เปิดมุมมอง ‘โรจนา สังข์ทอง’ กระบอกเสียงแทนสัตว์ ยกระดับสวัสดิภาพ เพราะสัตว์พูดไม่ได้

22.10.22 | 18:13 น.

โรจนา สังข์ทอง กระบอกเสียงแทนสัตว์ ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในเมืองไทย เพราะสัตว์พูดไม่ได้

“เพราะสัตว์พูดไม่ได้ ถ้ามองจริงๆ องค์กรที่ช่วยเหลือสัตว์ในโลกนี้เมื่อเทียบกับองค์กรที่ช่วยเหลือมนุษย์ อัตราส่วนองค์กรช่วยเหลือสัตว์มีน้อยมาก และในประเทศไทยยังมีอะไรอีกเยอะมากเกี่ยวกับสัตว์ที่ต้องได้รับการพัฒนา และเปลี่ยนแปลง” โรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เผยถึงเหตุผลของการทำหน้าที่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรฯ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงแทนสัตว์ต่างๆ เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ ให้ได้รับการปกป้องคุ้มครอง และยุติการทารุณกรรมสัตว์อย่างถาวร

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับโลกมีสำนักงาน 15 แห่งทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยซึ่งได้มีการดำเนินการเพื่อปกป้องสัตว์จากความทุกข์ทรมาน มาเป็นเวลา 55 ปี มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ ประเทศอังกฤษ โดยที่ผ่านมาองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ได้ดำเนินกิจกรรมผ่านโครงการต่างๆ ในประเทศไทย อาทิ โครงการส่งเสริมระบบอาหารอย่างยั่งยืน โดยยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ฟาร์ม

การยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตช้างไทยให้ดีขึ้น และเพื่อให้สัตว์ป่าทุกตัวได้มีโอกาสที่จะมีชีวิตอย่างมีอิสระตามธรรมชาติ โดยตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพชีวิตมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูลกัน

ปัจจุบันองค์กรฯ มียุทธศาสตร์ในการดำเนินภายใต้มิชชั่นหลักในปี ค.ศ. 2021-2030 คือ ‘We’re working to change the way the world works, to end animal cruelty and suffering. Forever.ความหมายคือ พยายามทำทุกอย่างเพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และยุติการทารุณกับสัตว์ต่างๆ อย่างถาวร  ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ในระดับชุมชนจนถึงระดับโลก ซึ่งสัตว์ในที่นี้หมายรวมถึง สัตว์ป่า และ สัตว์ที่อยู่ในระบบฟาร์มอุตสาหกรรมทั้งหลาย

Advertisement

“ในการทำงานของ องค์กรฯ เรารู้ดีว่าเพียงแค่เสียงของ องค์กรฯ คงไม่ดังพอ ดังนั้น We ในที่นี้จึงไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัครของ องค์กร  เท่านั้น เพราะการจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือ ดังนั้น We คือ เราทุกคน ทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน องค์กรภาคีเครือข่าย ภาครัฐ และภาคเอกชน จะต้องเข้ามาร่วมมือกัน ซึ่งนับแต่ก่อตั้งองค์กรในปี พ.ศ.2493 เราก็ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรณรงค์ยุติการทำทารุณกรรมสัตว์ เราทำงานเพื่อจะสร้างความตระหนักและยกสวัสดิภาพสัตว์ไปสู่ระดับสากล” ผู้อำนวยการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก  ประเทศไทย กล่าว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรจนา ได้สั่งสมประสบการณ์ทำงานในองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร (NGO) ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดยเป็นวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญในด้าน
กลยุทธ์การสื่อสารและการระดมทุน รวมทั้งการจัดการทุนมนุษย์และสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อร่วมขจัดปัญหาความยากจน ผ่านการลงพื้นที่ภาคสนามอย่างต่อเนื่อง

“เดิมทีเราทำงานด้านองค์กรธุรกิจเกือบ 15 ปี ก่อนจะผันตัวทำงาน เอ็นจีโอ มา 10 กว่าปีแล้ว เหตุผลที่เข้าสู่วงการ เอ็นจีโอ มาจากเมื่อเราทำงานถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกว่า การทำงานเพื่อ Good Causes มันให้ Job Satisfaction ที่ดีกว่า ทำให้เรามีความสุขการทำงานไม่ใช่แค่ทำงานเพื่อหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้กับตัวเองแต่ทุกๆ วันที่เราทำงาน เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำจะช่วยพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ พัฒนาสิ่งแวดล้อมและช่วยเหลือคนทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเมื่อมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทยได้ 4 ปี แล้ว”

“ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นสัตว์? เพราะสัตว์มันพูดไม่ได้ ถ้ามองจริงๆ องค์กรที่ช่วยเหลือสัตว์ในโลกนี้เมื่อเทียบกับองค์กรที่ช่วยเหลือมนุษย์อัตราส่วนองค์กรช่วยเหลือสัตว์มันน้อยมาก และในประเทศไทยยังมีอะไรอีกเยอะมากเกี่ยวกับสัตว์ที่ต้องได้รับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น อย่างในเมืองนอกถ้าพูดถึงเรื่องการดูแลสัตว์มันเป็น Agenda ของประเทศเขาเลย เช่น สุนัขในยุโรปทุกตัวต้องลงทะเบียน ใครเป็นเจ้าของ มีการดูแลอย่างไร คือมีกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ที่ชัดเจน แต่ในเมืองไทยยังไม่มีตรงนั้น ซึ่งเรารู้สึกว่าถ้าความรู้ความสามารถของเราสามารถช่วยให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ก็อยากจะทำตรงนี้มากกว่า”

“หลายคนอาจจะมองว่าคนทำงานด้านเอ็นจีโอ วันๆ ได้แต่ถือป้ายประท้วงไม่มี Career Path หรือไม่มีความก้าวหน้าทางอาชีพ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ การที่เรามาทำงานด้านนี้ ความรู้ความสามารถของเราต้องมีมากกว่าทำงานในองค์กรธุรกิจด้วยซ้ำไป เพราะว่างานของเรามีความเสี่ยง และที่สำคัญคือเป็นงานที่เราทำเพื่อคนอื่น ผลตอบแทนของเรามันได้อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่ากว่าการรับเงินเดือนตอนสิ้นเดือน”

“แต่อย่างไรก็ตามการทำงาน เอ็นจีโอ ก็เป็นอาชีพที่เราเลี้ยงตัวเองได้ แต่ก็ยอมรับว่าคนที่จะทำงาน เอ็นจีโอ ต้องมีความเสียสละมากพอสมควร อย่างที่บอกว่าเป็นงานที่มีความท้าทาย เพราะว่าการทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆ ทางด้านโยบาย ทางด้านการปกป้องและคุ้มครองสัตว์ ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ต่อต้าน รวมถึงมีทีมงานที่พร้อมจะลุยไปด้วยกัน ซึ่งโชคดีมากที่เราได้ทีมงานที่ We’re together จริงๆ  มีบางครั้งที่หน้างานมีอาจจะมีความเสี่ยงก็จะบอกน้องๆ ในทีมว่าไม่ต้องไปก็ได้นะ แต่เขาก็จะบอกว่าไม่ได้เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้วเราก็ต้องไปด้วยกัน”

ผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์บทบาทของผู้นำองค์กรฯ ได้เป็นอย่างดี โดยปีที่ผ่านมาองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ได้นำรายชื่อผู้สนับสนุน 10,400 รายชื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 เนื่องจากกังวลว่ากฏหมายฉบับนี้ มีช่องว่างที่อาจตกเป็นเครื่องมือส่งเสริมกระบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้เกิดการการยุติผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง เนื่องใน ‘วันเสือโลก’, การจัดกิจกรรม “Change for Chickens RUN 2020” เป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยเป็นงานวิ่ง เพื่อสุขภาพสำหรับทุกเพศ ทุกวัย พร้อมเสริมความรู้ความเข้าใจด้านหลักสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิภาพไก่ในฟาร์ม พร้อมกันนี้ยังร่วมนำเสนอรายงานเรื่อง Elephants. Not Commodities.

หรือ “ช้างไม่ใช่สินค้า” โดยเผยให้เห็นว่าความต้องการของนักท่องเที่ยวและผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการกระทำที่โหดร้ายทารุณต่อช้าง เพราะช้างต้องผ่านกระบวนการฝึกที่สร้างความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับช้าง เช่น การแยกลูกช้างจากแม่ช้างตั้งแต่ยังเล็ก การขังในซองแคบๆ การใช้ตะขอสับและขูดที่หัวลูกช้าง การใช้ไม้ทุบตี การล่ามโซ่สั้นๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ โรจนา ให้มุมมองด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในโลกปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ตอนอยู่ยุโรป เราเห็นครอบครัวและสังคมต่างเฝ้าสอนให้เด็กๆและเยาวชนมองผลประโยชน์ของสังคมเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว เปรียบเทียบกับคนไทยที่มักสอนให้เรียนเก่งๆ ทำงานดีๆ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงบทบาทภาครัฐบาลไทยที่ยังดูแลประชาชนไม่ดีพอ จึงทำให้เราต้องเน้นการเอาตัวรอดก่อนเป็นสำคัญ ดังนั้นภาครัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญที่จะต้องปลูกฝังให้เกิดค่านิยมของผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนส่วนตนให้มากขึ้นซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน”

พร้อมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า “ในฐานะที่เราเป็นผู้นำองค์พัฒนาเอกชนที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยเฉพาะในประเด็นด้านสัตว์และชุมชน หลายครั้งที่เราได้เข้าร่วมประชุมและได้รับ คำถามถึงบทบาทผู้นำองค์กร เอ็นจีโอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้หญิง ที่มักถูกมองในแง่ลบทั้งด้านความสามารถที่ไม่เท่าเพศชายและในฐานะผู้นำ เอ็นจีโอ ซึ่งมักถูกมองเป็นกลุ่มชอบสร้างปัญหา ทำให้ที่ผ่านมาเราต้องทำงานอย่างหนักและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือสัตว์และชุมชนพร้อมกับพิสูจน์ในทุกคนเห็นศักยภาพ และบทบาทของเอ็นจีโอที่ขับเคลื่อนโดยผู้นำผู้หญิงในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกอย่างยั่งยืน”

เป้าหมายหรือความสำเร็จในการทำงานของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน สำหรับ โรจนา เธอกล่าวทิ้งท้ายถึงความสำเร็จในการทำงานว่า

“ความสำเร็จมี 2 ส่วน ถ้าความสำเร็จส่วนตัว คิดว่าตัวเองก็ประสบความสำเร็จสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายของตัวเอง ได้ทำงานเพื่อสังคม เป็นคนที่ชอบชื่นชมความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ จากการทำงาน เหมือนกับการก้าวไปทีละขั้น Going in the right  direction มันอาจจะไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางแสดงว่าเรากำลังเดินไปถูกทางสักวันก็จะไปถึงความสำเร็จในเป้าหมายสูงสุดที่ตั้งใจไว้ เช่น การที่เรามีทีมงานที่เข้มแข็ง ตั้งใจทำงานและ ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน มุ่งมั่นไปด้วยกัน ทำงานอย่างมีความสุข อันนี้ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งในการทำงาน”

แต่ถ้าในฐานะผู้อำนวยการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย มีอีกหนึ่งเป้าหมายที่อยากทำให้สำเร็จ คือ อยากให้คนไทยรู้จัก องค์กรฯ มากขึ้นกว่านี้ สัก 10% ของคนไทย หรืออย่างน้อย 7 แสนหรือ 1 ล้านคน อยากให้คนไทยรู้ว่า องค์กรฯ เป็นใคร ทำอะไร อยากให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานขององค์กรฯ  มากกว่านี้ เพราะอย่างที่บอก People Power เสียงของประชาชนคนไทยยิ่งดังเท่าไหร่ก็ยิ่งมีส่วนทำให้เกิดการขับเคลื่อนยกระดับสวัสดิภาพสัตว์และยุติการทารุณสัตว์ในทุกรูปแบบอย่างยั่งยืนที่แท้จริง”

ซึ่งล่าสุด องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เตรียมจัดงาน “Happy Meat Happy Me” สัตว์อยู่ดี คนอยู่ได้ นิทรรศการเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัย เพื่อเชื่อมโยงและกระตุ้นแนวโน้มการปรับปรุงการเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบอย่างมีมนุษยธรรม และคำนึงถึงสวัสดิภาพที่ดีของสัตว์ในฟาร์ม ก่อนส่งออกมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค โดยนำร่องกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนเมือง ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ณ ชั้น G อาคารสามย่านมิตรทาวน์

“งานสำคัญของเราคือการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนและสังคม องค์กรฯ ทำงานตามลำพังไม่ได้ เรามีการพูดคุยกับผู้ผลิต ผู้ซื้อ และผู้บริโภค เพราะต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน อีกเป้าหมายหนึ่งของเราเลยก็คือ People Power ถ้ามีการเรียกร้องจากผู้บริโภค มันจะเป็นเสียงที่ดังขึ้น การจัดงาน Happy Meat Happy Me วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัย”

“ดังคำกล่าวที่ว่า ‘You are what you eat’ และการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมในเรื่องความเชื่อมโยงกันของปัญหาสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อคุณภาพชีวิตคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนทางเลือกในการเลือกอาหารโปรตีนที่ส่งผลดีต่อทั้งระบบ รวมทั้งมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาเร่งด่วนของโลกในยุคปัจจุบัน โดยมุ่งหวังความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้จำหน่าย ในการร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนในอนาคต”

ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการที่ผู้เข้าชมงานจะได้รับรู้ข้อมูลแหล่งอาหารจากเนื้อสัตว์ที่มีสวัสดิภาพ
ที่ดี มีอยู่ที่ไหนบ้าง และดีอย่างไรที่จะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค รวมถึงการออกร้านจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร
ที่ปลอดภัยและมิตรกับผู้บริโภค สัตว์และสิ่งแวดล้อม

“สิ่งที่เราทำ ไม่ได้มุ่งหวังให้ทุกคนไม่กินเนื้อสัตว์เลย เพราะเราเข้าใจดีว่าสัตว์พวกนี้เป็นอาหารของคนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราต้องการคือการสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกคน ทุกฝ่ายว่า สัตว์เหล่านี้ก็มีชีวิต จิตใจ กว่าจะมาเป็นอาหารให้เรามันทรมานอย่างไร อีกส่วนหนึ่งคือความทรมานของสัตว์เหล่านั้น เมื่อเรากินเข้าไปจะส่งผลเสียต่อเราอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราพยายามสื่อสารออกไป เปรียบกับตัวเรา เราเองก็อยากมีชีวิตที่มีความสุขไปจนถึงวันสุดท้าย สัตว์ก็เช่นกันเขาก็ต้องการคุณภาพชีวิตไปจนกว่าจะกลายมาเป็นอาหารนั่นเอง”