแบบถ้วนหน้า เพิ่มเงินอุดหนุนค่าอาหารนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.ให้มีอาหารกินอิ่มและถูกหลักโภชนาการ ประกาศการล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เปิดให้ผู้ค้าขายหาบเร่ขายได้ 7 วัน เพิ่มห้องน้ำสาธารณะ น้ำสะอาด มีทางเท้า รถเมล์ที่ปลอดภัย และทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ตลอดจนให้มีจิตแพทย์ในศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. 1 วันต่อสัปดาห์

  สุชัชวีร์ยืนยันถึงจุดแข็งตัวเองคือ การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างเมือง โดยหวังว่า “อยากให้วันหนึ่ง กทม.เป็นประหนึ่ง โตเกียว

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 4