อีกความฝัน LGBTQ+ เปลี่ยน ‘นาย นางสาว’ ตามเพศสภาพ
ลองคิดดูเล่นๆ ว่าหากมีคนมาบอกเราว่า เราตัวจริง “ไม่ตรงปก” เหมือนในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม จะรู้สึกอย่างไร!!
แน่นอนส่วนใหญ่คงรู้สึกไม่ดี
แต่เทียบไม่ได้กับสิ่งที่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ต้องเจอ เป็นเหตุการณ์ยิ่งกว่าไม่ตรงปก คือคำนำหน้าชื่อ ‘นาย นางสาว’ ในบัตรประชาชน พาสสปอร์ต เอกสารสมัครงาน ไม่ตรงกับเพศสภาพที่เป็นอยู่ ตรงนี้ไม่เพียงบั่นทอนความรู้สึก ยังทำให้เขาเหล่านั้นต้องเผชิญกับสารพัดอุปสรรค กีดกัน และเลือกปฏิบัติ
แม้ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต พ.ศ. ….และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. …. รวม 4 ฉบับ จะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 1 ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี LGBTQ+ สามารถก่อตั้งครอบครัวได้ถูกต้องตามกฎหมายได้ แต่ก็ยังแก้ปัญหาข้างต้นไม่ได้อยู่ดี
ภาคีเครือข่าย LGBTQ+ ประกอบด้วย สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย สมาคมบุคคลข้ามเพศแห่งประเทศไทย และมูลนิธิเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงก้าวต่อเนื่องเปิดตัว ‘ร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศและคุณลักษณะทางเพศ พ.ศ. ….’ ที่ลิโด้ สยามสแควร์

เปิดร่าง กม. 6 หมวด 29 มาตรา
ภายในงานปูพื้นความเข้าใจร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ เป็นร่างกฎหมายที่ยกร่างจากภาคประชาชน LGBTQ โดยคณะกรรมการจัดทำ (ร่าง) พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศและคุณลักษณะทางเพศ พ.ศ. …. ซึ่งมี ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ เป็นประธาน มีสาระสำคัญคือ การเปิดให้บุคคลอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถยื่นความประสงค์ขอเปลี่ยนคำนำหน้าและชื่อ ให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ตามความจำนงได้กับนายทะเบียน เพื่อแก้ไขในเอกสารทางกฎหมาย อาทิ สูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน พาสสปอร์ต หรือเอกสารอื่นที่กฎหมายกำหนด
ส่วนเด็กอายุระหว่าง 12-18 ปี สามารถยื่นความประสงค์ได้ ภายใต้การยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม และผ่านการวินิจฉัยของศาลเยาวชนและครอบครัว โดยหากพ่อแม่ไม่ยินยอม ต้องให้ศาลชี้ขาด หากศาลไม่ให้ ก็รออายุ 18 ปี ไปยื่นขอเปลี่ยนเพศเอง
ผศ.อารยา สุขสม อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะกองเลขาคณะกรรมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฯ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ฯ ประกอบด้วย 6 หมวด 29 มาตรา ว่า ร่างกฎหมายนี้ตั้งอยู่ในบนหลักสิทธิมนุษยชน 3 เรื่องคือ
1.สิทธิในการรับรองกฎหมาย ที่รัฐจะต้องรับรองสถานะบุคคลให้สอดคล้องกับเพศสภาพตามเจตจำนงค์ของบุคคลนั้น ห้ามบังคับบุคคลต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ หรือปรึกษาทางจิตเวช ก่อนถึงได้รับการรับรองทางเพศ
2.สิทธิคุ้มครองจากการกระทำโดยมิชอบทางการแพทย์ สำคัญมากกับเด็กที่เกิดมามีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิง (INTERSEX) จะต้องไม่ถูกบังคับให้เลือกเพศตั้งแต่เด็ก
และ3.สิทธิในการจัดให้มีมาตรฐานสูงสุดด้านสุขภาพ ตรงนี้ต้องยอมรับว่าคนข้ามเพศหลายคน อยากเข้ารับการบริการแปลงเพศอย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้นจะต้องมีการรับรองสิทธิในเข้ารับบริการสุขภาพอย่างมีมาตรฐาน
ผศ.อารยาอธิบายแบ่งหมวด เริ่มที่หมวด 1 การรับรองและคุ้มครองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคล ว่าด้วยการรับรองเพศต้องขึ้นอยู่กับเจตจำนงค์ของบุคคล ไม่บังคับว่าต้องแปลงเพศหรือไม่แปลงมาก่อน และสามารถยื่นเปลี่ยนเพศได้ตลอดเวลา
หมวด 2 การจดทะเบียนรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคล ว่าด้วยการยื่นขอเปลี่ยนเพศกับเจ้าหน้าที่ทางปกครอง ต้องยึดตามเจตจำนงค์ของผู้ยื่น พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน
หมวด 3 การจดทะเบียนรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของเด็กที่มีสตรีระมากกว่าหนึ่งแบบ หมวดนี้รองรับเด็ก INTERSEX ให้เลือกเพศได้ตอนอายุ 12 ปี อีกทั้งกรณีหมอฝ่าฝืนผ่าตัดแปลงเพศให้เด็กจะต้องมีความผิดทางอาญา ทั้งนี้ หากอายุ 12 ปีแล้วยังเลือกเพศไม่ได้ ก็เว้นไว้ ระบุเป็น X แทน
หมวด 4 การให้ความช่วยเหลือและให้บริการด้านสุขภาวะทางเพศ ว่าด้วยคนที่ต้องการแปลงเพศ ต้องให้สิทธิรักษา ทั้งคำปรึกษาแนะนำอย่างมีประสิทธิภาพ และความช่วยเหลือจากรัฐในรูปแบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งจะได้มากได้น้อยเพียงใด อยู่ที่สภาฯ
หมวด 5 ผลของการจดทะเบียนรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ตรงนี้จะไปแตะกฎหมายต่างๆ เช่น ป.แพ่งและพาณิชย์ ฯลฯ เพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ตามเพศที่ต้องการ ฉะนั้นนอกจากคำนำหน้านามที่เปลี่ยนได้ ยังสามารถจะทะเบียนสมรสได้ มีสิทธิลางานไปแปลงเพศตามกฎหมายแรงงานได้
ผศ.อารยา กล่าวอีกว่า และหมวด 6 การป้องกันการเลือกปฏิบัติและการส่งเสริมความเสมอภาค ว่าด้วยการเชื่อมกับ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 กับการเลือกปฏิบัติเพราะอัตลัการ์ทางเพศ การแสดงออกหรือคุณลักษณะ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ จะทำให้ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชนจะต้องเคารพกฎหมายนี้เช่นกัน


ถึงเวลาไทยต้องรับรองเพศสภาพ
ย้อนดูก่อนหน้านี้ จริงๆ ร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะเคยมีความพยายามยกร่างขึ้นมาในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีความคืบหน้า
ส่วนหนึ่งเพราะเสียงที่แตกกันเองในกลุ่ม LGBTQ+ กับประเด็นต้องผ่าตัดแปลงเพศก่อนขอรับรองเพศ ด้านหนึ่งมองว่าต้องแปลงเพศก่อน เพื่อเป็นสิ่งยืนยันว่าข้ามเพศแล้วจริงๆ แต่อีกด้านมองว่ายังมีคนอยากข้ามเพศอีกมาก ที่เข้าไม่ถึงบริการแปลงเพศ จากข้อจำกัดฐานะทางเศรษฐกิจและปัญหาสุขภาพ ถกเถียงกันอย่างไม่มีข้อยุติ
ทว่ากลับเคลียร์อย่างทะลุปรุโปร่งใน ร่างพ.ร.บ.ครั้งนี้ ซึ่ง แดนนี่-กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และกรรมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฯ ใช้คำว่า “นี่คือฉันทามติของกลุ่ม LGBTQ+”
กิตตินันท์ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.นี้ออกแบบตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล เช่น หลักการยอกยาการ์ตา (THE YOGYAKARTA PRINCIPLES) ที่ระบุให้การรับรองเพศต้องยึดตามเจตจำนงค์ของบุคคล ไม่ต้องมีคณะกรรมการมาคอยตรวจสอบและอนุมัติ ไม่ต้องดูข้อรับรองทางการแพทย์หรือไม่ต้องแปลงเพศ ตลอดจนต้องไม่มีเงื่อนไข อาทิ ไม่ต้องรอบรรลุนิติภาวะ ไม่ต้องรอจดทะเบียนหย่าในคู่สมรส ไม่ต้องทำหมัน ไม่ต้องเอามดลูกและอสุจิออก เป็นต้น
“ร่างกฎหมายนี้ได้นำหลักการในอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่ไทยได้ร่วมเป็นรัฐภาคีมาใส่ไว้ รวมกับคอนเซ็ปต์ของคณะกรรมการจัดทำร่างฯ ที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ฉะนั้นจะถือเป็นร่างกฎหมายที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ และได้ทำให้ข้อถกเถียงต่างๆ เป็นอดีตไปหมดแล้ว”
แต่เมื่อมองเส้นทางจากนี้ของร่างพ.ร.บ.ฯ กิตตินันท์ห่วงผู้มีอำนาจตัดสินกฎหมายมากกว่า โดยเฉพาะรัฐบาล สมาชิกวุฒิสภา ที่อาจมีมุมมองไม่ก้าวหน้า อาจนำบทเรียน 80 ประเทศทั่วโลกที่มี พ.ร.บ.รอบรองเพศสภาพ มาสร้างเงื่อนไข โดยเฉพาะเงื่อนไขต้องแปลงเพศแล้วเท่านั้น
ส่วนข้อกังวลอื่นๆ อย่างอาจขอเปลี่ยนเพศเพื่อหนีการเกณฑ์ทหาร พอผ่านพ้นแล้วก็กลับเพศเดิมนั้น กิตตินันท์ไม่อยากให้คิดมากไปขนาดนั้น เพราะสามารถใช้กฎหมายอื่นๆ เช่น นิติกรรมอำพราง ช่อโกง การปลอมแปลงตัวเอง เอาผิดได้
เช่นเดียวกับการหลอกแต่งงาน ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะในร่างพ.ร.บ.ฯระบุให้ต้องแจ้งเพศกำเนิด กับคู่ที่จะจดทะเบียนก่อน แม้ข้อมูลตรงนี้จะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล มีเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรู้ได้เท่านั้น
“ตอนนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว เหมือนหม้อตั้งไฟแล้วกำลังเดือดพล่านแล้ว เพียงเอาหมูลงไปจะสุก แล้วเราจะรออะไรกันอีก จะให้รออีก 5 ปี ก็ยังพูดแบบนี้ เพราะความรู้มีเพียงพอแล้ว ส่วนตัวเชื่อว่าแอตติจูดคนเปลี่ยนได้ หากมีชุดความรู้ใหม่ และเข้าถึงได้ ทุกวันนี้ที่เป็นปัญหา เพราะกลุ่มคนที่แอตติจูดไม่เปลี่ยน คือกลุ่มคนที่มีอำนาจ”


ฝากพรรคการเมืองช่วยดันรับรองเพศ
ขั้นตอนของร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ จากนี้จะทำประชาพิจารณ์ 5 ภาค เริ่มที่กรุงเทพฯ เพื่อระดมความคิดเห็นนำมาปรับปรุงร่างกฎหมาย คาดว่าจะเริ่มเดือนสิงหาคมนี้ เมื่อครบทุกภาคจะเริ่มล่ารายชื่อประชาชน เข้าชื่อเสนอกฎหมายต่อประธานรัฐสภา และแม้ร่างกฎหมายนี้จะไม่ใช่ร่างกฎหมายการเงิน ที่ต้องเสนอนายกรัฐมนตรีเซ็นรับรอง แต่ก็คาดว่าคงเสนอทันในรัฐบาลใหม่ในปี 2566
“อยากฝากพรรคการเมือง และผู้กำหนดนโยบาย ให้มองว่าสิทธิทางเพศ เป็นสิทธิที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ที่ผ่านมาเราอาจไม่รู้ แล้วไปกำหนดจารีตประเพณีว่ามีเพียง 2 เพศ นี่เป็นความคิดที่เก่า ไม่ทันพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลง เพศในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงเพศทางชีววิทยาอย่างเดียว ยังมีเพศทางสังคม” กิตตินันท์ กล่าวทิ้งท้าย


