ไฮไลท์อิชชู่ดัง! กระหึ่มสังคม ปี 65 ‘เด็ก-ผู้หญิง’ ยังเจ็บกับความรุนแรง ‘ผู้มีอำนาจ’ คุกคามทางเพศ
ภาพรวมสถานการณ์ทางสังคมไทย ปี 2565 คนไทยยังใช้และเผชิญความรุนแรงหลากหลายด้าน โดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศ แม้จะตระหนักและระวังมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ เกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์อยู่เรื่อยๆ
สรุปสถานการณ์ด้านสังคมปี 2565 ดังนี้
อดีตอธิการ ม.ศิลปากร แอบถ่ายแอร์โฮสเตส
ย้อนไปช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ใครจะคิดว่าโพสต์ที่เราคิดว่าเป็นเรื่องขำๆ ในเฟซบุ๊ก สร้างแรงกระเพื่อมในโซเชียลมีเดีย กดดันจนเราต้องตัดสินใจลาออกจากงาน
สำหรับกรณี ‘นายชัยชาญ ถาวรเวช’ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร โพสต์เฟซบุ๊กความตอนหนึ่งว่า
“ไปราชการเชียงราย ด้วยเวียตเจ็ต…. กลับพรุ่งนี้ค่ำๆ ท่านอดีตรัฐมนตรี xxx xxx นั่งข้างๆ
ถามว่า : อาจารย์ทำอะไร
“อจ.ชช : อ๋อ เวลาผมเดินทางด้วยเครื่องบิน ผมมักจะถ่ายรูปแอร์โฮสเตสไปฝากน้องๆ น่ะครับ ให้เขาน้ำลายไหลครับ”

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว ว่าเข้าข่ายคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) อีกทั้งผิดกฎหมายการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เนื่องจากการถ่ายภาพผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาติ
จนสุดท้ายอธิการบดีคนดังกล่าวต้องลบโพสต์ไป พร้อมชี้แจงว่าไม่ได้เป็นการประสงค์ร้าย และทำให้เกิดความเสียหาย
แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะกลุ่มนักสิทธิสตรีและ 21 องค์กรสตรี ออกแถลงการณ์ให้สภามหาวิทยาลัย ตั้งคณะกรรมการสอบอธิการบดีถึงพฤติกรรมดังกล่าว เนื่องจากเป็นผู้บริหารสูงสุดของสถาบันอุดมศึกษา พึงมีบทบาทเป็นผู้นำทางปัญญาของสังคม แต่กลับมีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงมาตรฐานจริยธรรมทางเพศที่ตกต่ำ ถือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี
ถูกกดดันทุกทิศทาง จนเข้าสู่เดือนพฤษภาคม เจ้าตัวตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย ในหนังสือลาออกระบุข้อความตอนหนึ่งว่า
“กระแสข่าวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นองค์กรที่กระผมทำหน้าที่ในตำแหน่งอธิการบดี ดังนั้นเพื่อให้รักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์ที่ดีของมหาวิทยาลัยศิลปากรต่อไป และเพื่อเป็นการดีต่อทุกฝ่าย กระผมจึงขอแสดงความรับผิดชอบ”
นักการเมืองชื่อดัง-หลานนักการเมือง ตกเป็นจำเลยข่มขืน
ที่ผ่านมาปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศ จากผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมเหนือกว่า เรื่องมักถูกเก็บเงียบไว้ใต้พรม จะด้วยไม่สู้ เพราะไม่อยากมีปัญหาภายหลัง เนื่องจากผู้กระทำเป็นหัวหน้างาน ผู้บังคับบัญชา หรือบางคนลองลุกขึ้นสู้เรียกร้องความยุติธรรมแล้ว แต่เรื่องไปไม่ถึงไหนสุดท้ายจำใจยอมไปเอง
แต่ช่วงหลายปีมานี้ยื่อถูกละเมิดทางเพศหลายคนออกมาส่งเสียงมากขึ้น เกิดการรณรงค์เรื่องสิทธิเนื้อตัวร่างกายต่างๆ จนสังคมเปิดใจและพร้อมอยู่ข้างผู้เสียหายมากขึ้น เรื่องเหล่านี้จึงถูกเปิดออกมา
ย้อนไปเมื่อเดือนเมษายน มีกรณี นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาวหลายราย โดยมีผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ถึง 18 ราย ขณะที่เจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างสอบสวนอยู่
เป็นคดีใหญ่สะเทือนสังคม และภาคการเมือง จนเจ้าตัวตัดสินใจลาออกจากพรรค ปชป. เพื่อไม่ให้กระทบกับพรรค และพร้อมพิสูจน์ความจริง
ตอกย้ำว่าปัญหานี้มีอยู่จริง ช่วงปลายปีได้เกิดกรณีหลานนักการเมืองข่มขืนนักแสดงสาว ซึ่งผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้แล้ว ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนเช่นนั้น

ผู้เสียหายทั้ง 2 คดีดัง สะท้อนออกมาคล้ายๆกัน ว่า การลุกขึ้นมาต่อสู้นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเจอทั้งคำข่มขู่ การกดดัน ไกล่เกลี่ย กระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นมิตรและคุ้มครองเหยื่อ แม้บางคนจะมีพยานหลักฐานการเอาทำผิดพร้อมก็ตาม
จากคดีดังกล่าวมีความพยายามถอดบทเรียนว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้กระทำ มีอำนาจเหนือกว่าเหยื่อ!
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สะท้อนว่า นี่คือลักษณะรัฐรวมศูนย์ ที่ให้อำนาจนักการเมือง ข้าราชการสูงมาก และสะท้อนประสิทธิภาพการทำงานของรัฐที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่างถูกกระทำไปแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจไม่รับแจ้งความ เพราะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว
จะเด็จห่วงว่าเด็กและเยาวชนกำลังตกเป็นเหยื่อละเมิดทางเพศ จากผู้มีอำนาจเหนือกว่า โดยเฉพาะผู้กระทำที่เป็นอาจารย์และครู ภายนอกดูดีมาก ทำให้คนรู้สึกชอบ รู้สึกดี และใช้ความสัมพันธ์ตรงนี้ไปคุกคามผู้หญิง ตรงนี้นอกจากสู้กับผู้มีอำนาจเหนือกว่า ยังต้องสู้กับทัศนคติสังคมที่ไม่เข้าใจ ชอบบอกว่าเด็กชอบและไปกับเขาเอง
จากคดีดังกล่าวมีการเรียกร้องให้ภาคการเมือง ทั้งรัฐสภา และพรรคการเมืองต่างๆ มีจริยธรรมทางการเมือง และปฏิบัติใช้จริงจังด้วย
นักสิทธิเด็กถูกกล่าวหา ‘ทุบตี-ใช้แรงงานเด็ก’ เสียเอง
เป็นข่าวช็อกสังคมไปตามๆ กัน กรณี ‘ครูยุ่น-มนตรี สินทวิชัย’ เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก (บ้านครูยุ่น) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งเป็นนักสิทธิเด็กชื่อดัง ถูกกล่าวหาว่าใช้คำพูดรุนแรงทำร้ายจิตใจเด็ก อีกทั้งทำร้ายเด็ก และใช้แรงงานเด็กโดยผิดกฎหมาย
โดย นายแก้วสรร อติโพธิ์ ประธานมูลนิธิคุ้มครองเด็ก ชี้แจงแทนครูยุ่นว่า มูลนิธิมีอำนาจการปกครองถูกต้องสามารถทำโทษเด็ก เหมือนพ่อทำโทษลูก ไม่ได้รุนแรงเกินกว่าเหตุ การที่มีเด็กร้องเรียนไม่กี่คน ซึ่งกลุ่มนี้บางคนติดยาเสพติด ถ้าเป็นที่อื่นก็จับส่งตำรวจหมดอนาคตไปแล้ว แต่สถานที่แห่งนี้พยายามอบรมสั่งสอน เพื่อให้กลับตัวเป็นคนดี จะมาหาว่าทำรุนแรงเกินไปได้อย่างไร
เป็นเรื่องราวแจ้งความขึ้นโรงพัก ครูยุ่นถูกแจ้งข้อกล่าวหาทำผิดใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ
คดีนี้ไม่เพียงปรากฏแต่คำบอกเล่า ยังมีคลิปเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาแพร่ว่อนในโลกออนไลน์ ทำเอาหลายคนผิดหวังกับนักสิทธิเด็กเบอร์ใหญ่ไปตามๆ กัน

เป็นผลทำให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตมูลนิธิฯ ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็นำเด็กในมูลนิธิออกมาคุ้มครองหมดแล้ว
ครูยุ่น กล่าวในวันเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาว่า ผมมีสิทธิที่จะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหา แต่ก็ยังมีความหวังกับสังคมนี้ว่าอยากเห็นอะไรที่มันดีงาม เชื่อว่าทุกคนก็ทราบ และเห็นรถรับ-ส่งนักเรียนไปโรงเรียนทุกวัน เด็กๆ แต่งตัวไปโรงเรียน เด็กๆ กระโดดเข้าวัด เข้าสวนได้อย่างอิสระ เชื่อว่าหลายๆ คนก็เห็น ยืนยันได้ว่าเท่าที่ประชาชนเห็นสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่สถานที่กักกันแน่นอน
ท่ามกลางความเงียบงันในกลุ่มนักสิทธิเด็ก ไม่มีใครออกมาส่งเสียงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนในที่สุดมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ออกมายื่นหนังสือให้กระทรวง พม.ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวน หน่วยงานในสังกัด ที่ปล่อยปะละเลยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวกับเด็ก
โดย นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว ยังเสนอให้มี ‘ผู้ตรวจการเด็กแห่งชาติ’ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ไม่ใช่การถ่ายโอนจากภาคราชการ เพื่อขับเคลื่อนคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างจริงจังในประเทศไทยต่อไป
สธ.คลอดประกาศทำแท้ง แต่ทำไมไม่ตอบโจทย์!
การตั้งครรภ์เป็นข่าวดีกับผู้หญิงหลายคน แต่ก็เป็นข่าวร้ายกับผู้หญิงอีกหลายคน นั่นเพราะพวกเธอตั้งครรภ์ไม่พร้อม การทำแท้งจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อม
จริงๆ การทำแท้งถูกกฎหมายในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมาเกือบ 2 ปีแล้ว ผ่านพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564
แต่ปีนี้มีความเคลื่อนไหวใหม่ๆ คือ การออกประกาศกระทรวงสาธารณะสุข (สธ.) เรื่อง “การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกในการยุติการตั้งครรภ์ ตามมาตรา 305 (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2565”
ซึ่งช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้เกิดการเคลื่อนไหวสำคัญคือ กระทรวงสาธารณะสุข (สธ.) ได้ออกประกาศกระทรวงเรื่อง “การตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือกในการยุติการตั้งครรภ์ ตามมาตรา 305 (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2565” เพื่อมาเติมเต็มแนวทางปฏิบัติ
รองรับมาตรา 305(5) ที่ระบุถึงกรณีผู้หญิงที่มีอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ ที่จะยุติการตั้งครรภ์ ให้แจ้งความประสงค์ต่อหน่วยบริการปรึกษา เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจและรับคำปรึกษาทางเลือก หากยังยืนยันยุติการตั้งครรภ์และอายุครรภ์อยู่ในเวลาที่กำหนด ให้ดำเนินการได้ตามข้อบังคับแพทยสภา แต่หากยืนยันตั้งครรภ์ต่อ ให้ผู้หญิงนั้นได้รับการดูแลช่วยเหลือ หรือได้รับการจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม

โดย นพ.พีรยุทธ สานุกูล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย สธ. ได้ยกตัวอย่างว่า เด็กท้องต้องได้เรียน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ร่วมกับ สธ. ซึ่งต้องมีระบบทำให้เด็กจบตามกำหนด ไปจนถึงความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้ามาดูแลเด็กเดือนละ 2,000 บาท หรือหากเป็นการละเมิดทางเพศ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ต้องเข้ามาดูแล
เผินๆ ประกาศดังกล่าวดูเหมือนเป็นความก้าวหน้ากฎหมายทำแท้งในประเทศ แต่ยังขาดหัวใจสำคัญ คือ การประกาศสถานบริการ ที่เป็นปัจจุบันหลักในปัจจุบัน ว่ากฎหมายเปิดให้ทำแท้งอย่างปลอดภัยได้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าโรงพยาบาลใดบ้างเปิดให้บริการ
สุไลพร ชลวิไล นักวิชาการกลุ่มทำทาง เปิดมุมมองว่า จะคล้ายๆ กับตอนกฎหมายทำแท้งออกมาใหม่ คือรู้ว่าทำได้แล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าจะที่ไหนบ้าง ฉะนั้นจะทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมถูกปฏิเสธ ทั้งที่เรื่องนี้ถูกกฎหมายแล้ว ไปโรงพยาบาลตามสิทธิแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังไม่ได้รับการส่งต่อ หลายคนยังถูกต่อว่า ประชดประชัน เสียดสี จากแพทย์ที่ไม่อยากทำ และกฎหมายไม่บังคับ จนเวลาล่วงเลยไปอายุครรภ์เกินกฎหมายกำหนด สุดท้ายรอวันคลอด
กทม.นำร่องแจกผ้าอนามัยฟรีโรงเรียน
ถูกเรียกร้องหนักมากกับประเด็น ‘ยกเลิกภาษีผ้าอนามัย’ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้หญิงต้องจ่ายทุกเดือน แต่ผู้ชายไม่ต้องจ่าย ทั้งที่ต้องเสียภาษีเท่ากัน ฉะนั้นต้องเท่าเทียมระหว่างเพศ
โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ประกาศนโยบาย ‘นำร่องผ้าอนามัยฟรี’ เป็น 1 ใน 214 นโยบายหาเสียง ก่อนได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) คนที่ 17
ช่วงนั้นหน่วยงานในสังกัด กทม.เด้งตัว ตอบรับนโยบายผู้ว่าฯ คนใหม่ ทยอยเปิดตัวว่าเขตนั้นทำเรื่องนี้ เขตนี้ทำเรื่องโน่นกันอย่างคึกคัก

หนึ่งในนั้นคือ เขตบางขุนเทียน ที่ประกาศเปิดตัวโครงการจัดหาผ้าอนามัยฟรีให้กับนักเรียน จำนวนกว่า 20,000 ชิ้น จากความร่วมมือกับภาคเอกชน เครือข่ายในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. ให้กับโรงเรียนในพื้นที่ 16 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่จำเป็นต้องใช้ผ้าอนามัยจำนวน 2,000 คน
สร้างความฮือฮาและเสียงปรบมืออย่างมาก
ถูกใจคนรุ่นใหม่อย่าง ‘ปภาณษิณ ปิ่นแก้ว’ หรือบุ๊ค หัวหน้ากลุ่มลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่กกำลังขับเคลื่อนสวัสดิการผ้าอนามัยแจกฟรีในห้องน้ำของ มธ.อยู่ ยืนยันว่าเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาหญิงจริงๆ กระทั่งอาจารย์ผู้หญิง ก็ได้รับประโยชน์ด้วย ก่อนแสดงความคาดหวังว่า กทม.จะประเมินความสำเร็จ และนำไปขยายผลให้เกิดขึ้นทั่วทุกเขต และนำไปสู่สถานศึกษาทั่วประเทศต่อไป
ก้าวเข้าสู่ปีกระต่ายธาตุน้ำที่หวังว่าสังคมจะได้รับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น


