เตรียมตัว 7 ด้านก่อนเกษียณ ผู้เชี่ยวชาญแนะ ลูกหลานสังเกตสูงวัยตัดพ้อ หลังพบฆ่าตัวตายสูงขึ้น
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือ เครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน จำนวน 14 แห่ง หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตลอดจนภาคเอกชน จัดมหกรรมสุขภาพเฮลท์ แคร์ 2022 ภายใต้ธีม ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ ตอกย้ำความแกร่งผู้นำงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-วันที่ 3 กรกฎาคมนี้
น.ส.นันทาวดี วรวสุวัส ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในเวทีทอล์กหัวข้อ “Happy Pre-Aging สุข สดใส ก่อนวัยเก๋า” ว่า ตนขอบคุณมติชนที่จัดงานเฮลท์แคร์ 2022 และให้กรมสุขภาพจิตได้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งมีการจัดบูธให้บริการสุขภาพใจ ด้วยการคัดกรอง ‘Mental Health Check In’ โดยมีเจ้าหน้าที่ จิตแพทย์ และนักจิตวิชาคอยให้คำปรึกษาอยู่ในบูธด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับการพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ สิ่งสำคัญคือจะต้องเตรียมเข้าสู่วัยสูงอายุ หรือ วัยเก๋า ซึ่งขณะนี้ทางองค์การอนามัยโลก(WHO) ยังไม่ได้กำหนดอายุของคนวัยก่อนเกษียณไว้ แต่ของไทยเราเฉลี่ยไว้ที่ 45-50 ปีขึ้นไป สามารถเรียกได้ว่า เตรียมตัววัยเกษียณ ด้วยภาระหน้า การงาน การเงิน ทำให้คนกลุ่มนี้มีความเครียดสูง ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องเตรียมคือ 1.สุขภาพกาย เช่นการตรวจสุขภาพประจำปี 2.สุขภาพใจ ซึ่งสามารถคัดกรองได้กับกรมสุขภาพจิต 3.สุขภาพการเงิน
ซึ่งกรมสุขภาพจิตได้ร่วมกับกระทรวงแรงงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยหาทางออกเรื่องนี้ เพราะเราพบว่าคนวัยทำงาน จะเครียดเรื่องงาน เรื่องครอบครัว ฉะนั้น นอกจากดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจแล้วก็ต้องดูแลสุขภาพการเงิน 4.การเตรียมเข้าสู่สังคม ช่วงวัยที่จะเกษียณมีการเปลี่ยนแปลงของสังคม อย่างเช่นข้าราชการที่เกษียณ ก็ต้องถอดหัวโขนแล้ว คนที่ทำงานภาคเอกชนก็ไม่มีตำแหน่งแล้ว เราต้องวางแผนในเรื่องนี้ เพราะบางคนยึดติดมากเกินไป ก็ลงไม่ได้กลับไปก็ยังคิดว่าตัวเองมีตำแหน่งอยู่ ยังต้องมีคนคอยดูแลตลอด

น.ส.นันทาวดี กล่าวว่า สำหรับคนที่จะเข้าวัยเกษียณ ที่สำคัญอีกอย่างคือ 5.เพื่อนวัยเกษียณ ทุกคนจะต้องเริ่มหาเพื่อนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันได้ พูดคุยกันได้ จะเห็นว่าจะเริ่มมีกลุ่มไลน์ไว้คุยกันเป็นกลุ่ม อย่างในงานเฮลท์แคร์จะเห็นว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มากับเพื่อนๆ กันเอง ไม่ได้มากับลูกหลาน แสดงให้เห็นว่า ผู้สูงอายุหลายคนไม่อยากรบกวนลูกหลาน มีความเป็นห่วงว่าลูกหลาน จะมาแล้วรถติด ก็เลยเลือกมากับเพื่อน
6.เตรียมที่อยู่ สิ่งแวดล้อม ก่อนเกษียณเราต้องวางแผนว่า เราจะไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรบ้าง ตนก็ได้คุยกับเพื่อนๆ ที่มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า หากมีคอนโดผู้สูงอายุที่มีโรงแรมอยู่ใกล้กัน ก็จะดีมากๆ เพราะลูกหลานก็จะได้มาเยี่ยมผู้สูงอายุ พักอยู่ร่วมกันได้ และ 7.ต้องไม่ตกเทรนด์ ตามเทคโนโลยีให้ทัน แต่อย่างที่เราเห็นคือ ผู้สูงวัยปัจจุบันมีความคล่องแคล่มในการใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น นั่นเป็นเรื่องที่ดีมากที่ทุกคนจะได้พูดคุยกันได้ง่ายขึ้น
“เราพบว่าคนวัยเกษียณ ในช่วง 2 เดือนแรกจะยังไม่รู้สึกอะไร เพราะว่าอยู่ในช่วงที่ยังพบปะเพื่อน ลูกน้อง เลี้ยงสังสรรค์ มีกิจกรรมให้ทำเยอะ แต่หลังจากนั้น ก็จะไม่มีคนมาหาแล้ว คนที่เคยอยู่ในตำแหน่ง จะเริ่มเหงา กลับไปอยู่บ้านลูกๆ ก็ทำงาน ฉะนั้น หากยังเพื่อนที่ไปเที่ยว ก็สามารถท่องเที่ยวด้วยกันได้ เพราะคนที่จะมีปัญหาเศร้าจะเกิดกับคนที่ไม่มีเพื่อน ฉะนั้นเราต้องมีเพื่อน ไม่ต้องมีมากแต่มีความสุข” น.ส.นันทาวดี กล่าว

น.ส.นันทาวดี กล่าวว่า สำหรับ “โรคซึมเศร้า” โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ จะต้องเรียนว่าเรื่องโรคซึมเศร้าจะเกี่ยวกับสารสื่อประสาทในสมอง เพราะหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเกิดจากควมเครียด แต่จริงๆ แล้ว โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว จะต้องมาคู่กับสารสื่อประสาทในสมองที่ผิดปกติ ซึ่งการเป็นโรคซึมเศร้าไม่ว่าจะวัยไหน ก็ควรจะต้องพบจิตแพทย์ เพื่อรักษาด้วยยา
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาดังกล่าว ลูกหลานต้องทำความเข้าใจว่าภาษาที่สื่อสารกัน จะต้องเป็นเชิงให้ความใส่ใจ ให้กำลังใจ สร้างความเชื่อมั่นว่า ลูกหลานจะอยู่ข้างๆ ไม่ใช่การบอกว่าให้สู้ๆ หรือบอกว่า ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวก็หาย เพราะว่าผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า จะมีการรับมือกับความเครียด ความเศร้าได้น้อยกว่าคนทั่วไป ดังนั้น เราต้องดูแลอย่างละเอียดอ่อน
“หากเป็นโรคซึมเศร้าได้รับยาก็จะได้รับยาและดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งแพทย์สามารถให้ลดและปรับยาได้ สำหรับผู้สูงอายุอยู่ส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าใจว่ามีความผิดปกติตรงนี้ ผู้สูงอายุเองก็อาจจะไม่เข้าใจกันด้วย” น.ส.นันทาวดี กล่าว

เมื่อถามว่าการดูแลผู้สูงอายุที่เริ่มพูดถึงเรื่องชีวิตหลังความตาย เริ่มน้อยใจ ลูกหลานจะต้องทำอย่างไร น.ส.นันทาวดี กล่าวว่า ข้อมูลการสำรวจปัญหาสุขภาพจิต พบว่าอัตราการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุ มีแนวโน้มสูงขึ้นตามช่วงวัย เริ่มตั้งแต่อายุ 60-80 ปีขึ้นไป ด้วยสาเหตุว่า 1.โรคประจำตัว 2.ความน้อยใจ คิดว่าตัวเองเป็นภาระของลูกหลาน 3.ลูกหลานมีการดูแลแต่แบบไม่เต็มใจ มีท่าทีที่แสดงออกมาทำให้ผู้สูงอายุคิดว่า ตนเป็นภาระ สร้างปัญญาให้ลูกหลาน ฉะนั้น ข้อสำคัญคือ เราไม่ควรพูดกันด้วยอารมณ์ หากจะพูดเรื่องปัญหาในครอบครัวก็ไม่ควรให้ผู้สูงอายุรับรู้ในแง่มุมลบๆ
“การกระทำที่แง่ลบจะทำให้ผู้สูงอายุน้อยใจ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ก็จะหาช่องทางที่จะจัดการตัวเอง ฉะนั้น หากได้ยินพ่อแม่พูดว่า ไม่อยากอยู่แล้ว ขอให้คนในครอบครัวเฝ้าระวังไว้ เพราะเริ่มไม่ปกติแล้ว รวมถึงอย่าประชดประชันกัน หรือคิดว่าเขาจะไม่กล้าทำ คนในบ้านต้องมาดูแล สังเกตปัญหาของผู้สูงอายุ รวมถึงพูดให้ท่านเห็นคุณค่าของชีวิต คนอื่นชื่นชมพ่อแม่เราอย่างไร เราก็ต้องชื่นชมและให้กำลังใจท่านด้วย” น.ส.นันทาวดี กล่าว
นอกจากนี้ สำนักพิมพ์มติชน ได้ตั้งบูธ Healthy Book Fair บริเวณโถงเข้า สามย่าน มิตรทาวน์ฮอลล์ จำหน่ายหนังสือในเครือมติชน และเพื่อนสำนักพิมพ์ ในราคาพิเศษ โดยหนังสือขายดีและหนังสือหมวดสุขภาพ ลดถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และลดทั้งบูธสูงสุด 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับหนังสือชุดสุดคุ้ม พร้อมทั้งยังมอบส่วนลดพิเศษ สำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์มติชน, ประชาชาติธุรกิจ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม มติชนสุดสัปดาห์ โดยตั้งแต่เช้ามีผู้แวะเวียนมาเลือกอ่าน เลือกซื้ออย่างต่อเนื่อง
การเดินทางมายังสามย่าน มิตรทาวน์ ประชาชนสามารถเดินทางได้โดยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ลงสถานีสามย่าน ทางออกที่ 2 เข้าอุโมงค์ทางเชื่อมเข้าสู่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 ซึ่งจะมีป้ายประชาสัมพันธ์ติดอยู่รอบๆ ห้าง เข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขอให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนยังคงสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคโควิด-19
ร่วมสร้างสังคมผู้สูงวัยให้แข็งแรงและมีความสุขไปด้วยกัน ใน ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ โดยเครือมติชน สามารถเดินมางมาร่วมงานวันสุดท้ายได้จนถึงเวลา 20.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวก ด้วยรถไฟฟ้า MRT ลงสถานีสามย่าน


