จบลงไปแล้วกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ผู้ชนะคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่วน ฮิลลารี คลินตัน ก็พลาดที่จะก้าวขึ้นเป็น “ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา”
หรือ “คนอเมริกันยังไม่พร้อมจะมีผู้หญิงเป็นประธานาธิบดี?” เป็นคำถามที่ในแวดวงเฟมินิสต์ตั้งข้อสังเกต ซึ่งประเด็นนี้

รศ.สุชีลา ตันชัยนันท์ นักวิชาการอิสระ และผู้อำนวยการสถาบันปัญญาสิกขา กล่าวว่า การที่ฮิลลารี คลินตัน ไม่ได้รับการเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะมีผู้นำประเทศเป็นสตรี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าผู้สมัครหญิจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและทำงานอย่างหนัก ก็ยังไม่สามารถเอาชนะใจชาวอเมริกันได้
“สิ่งนี้เป็นการทวนกระแสโลก ที่สตรีทั้งในยุโรปและเอเชียได้รับการยอมรับให้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ เช่น เยอรมนี อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรป ส่วนทางเอเชียก็มีพม่า เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ที่เมื่อก่อนก็เคยมีประธานาธิบดีหญิงถึง 2 คน หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน”
รศ.สุชีลากล่าวว่า เป็นที่น่าเสียดายที่ฮิลลารีพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะนโยบายของเธอมีความโดดเด่นในเรื่องการส่งเสริมสิทธิและโอกาสของสตรี เด็ก และผู้ด้อยโอกาสต่างๆ ส่วนนโยบายต่างประเทศก็เน้นความร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อแก้ปัญหาของโลก
“ถ้าเธอได้เป็นประธานาธิบดี การเมืองแบบผู้หญิงที่เน้นไปที่ความร่วมมือและสันติภาพจะเป็นประเด็นใหญ่ ทำให้โลกลดความตึงเครียดลง จากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ฮิลลารีพ่ายแพ้ ก็อาจมีปัจจัยส่วนบุคคล ตรงนี้ที่ส่งผลด้านลบต่อคะแนนนิยมของเธอ เช่น อีเมล์อื้อฉาว ปัญหาของสามีเธอ ทำให้เธออาจจะขาดความสง่าในการขึ้นสู่อำนาจก็ได้”
หากดูเอ็กซิตโพลชี้ว่าคนอเมริกันจำใจ? เลือกผู้นำ คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 2 ฝ่าย ต่างก็จำใจเลือกผู้สมัครประธานาธิบดี โดย 59 เปอร์เซ็นต์ มองว่านางฮิลลารีไม่ซื่อสัตย์ หรือไว้ใจไม่ได้ ส่วนอีก 64 เปอร์เซ็นต์ มองว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานาธิบดี “เป็นเลือกเพราะจำใจต้องเลือก”
รศ.สุชีลากล่าว และว่า ‘แต่ก็เป็นที่น่าสังเกต’ อีกอย่างหนึ่งก็คือ คะแนนของฮิลลารีในส่วนของคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต โดยประชาชนทั่วประเทศ ชนะโดนัลด์ ทรัมป์ 2 แสนคะแนน และอีกโหวตหนึ่งคืออิเล็กเทอรัลโหวต หรือคะแนนคณะผู้เลือกตั้งตัวแทนของรัฐต่างๆ ลงคะแนน ทรัมป์ได้ 290 และฮิลลารีได้ 200 กว่า คือ ทรัมป์ชนะจากตรงนี้ แสดงว่า “ชนชั้นนำของอเมริกันยังมีความคิดอนุรักษนิยมในเรื่องของผู้นำประเทศ แม้ว่าจะมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ทำให้ฮิลลารีพ่ายแพ้ คิดว่าปัจจัยเรื่องเพศอาจเป็นหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยสำหรับคนที่ลงคะแนนเลือกผู้แทนของรัฐ” รศ.สุชีลาแสดงความเห็น
อย่างไรก็ตาม หากดูจำนวน ส.ส.หญิงและ ส.ว.หญิง ของสหรัฐ เมื่อก่อนมีจำนวนน้อย แต่ระยะหลังมีเพิ่มขึ้น และคนได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือ ส.ว. โดยเฉพาะผู้หญิง ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างมาก ทำงานหนักมาก และถูกตรวจสอบค่อนข้างเยอะ ถ้าเทียบกับ ส.ส.หรือ ส.ว.ที่เป็นผู้ชาย อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่ชี้เหมือนกันว่าคนยังไม่เชื่อมั่นว่าผู้หญิงจะทำหน้าที่ได้ดีเท่าผู้ชาย หรือเป็นเหตุแห่งเพศ คือ เอาเรื่องเพศเป็นข้อจำกัด
“อย่าง พันโทหญิง ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ นักการเมืองหญิงอเมริกันเชื้อสายไทยที่ได้เป็น ส.ว.คนใหม่ รัฐอิลลินอยส์ ก็เป็นกรณีที่ชัดเจนว่าต้องทำงานอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และในฐานะที่เป็นผู้หญิงรวมทั้งมีเชื้อสายเอเชียก็ต้องทำงานหนักเป็น 2 เท่า”
อีกหนึ่งว่าที่สุภาพสตรีหมายเลข 1 เมลาเนีย ทรัมป์ ศรีภรรยาคนที่ 3 ของทรัมป์ ที่เมื่อเขาประกาศชนะการเลือกตั้ง ภาพเก่าๆ ของเมลาเนียที่ถ่ายแบบในลักษณะนุ่งน้อยห่มน้อยก็ถูกนำมาแชร์ว่อนเน็ต จากประเด็นนี้ รศ.สุชีลาวิเคราะห์ว่า เพราะเหตุที่เธอเป็นผู้หญิงนั่นเอง ทำให้เธออยู่ในฐานะที่เสียเปรียบทำให้สังคมจับจ้องและหยิบยกจุดอ่อนที่อาจเป็นเรื่องเล็กน็อยถ้าเปรียบเทียบกับผู้ชาย ที่อาจไม่ได้โดนจับจ้องหรือถูกมองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ขณะที่ผู้หญิงต้องถูกตรวจสอบมากขึ้น ถึงได้รับการยอมรับมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงวางตัวลำบากเช่นกัน
“จุดนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้หญิงเมื่อก้าวขึ้นสู่ระดับสูงแล้ว ต้องไม่มีจุดด่างพร้อย ไม่มีปัญหาส่วนตัว ไม่ว่าเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างฮิลลารี คลินตัน ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง เรื่องของเหตุแห่งเพศก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ปัจจัย แต่อาจไม่ใช่เป็นปัจจัยหลักที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้” รศ.สุชีลากล่าว

เปิดสถิติข้อมูลผู้หญิงในการเมืองสหรัฐ
สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในชาติอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
แต่ยังเป็นไม่กี่ประเทศที่ยังไม่เคยมีผู้นำเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ตัวเลขของสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ในวาระการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 115 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3 มกราคม 2560-3 มกราคม 2562 เป็นผู้หญิง 21 จาก 100 คน คิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์
ขณะที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวาระการประชุมสมัยสามัญที่ 114 ระหว่างเดือนมกราคม 2558-มกราคม 2560 อยู่ที่ 104 จาก 435 คน คิดเป็นเพียงแค่ 19.4 เปอร์เซ็นต์


