เปิด 9 สัญญาณอันตราย เปลี่ยน ‘คู่รัก’ เป็น ‘คู่แค้น’ รักหึงหวง ‘ไม่ใช่’ รักโรแมนติก
“อยากโดนเป็นเจ้าของ อยากมีคนจับจอง”
เนื้อเพลงท่อนหนึ่ง ที่หลายคนนำมาขับร้องด้วยความเหงา หรือแซวใครก็ตาม
แต่ในชีวิตจริงของหลายคู่รัก การโดนแสดงความเป็นเจ้าของ อาจเป็นความทุกข์ระทม สร้างบาดแผลทางร่างกายและจิตใจ เนื้อหาส่วนหนึ่งในงานเปิดตัวโครงการ “Abuse is Not Love” (ความรุนแรงไม่ใช่ความรัก) เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความรุนแรงในคู่รัก
จัดโดย อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ โบเต้ (Yves Saint Laurent Beauty) แบรนด์เครื่องสำอางภายใต้ลอรีอัล ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

9 สัญญาณอันตรายเปลี่ยนคนรักให้เป็นคนร้าย
จูลี่ แฮสเซล ผู้จัดการทั่วไปแบรนด์ อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ โบเต้ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เราตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในคู่รัก และอยากซัพพอร์ตผู้หญิงให้มีอิสระทางความคิด อิสระจากความรุนแรง และอิสระในการแต่งตัว จึงมีโครงการ Abuse is Not Love ในการรณรงค์ชุดความรู้ความเข้าใจแก่คนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่นำไปสู่ความรุนแรงในคู่รัก เพื่อหยุดความรุนแรง
โดย 9 สัญญาณอันตราย (9 Warning Signs) ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง มีดังนี้
1.หมางเมิน ในวันที่พวกเขาโกรธ
2.แบล็กเมล์ ถ้าคุณปฏิเสธที่จะทำบางอย่าง
3.ทำให้อับอายขายหน้า จนคุณรู้สึกไม่ดีกับตนเอง
4.พยายามปั่นหัว เพื่อบังคับให้คุณทำหรือพูดบางอย่าง
5.หึงหวง ในทุกอย่างที่คุณทำ
6.ควบคุม ว่าคุณจะไปไหนและแต่งตัวแบบใด
7.รุกราน ด้วยการตรวจโทรศัพท์หรือติดตามที่อยู่ของคุณ
8.ตัดขาด ให้คุณออกจากเพื่อนและครอบครัว
9.ข่มขู่ ด้วยการบอกว่าคุณไม่ปกติและปลูกฝังความกลัว

รักหึงหวง ‘ไม่ใช่’ รักโรแมนติก
เป็นการรณรงค์ในเดือนยุติความรุนแรง ที่ถูกใจ ‘จะเด็จ เชาวน์วิไล’ ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่ผ่านมาพยายามรณรงค์ให้คนในสังคมเปลี่ยน “ความคิดชายเป็นใหญ่” ต้นเหตุความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว เป็นการ “เคารพสิทธิต่อกัน”
อาจทำให้คนนึกภาพไม่ออก ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร กระทั่งมีเช็กลิสต์ 9 สัญญาณอันตรายนี้ ที่บอกถึงความรุนแรงในเชิงรูปธรรมและนามธรรมให้ระวัง
จะเด็จ กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในคนรัก ยังคงเกิดขึ้นตลอด มีทั้งคู่รักชายหญิง คู่รักเพศเดียวกัน ทุกเพศมีโอกาสเผชิญความรุนแรงหมด แต่ละวันเรายังเห็นข่าวฆ่ากันตายในครอบครัว จนหลายคนอาจชาชิน ทั้งที่เป็นสิ่งที่ไม่ปกติ ที่ผ่านมามูลนิธิจึงพยายามประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีกลไกและเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้เสียหาย

“ผู้หญิงบางคนอาจดีใจว่าคนรักแสดงความหึงหวง และไม่คิดว่าเป็นความรุนแรงอะไร แต่จากประสบการณ์ช่วยเหลือผู้เสียหาย อยากบอกว่าความรุนแรงไม่ได้มีเพียงการทุบตี ทำร้ายกันเห็นในเชิงรูปธรรม แต่ความรุนแรงยังมีเชิงนามธรรม อย่างการใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ การเพิกเฉย ก่อนนำไปสู่ความรุนแรงที่ใหญ่กว่า จึงต้องมีการรณรงค์นี้”
“รักหึงหวงไม่ใช่รักโรแมนติก แต่เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของ หรือการใช้อำนาจอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับการควบคุมคนรัก ก็อยากรณรงค์ว่ารักคือความเท่าเทียม รักคือการเคารพสิทธิกัน”
จะเด็จ กล่าวอีกว่า เมื่อความรักเกิดมีความรุนแรงขึ้นแล้ว ผู้เสียหายไม่ควรอดทน บทเรียนผู้เสียหายที่มูลนิธิช่วยมา การอดทน ไม่ใช่ทำให้สถานการร์คลี่คลายดีขึ้น คือ ผู้กระทำไม่อาจเลิกกระทำด้วยตัวเขาเอง ฉะนั้นผู้เสียหายต้องรักตัวเองให้มาก พาตัวเองออกมาจากสถานการณ์ตรงนั้น
“ส่วนคู่รักอื่นๆ ก็สามารถนำ 9 สัญญาณเตือนนี้ไปเช็กลิสต์ดูได้ หากเข้าข้อไหนก็ลองพูดคุยกับคนรักดู ว่าอย่างไหนโอเค อย่างไหนไม่โอเค ปรับปรุงเพื่อจะเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อโดยไม่ใช้ความรุนแรงได้ แต่หากปรับปรุงไม่ได้ ก็ขอยุติความสัมพันธ์ตั้งแต่เนิ่นๆ” จะเด็จ กล่าวทิ้งท้าย


