พลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ นักธุรกิจ-นักสะสมร่วมประมูลกล้องไลก้า รุ่นเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ชุด 214 ล้านบาท
อิ่มสุขไปกับการให้ที่ยิ่งใหญ่ใน “โครงการประมูลกล้องถ่ายภาพชุดพิเศษ Leica รุ่น M 10-P Limited Edition เฉลิมพระเกียรติเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. ๒๕๖๒ (เพื่อ ๒๒ องค์กรการกุศล)”
ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน Sustainability Expo 2022 (SX 2022) เอ็กซ์โปแสดงสินค้าด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดโดย 5 องค์กรชั้นนำด้านความยั่งยืนของไทย ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อค่ำคืนวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา
มีคนดังในแวดวงสังคม แวดวงธุรกิจ และนักสะสมกล้อง เข้าร่วม อาทิ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และรองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย, ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, นายอภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์, บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะวันเอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด
ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน), รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น


ที่มาจัดสร้างกล้องไลก้าชุดพิเศษ
โดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน และอดีตนายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 ไทยเบฟเวอเรจได้ร่วมเทิดพระเกียรติ และเฉลิมฉลองในโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดสร้างกล้องถ่ายภาพไลก้ารุ่นดังกล่าวขึ้น จำนวน 30 ชุด เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
การจัดสร้างกล้องไลก้านี้ คณะผู้จัดทำได้นำส่วนหนึ่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ตามลำดับ จำนวน 6 ชุด อีกทั้งมอบให้พิพิธภัณฑ์บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดเก็บ 1 ชุด และมอบให้พิพิธภัณฑ์ไลก้า ประเทศเยอรมนี จัดเก็บ 1 ชุด
“สำหรับ 22 ชุด ที่นำออกจำหน่าย เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการนี้ ไทยเบฟเวอเรจได้น้อมนำพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ด้วยการซื้อกล้องถ่ายภาพทั้งหมด และนำเงินรายได้จำนวน 35 ล้านบาท ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้น จึงได้นำกล้องถ่ายภาพจำนวน 22 ชุด มอบให้กับ 22 มูลนิธิ และองค์กรการกุศล เพื่อนำมาจัดประมูลในครั้งนี้” ประธานกรรมการอำนวยการจัดงานเผย
งานประมูลครั้งนี้ ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันการประมูลคริสตี้ส์ ประเทศไทย จัดในรูปแบบกาล่าดินเนอร์ แบ่งการประมูลเป็น 5 ช่วง ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ บรรยากาศสุดคึกคักและชื่นมื่นแห่งการให้ เพราะต่างคนต่างยกป้ายแข่งขันอยากเป็นเจ้าของกล้องไลก้าชุดพิเศษนี้และร่วมทำบุญ ทำให้จบยอดประมูลกล้องไลก้า 21 ชุด ไปถึง 214 ล้านบาท

ผลประมูลกล้องไลก้า21ชุด
สำหรับผลการประมูลกล้องไลก้า 21 ชุด ได้แก่
-
- มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 5 ล้านบาท
- มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 5 ล้านบาท
- มูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 5 ล้านบาท
- มูลนิธิจุฬาภรณ์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 5.5 ล้านบาท
- มูลนิธิ TO BE NUMBER ONE จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 5.5 ล้านบาท
- ศิริราชมูลนิธิ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 7 ล้านบาท
- มูลนิธิรามาธิบดี จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 7 ล้านบาท
- มูลนิธิสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 12 ล้านบาท
- มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จัดประมูลกล้องไลก้าสีเหลืองได้ในราคา 15 ล้านบาท
- มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเหลืองได้ในราคา 16 ล้านบาท
- ไตรโครงการ ประกอบด้วย 3 มูลนิธิ ได้แก่ มูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิภูบดินทร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเหลืองได้ในราคา 20 ล้านบาท
- มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดประมูลกล้องไลก้าสีเหลืองได้ในราคา 25 ล้านบาท
- มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 15 ล้านบาท
- มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 8 ล้านบาท
- มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 8.5 ล้านบาท
- มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 9 ล้านบาท
- มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 10 ล้านบาท
- องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 8.5 ล้านบาท
- มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 9.5 ล้านบาท
- สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 6.5 ล้านบาท
- มูลนิธิชัยพัฒนา จัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวได้ในราคา 11 ล้านบาท
ขณะที่ สถาบันโรคไตแห่งประเทศสิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นมูลนิธิที่ 22 จะจัดประมูลกล้องไลก้าสีเขียวภายหลังที่ประเทศสิงคโปร์



นักธุรกิจ-นักสะสมเปิดใจ
หลังจบงานประมูล ผู้ชนะประมูลต่างเปิดใจด้วยสีหน้ามีความสุข อย่าง มร.เทอเรนซ์ ชง นักธุรกิจชาวฮ่องกง ซึ่งทุ่มเงินสูงสุดที่ 30 ล้านบาท โดยประมูลกล้องไลก้าชุดสีเหลือง 1 ชุด ยอด 25 ล้านบาท รายได้เข้ามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และชุดสีเขียว 1 ชุด ยอด 5 ล้านบาท รายได้เข้ามูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า เป็นนักสะสมกล้อง มีกล้องรุ่นพิเศษเก็บสะสมจำนวนมาก
หลังทราบข่าวการประมูลกล้องถ่ายภาพไลก้าชุดพิเศษบรมราชาภิเษก จากสถาบันประมูลคริสตี้ส์ ประเทศไทย จึงลงทะเบียนเข้าร่วมประมูล และบินมาประเทศไทยเพื่อร่วมประมูล โดยประมูลกล้องสีเหลือง หมายเลข 8/10 1 ชุด เพราะเลข 8 ถือเป็นเลขมงคล นอกจากนี้ยังประมูลกล้องสีเขียวอีก 1 ชุดด้วย สำหรับตนไม่สำคัญหรอกว่า กี่บาท กี่ดอลลาร์ แต่ความสำคัญอยู่ตรงเงินที่บริจาคให้มูลนิธิและองค์กรการกุศลเป็นประโยชน์กับสังคมส่วนรวม มูลนิธิได้นำไปใช้ดำเนินงานตามภารกิจขององค์กร
ส่วน พญ.เจรียง จันทรกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก-ปิยะเวท เป็นผู้ประมูลกล้องสีเขียว หมายเลข 5/20 ของมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ในราคา 15 ล้านบาท กล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นกันว่า เนื่องจากตัวเองเป็นนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 24 จึงอยากจะทำเพื่อองค์กร หลังจากได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชามา และทำงานมาตลอดชีวิตนี้ ก็เพราะได้รับความรู้จากสถาบันนี้ สำหรับบรรยากาศการประมูลนี้เห็นได้ชัดเจนว่า พวกเราทั้งหมดรักในหลวงและทำงานถวายแด่พระองค์ท่าน ทุกคนประมูลกันสนุกสนานและเอาจริงเอาจัง อยากขอบคุณแทนประชาชนคนไทยทั้งหมดที่ทุกท่านมาร่วมงานวันนี้ ทำให้งานประสบผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยม
21มูลนิธินำเงินไปช่วยเหลือประชาชน
ด้าน รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวเสริมว่า หลังจากนี้จะนำกล้องที่ชนะการประมูลไปจัดแสดงที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น คิดว่าจะเป็นตัวอย่างของการเสียสละและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต้องกราบขอบพระคุณ พญ.เจรียง จันทรกมล รวมทั้งผู้จัดงาน โดยบรรยากาศของวันนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของผู้ให้ ความสุขของผู้รับ เพื่อจะนำสิ่งที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ส่วนตัวเชื่อว่าทุกองค์กรการกุศลและมูลนิธิ มีจุดมุ่งหมายจะนำสิ่งเหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับ มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มีวัตถุประสงค์หลักที่จะผลิตบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือประชาชน พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ เราเชื่อว่าการบริจาคเข้ามูลนิธิหนึ่งส่วน มันจะพัฒนามาเป็นความรู้ต่อยอด เฉกเช่นเดียวกันการผลิตวัคซีน เครื่องช่วยหายใจช่วงโควิด ทางมูลนิธิก็สนับสนุนเต็มที่ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อประชาชน สำหรับกล้องสีเขียว หมายเลข 5/20 นั้นมีความหมายกับเรามาก โดยเลข 5 เป็นสัญลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นองค์ผู้ให้กำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มียอดประมูลสูงสุดถึง 25 ล้านบาท กล่าวว่า งานนี้จัดได้ดีมาก ทางผู้จัดได้เชื่อมความพิเศษของกล้องไลก้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย จึงน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคุณฐาปนที่เอากล้องมาให้ผู้สนใจประมูลและอุทิศเงินให้มูลนิธิที่ทำการกุศล
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงก่อตั้งมูลนิธิเมื่อ 27 ปีที่แล้ว โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธาน มูลนิธิได้ช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมมาตลอด 27 ปี ตอนหลังเราทำเรื่องป้องกันและเฝ้าระวังภัย ด้วยการติดตั้งเครื่องโทรมาตรในพื้นที่ต้นน้ำ อีกทั้งช่วยเรื่องฟื้นฟูด้วย ฉะนั้นเงินทุกบาททุกสตางค์จะนำไปช่วยประชาชน ซึ่งเวลานี้จากวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศที่เราก็เห็นกันอยู่แล้ว ทางมูลนิธิต้องช่วยทั้งถุงยังชีพพระราชทาน โรงครัวพระราชทาน ก็จะนำเงินจำนวนนี้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด
“เงินทั้งหมดที่ได้มาเชื่อว่าจะเป็นกำลังใจให้แต่ละมูลนิธิ ที่ได้ทำงานช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามฉุกเฉินทั้งหลาย จะช่วยเป็นอย่างมาก” ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์กล่าว
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งมูลนิธิมียอดประมูล 11 ล้านบาท กล่าวว่า อาจมีประเด็นที่คนไม่ค่อยรู้เรื่องและเข้าใจกัน มูลนิธิชัยพัฒนาเป็นที่รับรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และเป็นมูลนิธิที่ทรงกำหนดเหมือนเป็นมรดกให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งต่อไป ทีนี้มีประเด็นซึ่งแปลกมากคือ ตอนตั้งมูลนิธิขึ้นมาใหม่ ทรงห้ามเรี่ยไรเงิน
โดยทรงรับสั่งง่ายๆ ว่า ในการที่ฉันเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นนายกฯ เที่ยวจะไปขอเงินเขา เขาอาจจะให้แต่ว่าเขาเต็มใจหรือเปล่าไม่รู้ ผมก็เลยกราบบังคมทูลว่า แล้วเราจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้ ทรงตอบว่ามีอะไรก็เล่าให้เขาฟังว่าเราทำอะไร เมื่อเขามีศรัทธาแล้วเขาจะเอาเงินมาช่วยเอง ซึ่งวันนี้เป็นที่พิสูจน์อีกครั้ง แต่ละคนประกาศว่าโควิดเกิดขึ้นแล้วต้องสู้กัน มันก็ตั้งอยู่บนแรงศรัทธาจริงๆ วันนี้คนไทยยังรู้จักให้กันอยู่ แล้วมูลนิธิก็เป็นตัวกลางเอาเงินจากผู้มีจิตศรัทธาให้ส่งต่อไปที่ประชาชนที่เขาต้องการ ซึ่งมีความทุกข์สารพัด อีกทั้งยังมีเรื่องสิ่งแวดล้อม อาชีพ โควิด-19 ที่เราช่วย 370 โรงพยาบาล


ดร.สุเมธกล่าวอีกว่า ตราบใดที่แรงศรัทธาของประชาชนยังอยู่ เราก็จะทำสนองต่อไปตามพระราชกระแสรับสั่ง อย่างที่เคยเล่าให้ฟัง ว่าก่อนพระองค์เสด็จฯ จากเราไป ก็ทรงเรียกผมไปสั่งเสีย รับสั่งว่างานยังไม่เสร็จ ทรงย้ำถึง 3 ครั้งด้วยกัน แม้ทรงประชวรหนักมากแล้วก็ตาม ฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราต้องทำงานต่อ ทั้งนี้ มูลนิธิจะนำเงินไปช่วยเหลือสถานการณ์โควิดต่อ อีกทั้งทำเรื่องฟื้นฟูป่าต้นน้ำต่อไป
“พระเจ้าอยู่หัว (ร.9) เคยมีรับสั่งว่าประเทศชาติของเราอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะคนไทยยังให้กันอยู่ การประมูลวันนี้ชัดเจนว่าคนไทยยังให้จริงๆ” ดร.สุเมธกล่าว
พลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่

