หัวใจน่ากราบ ‘อาสาสมัครดีเด่น’ ความสุขที่ ‘ได้ช่วย ได้ให้ ได้เห็น’ ผู้อื่นมีชีวิตดีขึ้น
ทุกคนต่างใฝ่หา ‘ความสุข’ ทุ่มเทเงินทองมากมายเพื่อให้ได้มา จนอาจลืมไปว่าบางครั้งมันก็ใกล้ตัวเสียเหลือเกิน เพียงแค่ใส่ใจคนรอบข้าง อย่างกลุ่มคนและองค์กรที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณแก่ อาสาสมัครดีเด่น และองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น และเชิดชูเกียรติอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดีเด่น (อพม.) ประจำปี 2564
จัดโดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจด้านการจัดสวัสดิการสังคม สังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาสังคม เนื่องในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย
เริ่มที่คนรางวัล ‘อาสาสมัครดีเด่น’ แค่ได้ฟังความดียังรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจ
นางสุรีย์ สังข์สุวรรณ อดีตข้าราชการครู มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแรงกล้า ซึ่งครั้งที่ยังรับราชการจะชอบใช้เวลาว่าง ไปเป็นครูสมาธิของสถาบันพลังจิตตานุภาพ คอยเผยแพร่หลักธรรมะ ศีล สมาธิต่างๆ ในชีวิตประจำวัน กระทั่งเกษียณอายุราชการได้มาทำเต็มตัว คอยเดินสายเผยแพร่หลักธรรมะตามเรือนจำ โรงเรียน หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่จ.สุพรรณบุรี ทว่า 18 ปีในบทบาท “ครูสมาธิ” เป็นอาสาสมัครที่ไม่ได้ค่าตอบแทน
นางสุรีย์เล่าทั้งรอยยิ้มว่า มันเป็นความสุขทั้งกายและใจ ที่ตนเองได้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์ โดยเฉพาะเวลาไปสอนธรรมะในเรือนจำให้แก่ผู้ใกล้พ้นโทษ สอนให้เขาทำความดี แม้จะไม่มีใครเห็นก็ทำไปเถอะ อย่างน้อยๆ ก็ตัวเราที่เห็น และสอนให้เขายอมรับตัวเองก่อน แม้พ้นโทษออกไป จะไม่มีใครยอมรับ แต่อย่างน้อยให้เรายอมรับตัวเอง หมั่นทำความดีชดเชย

สิ่งที่พร่ำสอนไปทำให้วันหนึ่งที่กลับไปเจอพวกเขาในที่อื่นๆ ต่างเข้ามาไหว้ขอบคุณ เข้ามากอด เข้ามาสวัสดี หรือบางครั้งก็ไปสอนในโรงเรียนผู้สูงอายุ ที่หลายคนโกรธงอนลูกหลานไม่มาเยี่ยมเยียน ว่าให้เข้าใจลูกหลานด้วย ว่าเขาก็ต้องทำมาหากินก่อน
ส่วนอีกหนึ่งอาสาสมัครดีเด่น นางอาภาศรี ชินสกุลพงศ์ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เริ่มปฏิบัติงานด้านอาสาสมัครมากว่า 15 ปี ทั้งในบทบาทมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และส่วนตัวเท่าที่จะทำได้
นางอาภาศรี เล่าด้วยสีหน้าภูมิใจว่า ช่วงโควิด คนลาวพม่า ไม่มีที่พักอาศัย ดิฉันก็คอยประสานไปยังเขตป้อมปราบ ส่งผู้ป่วยไปยังศูนย์พักคอย ถ้าไม่สามารถไปได้ ก็จะให้อยู่ตามห้องเช่า แล้วก็จะส่งอาหารให้พวกเขา

เป็นความดีที่มาจากการหล่อหลอม เพราะคนในครอบครัวของเธอต่างก็รักและทำงานในสายงานนี้กันหมด อย่างแม่ของอาภาศรีก็เคยได้รับรางวัลนี้เช่นกันเมื่อ 2-3 ปีก่อน
อาภาศรีเล่าอีกว่า เราเป็นคนทำงาน เราไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน เราทำงานในสายนี้มาเกือบ 15 ปีแล้ว รางวัลนี้ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของตนเองและครอบครัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่ได้หวังว่าจะต้องได้รับหรือไม่ได้ เราหวังเพียงแต่ว่าให้คนที่เดือดร้อนได้หมดทุกข์ไปมากกว่า เมื่อเวลาเห็นคนอื่นที่ได้รับการช่วยเหลือจากเรา แล้วเขาก็หมดทุกข์ ทำให้เราสบายใจ
“อยากให้สังคมในตอนนี้มีความร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน คนละไม้คนละมือ คนที่พอมีก็อยากให้สละน้ำใจสักนิดสักหน่อย ช่วยเหลือคนไม่มีจริงๆ” นางอาภาศรีเล่าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
ไม่เพียงบุคคล ยังมีองค์กรที่ทำความดี ได้รับรางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น’ หนึ่งในนั้นคือ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ใส่ใจงานพัฒนาสังคม ตั้งแต่การส่งเสริมอาชีพและซ่อมบ้านผู้ด้อยโอกาส การจ้างงานผู้สูงอายุใน อบต.ท่าหลวง
นายประสาธน์ สุวรรณโภชน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง เล่าว่า เราทำงานเป็นทีมเวิร์ก ก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ตั้งใจว่าจากนี้จะทำอย่างต่อเนื่อง และทำเชิงรุก โดยเฉพาะผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มี 500 กว่าคน ทำอย่างไรจะส่งเสริมให้ออกมาสู่สังคม ไม่ติดบ้าน



