หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที มัลลิกา ยันรั...

มัลลิกา ยันรัฐหนุนสู่ฮับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย ชี้ 3 ช่องทางรับการสนับสนุน

4.09.22 | 10:37 น.

มัลลิกา ยันรัฐหนุนสู่ฮับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์เอเชีย ชี้ 3 ช่องทางรับการสนับสนุน

เมื่อวันที่ 4 กันยายน ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรณีบทความหนังสือบางฉบับลงเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ โดยขยี้รัฐบาลไทยว่าไม่สนับสนุนเอื้อโอกาสให้เยาวชน-ศิลปินไทยเขาจึงไปหาโอกาสที่อื่นนั้น เรื่องนี้เชื่อว่าคนเขียนน่าจะไม่ได้ติดตามนโยบายรัฐบาล และมีข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน เมื่อเผยแพร่ออกไปก็เกิดประเด็นกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย และทำให้คนเข้าใจผิดได้

ส.ส.ดร.มัลลิกากล่าวว่า นโยบายบุกตลาดโลกโดยล่าสุด นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพิ่งจัดงาน MOVE 2022 ดัน ซอฟต์เพาเวอร์ไทย เป็นฮับด้านอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของเอเชียสร้างรายได้งานเดียว ตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านบาท ปรากฏว่าสามารถทำยอดได้ทะลุเป้าได้ถึง 604 ล้านบาท ย้ำว่างานเดียวกว่า 604 ล้านบาท จัดไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2565

อันนี้ข่าวล่าสุดของรัฐบาลไทย โดยเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ Multimedia Online Virtual Exhibition 2022 หรือมูฟ (MOVE) ที่สตูดิโอกันตนา ร่วมกับเครือข่ายวงการอุตสาหกรรมนี้ทุกเจนเนอเรชั่นทั้งหมด ขณะนี้เนื้อหาด้านซอฟต์เพาเวอร์ ตื่นตัวกันมาตลอด 3 ปี และงานมูฟ MOVE คือโครงการเจรจาการค้าระหว่างผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยกับผู้ประกอบการ หรือผู้ซื้อในต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 แล้วนับตั้งแต่ปี’62 ถึงปัจจุบัน

“กระทรวงพาณิชย์สามารถสร้างมูลค่าการค้าในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ทั้งในและต่างประเทศมูลค่ารวมถึง 11,634 ล้านบาท ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ 7,321 ล้านบาท แอนิเมชั่นกับคาแร็กเตอร์ 3,517 ล้านบาท เกมส์ 706 ล้านบาท และ e-learning 90 ล้านบาท รวม 11,634 ล้านบาท นี่คือผลงานรัฐบาลด้านซอฟต์เพาเวอร์” ส.ส.ดร.มัลลิกากล่าว

พร้อมกันนี้ยังระบุด้วยว่า ประเทศเราเดินหน้าจับมือร่วมกันกับภาคเอกชนจะ “สร้างประเทศไทยให้เป็นฮับของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของเอเชียให้ได้ต่อไปในอนาคต” นี่คือเป้าหมายที่นายจุรินทร์ประกาศไว้ และผลการสำรวจเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมามูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยมีมูลค่าสูงมากถึง 200,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าที่เกิดจากภาพยนตร์กับโทรทัศน์รวมกัน 153,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกิจให้ชมภาพยนตร์ผ่านออนไลน์ถึง 36,000 ล้านบาท

Advertisement

“ขอเรียนว่าถ้าเราจะเขียนอะไรสักอย่างนึงเราต้องรู้ลึกรู้จริงในเรื่องนั้นไม่ใช่สักแต่จะบูลลี่รัฐบาล เพื่อความสะใจ หรือสาสมจริตตนเท่านั้น ยุคนี้ข้อมูลเท็จมันเยอะ แพร่เร็วมาก มันจะเกิดความปั่นป่วน เพราะข้อมูลเท็จจำนวนไม่น้อยก็สร้างปัญหาสกัดกั้นโอกาสของผู้คน จึงขอเรียนให้ทราบว่าซอฟต์เพาเวอร์ เป็นนโยบายของรัฐบาลไทยที่จะยกประเทศไทยเป็น ‘ฮับแห่งเอเชีย’ ด้านนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่สนับสนุนศิลปินแต่หนุนเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกแล้ว” ส.ส.ดร.มัลลิกากล่าว

อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญอีกตัวหนึ่งคือ อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ที่พวกเรากำลังจับมือเดินไปข้างหน้า เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป และจะไปรวมในตัวเลขการส่งออกของประเทศที่เป็นพระเอกการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ และจากนี้ถ้าเราเปิดประเทศได้การท่องเที่ยวเข้ามาอีกก็จะช่วยเติม อย่างน้อยการส่งออกล่าสุดตัวเลขเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2565 ก็ทำเงินเข้าประเทศ 7 เดือนแรกโต 11.5 เปอร์เซ็นต์ มูลค่ากว่า 5.77 ล้านล้านบาท เป็นบวก 17 เดือนต่อเนื่องการส่งออกยังเป็นพระเอก และดิจิทัลคอนเทนต์เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขส่งออก

“รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยนำซอฟเพาเวอร์มาผสมผสาน เพื่อสะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นไทยลงไปในเนื้อหาของดิจิทัลคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ซีรีส์ต่างๆ รายการโทรทัศน์ เกมส์ หรืออื่นๆ รวมทั้งแอนิเมชั่น หรือคาแร็กเตอร์ศิลปิน นอกจากขายศักยภาพของภาคธุรกิจด้านนี้ของไทยแล้วให้ขายความเป็นไทยเข้าไปด้วยจะได้สองต่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และศิลปวัฒนธรรมวิถีชีวิตของความเป็นเราคู่ขนานกันไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 ด้วย ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์เขาทำกิจกรรม 2 กิจกรรมหลัก 1.กิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ระหว่างผู้ประกอบการของไทย และต่างประเทศที่เข้ามาซื้อเบื้องต้นที่ประสานต่อเนื่องก็ 40-50 ราย รวมทั้ง Netflix และกิจกรรมที่ 2 พิชชิ่ง (Pitching) ให้ 5 บริษัทของไทยนำเสนอผลงานให้บริษัทต่างประเทศเพื่อซื้อขายหรือเจรจา

รัฐบาลมี 3 ส่วน ในการสนับสนุนด้านนี้ คือ 1.ในส่วนกองทุนอยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรมเรียกว่ากองทุนสื่อสร้างสรรค์เป็นผู้พิจารณางบประมาณสนับสนุนการผลิตสามารถไปยื่นเรื่องได้ 2.กระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าที่สนับสนุนในระดับนโยบายและอุตสาหกรรม 3.กระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมการค้าและการเจรจาการพบปะแลกเปลี่ยนซื้อขาย ดังนั้น ถ้าเกิดจะประสานงานด้านใดต่างก็มีช่องทางในการติดต่อ” ส.ส.ดร.มัลลิกา ในฐานะอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว