พระราชปณิธาน ในหลวง ‘โคกหนองนา’ ช่วยมีอยู่มีกินยั่งยืน เปิดใจ ‘อดุลย์ วิเชียรชัย’ เกษตรกรรุ่นใหม่

28.07.22 | 12:55 น.
พระราชปณิธาน ในหลวง ‘โคกหนองนา’ ช่วยมีอยู่มีกินยั่งยืน เปิดใจ ‘อดุลย์ วิเชียรชัย’ เกษตรกรรุ่นใหม่

พระราชปณิธาน ในหลวง ‘โคกหนองนา’ ช่วยมีอยู่มีกินยั่งยืน เปิดใจ ‘อดุลย์ วิเชียรชัย’ เกษตรกรรุ่นใหม่

ความผันผวนทางเศรษฐกิจ สงคราม ภัยพิบัติ และโรคเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ละคนเผชิญกับภาวะยากลำบากมากน้อยแตกต่างกันไป

แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไร ก็รับมือได้ทุกครั้ง เพราะพวกเขามี “ภูมิคุ้มกันที่ดี” อันได้มาจาก “การน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติ”

อดุลย์ วิเชียรชัย อายุ 36 ปี ประธานศูนย์เรียนรู้เครือข่าย โครงการชุมชนเข้มแข็ง ตามวิถีแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง (ศปร.) กองบัญชาการกองทัพไทย และเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 จ.ปทุมธานี

ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่มีภูมิคุ้มกันดี หลังตัดสินใจเปลี่ยนผืนนา 26 ไร่ เกษตรเชิงเดี่ยวตั้งแต่รุ่นปู่ย่าจนถึงพ่อแม่ มาทำเป็นพื้นที่ “เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์โคกหนองนา” ทำมาแล้ว 8 ปี จนปัจจุบันเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่อุดมสมบูรณ์ มากมายไปด้วยพืชผักผลไม้รับประทานไม่ต่ำกว่า 300 ชนิด มีไก่ เป็ด ปลา ไข่ไก่ ไข่เป็ด เห็ด ให้บริโภคในครอบครัวได้ทุกวัน

นับเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติ

Advertisement

ชีวิตแทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอาหารขึ้นราคาเลย เพราะเก็บผลผลิตจากในพื้นที่มาทำอาหารได้ ไม่ต้องซื้อ อีกทั้งแทบไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพราะไม่ต้องออกจากบ้านไปไหน จากการมีแหล่งอาหารและแหล่งทำงานอยู่ที่บ้าน และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและสงคราม เพราะไม่ได้พึ่งพาปัจจัยภายนอกเลย ขณะเดียวกัน มีรายได้จากการนำผลผลิตที่เหลือไปขายแบบสดใหม่และแปรรูปมีรายได้เข้ามาอยู่ตลอด

อดุลย์ยังเป็นที่รักและที่พึ่งให้ชุมชน จากการแบ่งปันความรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์โคกหนองนา อีกทั้งแบ่งปันผลผลิต และขายราคาถูกให้คนในชุมชน

เป็นปลายทางที่เกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้เริ่มต้นในวันนั้น…

ในหลวง พระราชทานรางวัล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 แก่อดุลย์

 

อดุลย์ วิเชียรชัย
อดุลย์ วิเชียรชัย

 

⦁ จากวิศวกรลาออกมาเป็นเกษตรกร

อดุลย์เล่าว่า ผมเป็นลูกชาวนาแต่ไม่ได้ร่วมทำนากับพ่อแม่เลย ไม่มีความรู้ด้านเกษตรมาก่อน เพราะพ่อแม่มักจะบอกว่าให้ผมเรียนสูงๆ จะได้ไม่ลำบากเหมือนท่าน และจะได้มีเงิน ผมจึงตั้งใจเล่าเรียนอย่างเดียว

หลังจากเรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เขาได้ทำงานในตำแหน่งวิศวกรในธุรกิจสื่อสารรายใหญ่แห่งหนึ่ง แม้จะได้เงินเดือนสูงถึง 3-5 หมื่นบาทต่อเดือน แต่เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ ส่วนหนึ่งเพราะเนื้องานที่ต้องเดินทางบ่อย ทำให้ต้องห่างเหินจากครอบครัว อีกทั้งเงินที่ส่งกลับมาให้พ่อแม่ก็ไม่เพียงพอ เพราะต้องนำไปใช้หนี้สินนอกระบบที่กู้ยืมมาลงทุนทำนา

กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่พ่อของเขาล้มป่วยหนักในปี พ.ศ.2558 จากการใช้และได้รับสารเคมีสะสมจากการทำนา เมื่อบ้านขาดเสาหลัก กับภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง ทำให้ลูกชายคนโตตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อกลับมาอยู่บ้านและดูแลครอบครัว

อดุลย์กล่าวว่า ตอนลาออกจากงาน ผมหยิบหนังสือเล่มหนึ่งติดตัวกลับมา 1 เล่ม เป็นหนังสือที่ได้ตอนเรียนมหาวิทยาลัย สนใจอยากอ่านจึงเอาไปไว้ที่ทำงาน แต่ก็ไม่เคยอ่านจริงจัง คือ หนังสือแนวคิด หลักการและการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ของ ผศ.ดร.ณรัชช์อร ศรีทอง) ซึ่งภายในมีเรื่องราวเกี่ยวกับหลักการทรงงาน การน้อมนำหลักปรัชญาต่างๆ มาประยุกต์ใช้ ศาสตร์พระราชาของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเกี่ยวเนื่องไปถึงในหลวง รัชกาลที่ 10

“ตอนกลับมาอยู่ที่บ้าน ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้จริงจัง จึงทราบว่าจริงๆ ในหลวง ร.10 ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดมาเนิ่นนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม เดิมเคยเข้าใจว่ามีเพียงด้านการทหาร แต่จริงๆ ยังมีอีกหลายเรื่องมาก ซึ่งปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ก็ทำให้ผมฉุกคิดได้ว่าถ้าเราเดินตามรอยเท้าพ่อเหมือนกัน เราจะสามารถสร้างความยั่งยืนได้”

หนังสือแนวคิด หลักการและการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ของ ผศ.ดร.ณรัชช์อร ศรีทอง)
หนังสือแนวคิด หลักการและการปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ของ ผศ.ดร.ณรัชช์อร ศรีทอง)

 

⦁ เริ่มชีวิตใหม่ด้วย ‘ทฤษฎีบันได 9 ขั้น’

ทว่าก้าวแรกที่กลับมา อดุลย์ถูกเพื่อนบ้านและชาวชุมชนต่อว่า ว่า “ลาออกทำไม จะกลับมาเกาะพ่อแม่กินเหรอ” เพราะชาวชุมชนทำนากันหมด และมีความคิดว่าลูกหลานถ้าไม่ทำนา ก็ต้องไปทำงานโรงงาน ซึ่งเขาก็พยายามไม่ใส่ใจ เพราะตั้งใจกลับมาดูแลครอบครัวเป็นสำคัญ

ช่วงแรกอดุลย์ตัดสินใจทำนาแบบเกษตรเชิงเดี่ยวตามรอยพ่อ เขาลงมือทำด้วยตัวเอง ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์และความรู้ ปรากฏว่าผืนนาที่พ่อเคยปลูกและสร้างผลผลิตได้รวม 15 ตัน พอมาทำเองแบบไม่ใช้สารเคมีปลูก สามารถสร้างผลผลิตได้รวมไม่ถึง 5 ตัน เขาเริ่มคิดว่าหากเป็นอย่างนี้ไม่ไหวแน่ ครั้นจะให้กลับไปใช้สารเคมีก็คงไม่เอา จึงเริ่มศึกษาและลงมือเปลี่ยนพื้นที่ทำ “เกษตรทฤษฎีใหม่”

เริ่มต้นเมื่อปี 2558

อดุลย์อยากกอบกู้สถานการณ์ด้านการเงินให้ครอบครัว ระหว่างนั้นเขาตัดสินใจลงทุนปลูกเห็ดนางฟ้าภูฏาน หวังจะปลูกขายสร้างรายได้ดีในระยะสั้น ลงทุนไปหลายแสนบาทกับการซื้อเชื้อดอกเห็ดมาปลูกและสร้างโรงเรือน แต่ปรากฏว่าดอกเห็ดที่ซื้อออกดอกน้อยมาก ลองเปลี่ยนวิธีรดน้ำก็แล้ว รอเวลาก็แล้ว ก็ยังออกน้อยมาก สุดท้ายเจ๊ง จนเขาแทบอยากหันหลังให้อาชีพเกษตรกร แต่การได้รับกำลังใจจากปู่ เขาจึงขอลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ครั้งนี้ลองทำตามหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที” ด้วยการลองผิดลองถูกเพาะเชื้อดอกเห็ดเอง หนนี้ประสบความสำเร็จ และสามารถกอบกู้วิกฤตทางการเงินให้ครอบครัวได้

“ผมได้ศึกษาทฤษฎีบันได 9 ขั้น คือ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น บุญ ทาน เก็บ ขาย และเครือข่าย ก็เลยมาเห็นว่าการขายไม่ใช่บันไดขั้นที่ 1 การขายเป็นบันไดขั้นที่ 8 ฉะนั้นในหลวง ร.9 บอกว่าเราต้องอยู่ให้ได้ก่อน เมื่อเราอยู่ได้ก็จะรู้จักการขายเอง ก็เลยเป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงไม่เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในช่วงแรก เพราะเราคิดจะขายอย่างเดียว

“แต่ขณะเดียวกัน การจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ ช่วงนั้นที่ผมไม่มีรายได้ แต่ผมก็มีพืชผักสวนครัวไว้กิน ขณะที่ผมขายดอกเห็ดไม่ค่อยได้ ผมก็ยังมีดอกเห็ดไว้กิน ผมมีแหล่งน้ำ มีปลา ผมไม่รู้ตัว เพราะไม่คิดจะขายเหล่านี้เลย คิดว่าทำไปก่อนเพื่อให้เกิดความพอเพียง แต่ปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้คือความมั่นคงทางอาหาร เริ่มจากมีอยู่ มีกิน มีใช้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เริ่มรู้จักการแบ่งปัน เมื่อเหลือจากแบ่งปันแล้ว ก็โยงไปเรื่องการแปรรูป เมื่อยังเหลือก็เริ่มเอาไปขาย

“ซึ่งการขาย จะสืบเนื่องหลังการที่เราเอาไปแบ่งปันแล้ว คนก็จะมาอุดหนุนซื้อเรา ไม่ใช่มาขอเราฟรีแล้ว มันก็เริ่มขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ เลยทำให้เราขายผลผลิตของเราได้ โดยที่เราไม่ต้องเครียด ขณะเดียวกันสามารถสร้างเครือข่ายไปในตัว ก็ทำให้เข้าใจว่าการใช้ทฤษฎีบันได 9 ขั้น นำไปสู่ความพอเพียง เป็นอย่างไร”

เพาะเห็ดขาย

 

⦁ เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่การอยู่แบบอัตคัด

อดุลย์มุ่งมั่นศึกษาเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง ร.9 ที่มีถึง 40 ทฤษฎี เช่น ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง, ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก, ทำป่าเปียกกันไฟ, ฝายชะลอน้ำ, กำแพงแฝก, หลุมขนมครก, คลองไส้ไก่, แก้มลิง ฯลฯ พร้อมศึกษาทฤษฎีโคกหนองนา ซึ่งเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ล่าสุดมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อย่างเหมาะสม และได้แนะนำต่อให้ชาวชุมชนที่สนใจ จนเริ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้

“ตอนแรกชาวบ้านไม่เข้าใจ ไปเข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือการอยู่ตามอัตคัด ห้ามรวย ต้องทำเอง อย่างอยากกินปลาร้า ต้องทำปลาร้าเอง อยากกินโน่น ก็ต้องทำเอง แล้วต้องอยู่อย่างพอเพียง จนผมมาเปิดให้ชาวบ้านได้รับรู้ ว่าแท้จริงแล้วเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างไร คือ รวยได้ แต่รวยแบบมีเหตุมีผล รวยตามฐานะของตัวเอง สามารถซื้อของหรูหราฟุ่มเฟือยได้ แต่ซื้ออย่างมีเหตุและผล ความพอประมาณของเรา เดินทางสายกลาง และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง”

“ก็ทำให้เห็นจนชาวบ้านเริ่มเข้าใจ และรู้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การทำเกษตรอย่างเดียว แต่ทุกอาชีพสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้หมด จึงเป็นที่มาว่าคนเริ่มจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจพอเพียง”

 

⦁ เรียนรู้โคกหนองนาถ่องแท้ ด้วย ‘ภาพวาดฝีพระหัตถ์’

หลังจากศึกษาในตำราและออกไปเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญ ทำให้อดุลย์สามารถออกแบบพื้นที่โคกหนองนาได้ถูกหลักการ ทั้งกับตัวเองและผู้อื่นที่สนใจ แต่มารู้กระจ่างชัดเจนจริงๆ ผ่าน “ภาพวาดฝีพระหัตถ์พระราชทานของในหลวง รัชกาลที่ 10” จำนวน 4 ภาพ ซึ่งมีลายพระหัตถ์ความตอนหนึ่งว่า “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง, ความสดใส สดชื่น ของโคกหนองนา, ความสุขและอบอุ่นในบ้านบนโคกหนองนา”

ในหลวง พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง 8 กันยายน 2563
ในหลวง พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง 8 กันยายน 2563
ในหลวง พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง 8 กันยายน 2563
ในหลวง พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย 4 กันยายน 2563

อดุลย์ตั้งข้อสังเกตว่า ในภาพวาดฝีพระหัตถ์ ไม่ว่าคนจะทำอะไรก็ช่าง จะไถนา หรืออยู่ในบ้าน แต่ทุกภาพจะมีเกี่ยวกับความสุข ความเป็นครอบครัว จึงนำมาปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้มีความเป็นครอบครัวมากขึ้น ด้วยการเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้โคกหนองนาให้กับบุคคล ครอบครัว หรือใครก็ได้ที่มีปัญหาที่ดินทำกิน อนุญาตให้เข้ามาทำเกษตรในพื้นที่ของผมได้ อย่างตอนนี้มีอยู่ 1 ครอบครัว ที่มาใช้พื้นที่เลี้ยงปลา

“นี่เป็นหลักที่แท้จริงของในหลวง ร.10 ที่ทรงสร้างโคกหนองนาขึ้นมา คือ ต้องการให้ครอบครัว ชุมชน และประชาชน รักใคร่กลมเกลียวกัน มีความรัก สามัคคี สามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ ที่สำคัญคือ เมื่อพื้นที่ถูกพัฒนา มันจะเกิดความยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร ก็เลยทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สร้างความยั่งยืนให้ชุมชนได้ด้วย”

 

⦁ ‘เรียนรู้ อดทน ความเพียร’ หลักชัยความสำเร็จ

ปัจจุบันอดุลย์ได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ปราชญ์ชาวบ้าน’ ที่มีอายุน้อยที่สุด เป็นเกษตรกรอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งนี่ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เกิดจากความพยายาม โดยเฉพาะการเรียนรู้อยู่ตลอด ทั้งจากในอินเตอร์เน็ต ภูมิปัญญาชาวบ้าน และจากการปฏิบัติ นำมาเติมเต็มกัน

“ทุกองค์ความรู้ต่อให้เรารู้มากแค่ไหน ก็จะไม่มีวันสมบูรณ์ได้ เพราะจะมีอะไรใหม่เข้ามาเสริมอยู่ตลอดเวลา ผมจึงมองว่าเราจะหยุดนิ่งไม่ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วหากเกษตรกรทุกคนกระตือรือร้นใฝ่รู้ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทำตัวแบบน้ำไม่เต็มแก้ว เราก็จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก”

ส่วนการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์โคกหนองนา อดุลย์ยืนยันว่า ไม่ยากอะไร หากเรามีความอดทน มีความเพียร มุมานะ

“หากตัดสินใจทำเกษตร อย่างการทำโคกหนองนา ก็ต้องเข้าใจองค์ความรู้ให้ได้ก่อนว่าคืออะไร แก่นแท้ที่เราอยากจะทำเพื่ออะไร พึ่งพาตัวเองหรือเปล่า หรือสร้างรายได้ สร้างความมั่นคงทางอาหาร หรือเป็นสถานที่รองรับภัยพิบัติให้ชุมชน หรือเพื่อสถานที่ให้องค์ความรู้ ศูนย์การเรียนรู้ เราต้องเข้าใจให้ได้ก่อน ซึ่งหากเราเข้าใจเรื่องการพึ่งพาตัวเอง มันจะเป็นบันไดขั้นแรกนำไปสู่ขั้นต่อๆ ไป ที่เราจะวางเป้าหมาย ไม่ว่าจะรายได้ ความมั่นคง ความสุข ความยั่งยืน”

“อีกอย่างคือ เราต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ต้องศรัทธาในสิ่งที่ทำ ศรัทธาในศาสตร์ของพระราชา ศรัทธาในองค์ความรู้ที่เราได้รับ และศรัทธาในตัวตนของเรา อุปสรรคมันมีแน่นอนอยู่แล้ว เพราะการทำเกษตรมีปัญหาตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้าไป แต่ต้องเอาปัญหาอุปสรรคตรงนั้นมาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับเราให้ได้ แล้วเอาความพอประมาณนั้นไปเป็นเหตุเป็นผล ในสิ่งที่เราจะตัดสินใจทำอะไร เอาความดีตรงนั้นควบคู่กับคุณธรรม นำไปสู่การเดินทางสายกลาง นำองค์ประกอบทั้งหมดมาเป็นภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง”

ปลูกผักปลอดสารพิษ
โรงเลี้ยงไก่ไข่

อดุลย์เปรียบเทียบว่า เราอาจไม่ใช่นักการขายอันดับ 1 แต่เราก็ไม่ใช่ผู้ให้อันดับ 1 ไม่ต้องสุดโต่งทางไหน แต่เอาทุกฝ่ายมายุบรวมกันหาจุดศูนย์กลางให้ได้ ที่เป็นทั้งผู้ให้และผู้ได้อยู่ในตัวของตัวเอง หรือพูดง่ายๆ คือเรามีความสุข คนรอบข้างมีความสุขเช่นกัน เราเดินไปทางไหนให้มีคนเดินตาม

“ฉะนั้นการทำโคกหนองนา หากเราเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาเป็นขั้นเป็นตอนตามระบบ มองสิ่งที่ตั้งเป้าไว้ เริ่มจากตัวเองก่อน ด้วยการพึ่งพาตัวเองได้ เมื่อพึ่งพาตัวเองได้แล้ว ก็มองต่อว่าศักยภาพเราเพียงพอต่อการทำพื้นที่ของเรา เพื่อจะเลี้ยงครอบครัวหรือเปล่า ถ้าเราสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ให้มองขั้นต่อไปคือ การเอาผลผลิตเราไปแบ่งปันกับเพื่อนบ้านได้หรือเปล่า ถ้าแบ่งปันได้นั้นก็คือเราสามารถดึงเขามาเป็นกลุ่มเราได้ เกิดเป็นการสร้างกลุ่มสร้างเครือข่ายขึ้นมา แล้วรวบรวมผลผลิตตรงนี้ไปกระจายสู่ภายนอก ไปขายสินค้า ไปให้องค์ความรู้

“ทุกอย่างต้องเกิดจากการระเบิดข้างใน มันถึงจะสำเร็จ ผมก็ไม่ได้เริ่มต้นจากที่เป้าหมายว่าต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่ผมเริ่มต้นจากว่าต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ก่อน ผมต้องหารายได้ช่วยเหลือพ่อแม่ที่มีหนี้สินอยู่ก่อน ต้องเริ่มจัดการตัวเองให้ได้ก่อน ถึงไปหาคนรอบข้าง แล้วขยายสร้างเครือข่าย และศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมา”

 

⦁ ศาสตร์พระราชาใช้ได้จริง

ปัจจุบันอดุลย์มีรายได้มากกว่า 1 แสนบาทต่อเดือน ผ่านการเพาะเชื้อดอกเห็ดขาย นำผลผลิตสดในพื้นที่มาขาย นำมาแปรรูปขาย และเป็นวิทยากร แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญไปกว่าการทำให้รายได้หมุนวนคืนกำไร ที่นักเรียนและชาวชุมชนใกล้เคียงได้บริโภคของดีมีคุณค่าในราคาไม่แพง ชุมชนเครือข่ายก็มีรายได้ส่วนหนึ่ง ตัวเขาเองก็มีรายได้กลับมา เท่านี้ก็เป็นความสำเร็จแล้ว

อีกเคล็ดลับความสำเร็จหนึ่งของอดุลย์คือ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย เขาแนะนำแอพพลิเคชั่น “SmartMe เรารู้” ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ในระบบ IOS และ Android ช่วยให้วางแผนใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นที่มาให้เขาได้รับเลือกเป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2565 สาขาบัญชีฟาร์ม” ได้รับพระราชทานรางวัลจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2565 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

อดุลย์กล่าวว่า ถือเป็นรางวัลอันสูงส่งกับตระกูลผม ผมได้รับจากพระหัตถ์ในหลวง ได้เห็นพระองค์ใกล้ชิดมาก เป็นความภาคภูมิใจ เป็นความสูงส่งสำหรับอาชีพเกษตรกรอย่างผม

“พื้นที่ออกแบบตามโคกหนองนา เกษตรทฤษฎีใหม่ก็จริง แต่เอาเรื่องการทำบัญชีลดต้นทุน บัญชีอาชีพเข้าไปใส่ในทุกจุดสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำเห็ด การทำนา การปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง การแปรรูป หัตถกรรม งานฝีมือต่างๆ ทำให้เราสามารถแจกแจงรายรับรายจ่ายได้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อรู้ว่าสิ่งไหนควรปรับปรุง คงไว้ หรือต้องพัฒนา ก็จะทำให้เราได้คิดมากกว่ามิติเดียว”

บ่อเลี้ยงปลาธรรมชาติ
ภาพมุมสูงระหว่างปี 2564 กับ 2565
ภาพมุมสูงระหว่างปี 2564 กับ 2565

“รู้สึกมีความภาคภูมิใจ ปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดไม่ได้ ผมอาจไม่ใช่คนที่อยู่ใกล้ชิดพระองค์ แต่เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ได้สานต่อสิ่งที่พ่อหลวงได้มอบไว้ให้ จะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด จะเป็นต้นแบบให้ชุมชน ประชาชน สังคม นักเรียน นักศึกษา ให้ได้เห็นว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ศาสตร์พระราชา เป็นพื้นที่ของเกษตรกรที่ได้เดินตามรอยพระองค์ทั้งในหลวง ร.9 และในหลวง ร.10”

อดุลย์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ได้น้อมนำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวง ร.9 มาสืบสาน รักษาและต่อยอด สู่เรื่องโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวังและยั่งยืนของในหลวง ร.10 ส่วนในอนาคตมีเป้าหมายจะพัฒนาพื้นที่ให้เป็น “อารยเกษตร” ซึ่งเป็นขั้นต่อไปของการทำเกษตรที่รวบรวมทุกอย่างเข้ามา เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวง ร.10 ให้ได้

พื้นที่ภายใน
ทางเข้าพื้นที่โคกหนองนา
ความสุขของอดุลย์และลูก
พื้นที่ภายใน
ทำนาในถัง
อดุลย์เป็นวิทยากรแนะนำการทำโคกหนองนา
แผนผังศูนย์เรียนรู้เครือข่าย โครงการชุมชนเข้มแแข็ง ตามวิถีแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดลฯ
อดุลย์ วิเชียรชัย