คุย ‘ผศ.ดร.ต่อยศ-ดร.เต็มยศ’ เปิดรั้ว ‘ร.ร.เด่นหล้า’ รู้จักระบบการศึกษาอังกฤษ ลูกคนดังแห่เรียน

11.01.23 | 15:11 น.

คุย ‘ผศ.ดร.ต่อยศ-ดร.เต็มยศ’ เปิดรั้ว ‘ร.ร.เด่นหล้า’ รู้จักระบบการศึกษาอังกฤษ ลูกคนดังแห่เรียน ขบคิดทำไมเด็กไทยทักษะภาษาอังกฤษตกต่ำ

ชวนฉุกคิดและตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ไม่ว่าจะทำงาน หรือเรียน มันเป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ หรือเปล่า หรือจะเป็นโชคชะตาพาไป เรียนตามเพื่อน จนวันนี้ทำไมชีวิตไม่สนุกเลย ไม่มีความสุข เริ่มคิดว่าอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น

สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะระบบการศึกษาที่เรียนมา ไม่เอื้อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หลากหลาย แตกต่างจากระบบการศึกษาอังกฤษ ที่นักเรียนค้นพบความชอบและวางเป้าหมายอนาคตตัวเองได้เร็ว เมื่อจบระดับไฮสคูล จึงสามารถศึกษาต่อปริญญาตรีเรียนเฉพาะทางนั้นๆ จบหลักสูตรใช้เวลา 3 ปี ต่างจากปริญญาตรีในไทย ใช้เวลา 4 ปี

ในประเทศไทยมีโรงเรียนนานาชาติหลายร้อยแห่ง แต่โรงเรียนนานาชาติที่เป็นระบบอังกฤษแท้ๆ มี 1-2 แห่ง หนึ่งในนั้นคือ ‘โรงเรียนเด่นหล้า บริติช สคูล’ (DENLA BRITISH SCHOOL: DBS) ถนนราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี ซึ่งเหล่าคนดังไว้วางใจส่งลูกหลานเรียน อาทิ เนย โชติกา, เบนซ์ พรชิตา-มิค บรมวุฒิ หิรัญยัษฐิติ, นิวเคลียร์ หรรษา, บ๊อบ บดินทร์ ฯลฯ

  • ที่มาโรงเรียนระบบอังกฤษแท้ในไทย

ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ 2 ทายาทคนสำคัญแบรนด์โรงเรียนเด่นหล้า และกรรมการบริหารโรงเรียนเด่นหล้า บริติช สคูล (DENLA BRITISH SCHOOL: DBS) เล่าถึงที่มาว่า โรงเรียนเด่นหล้าเปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 เดิมทีเป็นโรงเรียนอนุบาลที่ครอบครัวตั้งใจจัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับคนในครอบครัวได้เรียน คอนเซ็ปต์คล้ายๆ โฮมสคูล พอลูกหลานเรียนจบครบแล้วจะปิด แต่ปรากฏว่าผู้ปกครองชอบ อยากให้เปิดต่อ กลายเป็นว่าจากที่จะปิด ก็เลยเปิดต่อและขยายรับจำนวนนักเรียนมากขึ้น กระทั่งโรงเรียนเด่นหล้า สาขาแรก ถนนเพชรเกษม เต็มจำนวนไม่สามารถขยายได้อีก จึงมาตั้งสาขา 2 ย่านพระราม 5

Advertisement

จากโรงเรียนอนุบาล ครอบครัวปาลเดชพงศ์เริ่มคิดขยับขยายเปิดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษา ตามเสียงเรียกร้องผู้ปกครอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาทำการบ้านหนักมาก กับหลักสูตรนานาชาติที่มีเปิดสอนมากมาย ตั้งแต่หลักสูตรญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกัน อังกฤษ หลักสูตร IB (The International Baccalaureate) พยายามสอบถามความต้องการผู้ปกครอง จนเจอว่าหลักสูตรที่น่าจะเหมาะกับคนไทยมากที่สุดคือ หลักสูตรอังกฤษ ที่คนไทยคุ้นชินอยู่แล้ว

“เราสังเกตคนไทยมีบุคลิกอ่อนน้อม สนใจเรื่องครอบครัว มารยาทประเพณี จึงมองว่าหลักสูตรอังกฤษน่าจะตอบโจทย์ ครอบครัวจึงเลือกเปิดโรงเรียนนานาชาติ โดยใช้หลักสูตรอังกฤษ”

“แต่พอมาดูหลักสูตรอังกฤษ ก็มีความเยอะอีก มีทั้งหลักสูตรของโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน โรงเรียนหญิงล้วน โรงเรียนชายล้วน จึงดูที่สัมฤทธิผลการศึกษาของนักเรียนหลักสูตรไหนดีที่สุด พบว่าระบบอังกฤษแบบโรงเรียนเอกชน (Independent school) เราจึงเปิดโรงเรียนหลักสูตรนี้ เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 ปัจจุบันเปิดสอนตั้งแต่ชั้นก่อนปฐมวัย จนถึงชั้น ม.6”

ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ เชื่อว่าดีบีเอสจะตอบโจทย์พ่อแม่ ที่อยากให้ลูกเก่งภาษาต่างประเทศ จากนี้ไม่ต้องส่งไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุน้อยๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ส่งมาที่นี่ซึ่งมีคุณภาพมาตรฐานใกล้เคียงกับโรงเรียนที่อังกฤษ จนจบมัธยมศึกษา แล้วค่อยไปศึกษาต่อต่างประเทศในระดับมหาวิทยาลัยต่อได้

ผศ. ดร. ต่อยศ ปาลเดชพงศ์
  • จุดเด่นโรงเรียนระบบอังกฤษ

ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ ฉายภาพจุดเด่นโรงเรียนระบบอังกฤษว่า ปรัชญาการเรียนการสอนของโรงเรียนอังกฤษ เป้าหมายสำคัญมี 2 อย่าง คือ 1.ให้เด็กค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าชอบอะไร ทำอะไรได้ดี 2.ให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอครูมาสอน ซึ่งจากตรงนั้นเราก็มาขยายความต่อว่า หากจะทำให้เกิดขึ้นได้ ต้องมีการเรียนการสอนที่หลากหลาย ครูที่หลากหลาย พื้นที่และอุปกรณ์ที่หลากหลาย

“มันเหมือนว่าเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราอยากเป็นหรือชอบเป็นอะไร หากยังไม่เคยลอง ฉะนั้น หัวใจหลักสูตรอังกฤษคือ การได้ลองเรียนรู้หลากหลาย ซึ่งดีบีเอสมีกิจกรรมให้เด็กเลือก 120 กิจกรรมต่อสัปดาห์ ถือว่าเยอะมาก เช่น หมากรุก หมากฮอส กอล์ฟ ไตรกีฬา ปีนเขา บาสเกตบอล ฟุตบอล ว่ายน้ำ รักบี้ ฯลฯ ตอบโจทย์ว่า หากไม่มีกิจกรรมเหล่านี้ เขาจะรู้ได้ยังไงว่าชอบอะไร มันไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้ลอง”

ไม่เพียงกิจกรรมกีฬาที่นี่ยังมีคลาสน่าสนใจ อาทิ “ยูทูบเบอร์” ให้เด็กได้เรียนรู้การพรีเซ็นต์ “มายคราฟ เอดูเคชั่น” เรียนรู้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ภูมิศาสตร์ต่างๆ อย่างทะเลทราย มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ยิ่งช่วงมัธยมปลาย มีวิชาให้เลือก 21 วิชา จะไม่เหมือนกับการเรียนโรงเรียนทั่วไป ที่นักเรียนไม่ได้เลือกวิชาเรียน อาจเลือกได้คือสายการเรียน อย่างสายวิทย์ สายศิลป์

ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ กล่าวอีกว่า อย่างประเทศอังกฤษเรียนปริญญาตรี 3 ปี ไทยเรียน 4 ปี เพราะเด็กกลุ่มนี้รู้อยู่แล้วว่าอยากเรียนอะไร เขาเตรียมตั้งแต่มัธยมแล้ว พอถึงมหาวิทยาลัยปุ๊บก็เรียนต่อเลย อย่างเรียนวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวโยธา ถ้าเรียนในเมืองไทย ปี 1 ยังเรียนวิชาทั่วไปก่อน แล้วปี 2 ค่อยไปแยกภาคเอา แต่ที่อังกฤษไม่ใช่ เขาเน้นการค้นหาตัวเองให้เจอเร็วที่สุด ซึ่งเป็นปัญหามากๆ ในเมืองไทย เด็กบางคนเรียนจบแล้วยังไม่มั่นใจเลยว่าชอบอาชีพที่เรียนมาจริงหรือเปล่า

จึงเป็นสาเหตุเลือกหลักสูตรอังกฤษ ที่วิชาการไปเร็วกว่า อย่างวิชาคณิตศาสตร์ แคลคูลัส A เลเวล ที่เด็กเราเรียนตอน ม.5-ม.6 แล้วไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่สหรัฐ เขายอมรับ นับเป็นหน่วยกิต และให้เรียนมัลติวาเรียเบิล แคลคูลัส (multivariable calculus) ชั้นปี 2 ได้เลย

ดร. เต็มยศ ปาลเดชพงศ์

“หากดูชื่อเด่นหล้า บริติช สคูลดีๆ จะพบว่าเราไม่ใช่คำว่าอินเตอร์เนชั่นแนลสคูล เพราะเราไม่ได้บอกว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ แต่เป็นบริติชสคูล หรือโรงเรียนอังกฤษที่อยู่ในเมืองไทย ลองสังเกตในเมืองไทยจะสังเกตว่าไม่มีโรงเรียนใดบอกว่าเป็นโรงเรียนอังกฤษแท้ๆ แต่เราเคลมว่าที่นี่คือบริติช สคูล หรือโรงเรียนใช้หลักสูตรอังกฤษ”

การจะเป็นโรงเรียนระบบอังกฤษแท้ๆ ไม่ใช่เพียงการป่าวประเทศ แต่มีองค์ประกอบความสำเร็จ เช่น มีหลักสูตรดี ครูดี สถานที่และอุปกรณ์การเรียนการสอนต้องพร้อม อย่างพื้นที่โรงเรียน หากจะมีให้ครบตามระบบอังกฤษ ต้องใช้พื้นที่อย่างน้อย 50 ไร่

“โรงเรียนบางแห่งอาจมีชื่อว่าเป็นโรงเรียนจากประเทศอังกฤษ แต่มีข้อจำกัดด้วยพื้นที่ เวลา และทรัพยากรต่างๆ ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบที่อังกฤษได้ แต่เราไม่ถูกจำกัดตรงนั้น ปัจจุบันเราสามารถรวบรวมพื้นที่ได้ 60 ไร่ มีครูต่างชาติ ครูไทย ครูพี่เลี้ยง รวม 210 คน จากยอดนักเรียนทุกระดับชั้น 640 คน ถือว่ามีอัตราครูต่อนักเรียนสูงมาก คือ 1 ต่อ 3 คน”

ที่สำคัญโรงเรียนแห่งนี้มีนักจิตวิทยาไว้ดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้น หากนักเรียนไม่สบายใจก็เดินเข้าไปคุยได้เลย พบว่าสามารถช่วยชี้ว่าเด็กคนไหนมีปัญหาที่บ้าน เด็กคนไหนเริ่มซึมเศร้า ซึ่งพบมากช่วงโควิด-19 นำไปสู่การช่วยเหลือและรักษาได้

“คิดว่าหากเด็กคิดใจไม่พร้อม เรียนอย่างไรก็ไม่มีความสุข เรียนได้ไม่ดี นี่เป็นจุดเด่นของบริติช สคูล ที่ดูแลสุขภาวะองค์รวมของนักเรียน ที่ครูดูแลการสอนวิชาการ ส่วนบาทหลวงดูแลสุขภาพ ความเป็นอยู่ จิตวิญญาณของนักเรียน ซึ่งจริงๆ ไทยมีพระที่ดูแลด้านนี้ แต่หายไปช่วงหลัง แต่ของบริติช สคูล ไม่ทิ้งการดูแลเรื่องนี้”

ปัจจุบันเด่นหล้า บริติช สคูล มีสัดส่วนนักเรียนไทย 70 เปอร์เซ็นต์ ของนักเรียนทั้งหมด อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเรียนต่างชาติ

  • 3 เทรนด์การศึกษาที่โรงเรียนต้องปรับตัว

ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ ยังมองเทรนด์การศึกษาในอนาคต ว่าจริงๆ จุดประสงค์การศึกษาดั่งเดิมมี 3 ด้าน คือ 1.การกระจายความรู้ ปัจจุบันมีความสำคัญน้อยลง เพราะเดี๋ยวนี้สามารถค้นหาความรู้ได้เองในอินเตอร์เน็ต 2.ช่วยให้เด็กค้นหาตัวเองให้เจอ ยังมีความสำคัญมาก เพราะหากเด็กคนไหนค้นพบตัวเองได้เร็ว เมื่อเวลาเจออุปสรรคเข้ามา เขาจะมีกำลังพร้อมสู้และทำต่อ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาชอบและทำได้ดี และ 3.เรียนรู้วิธีจะเรียน (Learning how to learn) ซึ่งสำคัญมากอีกเช่นกัน เพราะปัจจุบันสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปเร็วมาก อย่างเด็กสมัยนี้ไม่คุ้นกับโทรศัพท์มีปุ่ม เพราะปัจจุบันใช้ทัชสกรีน และในอนาคตอาจสั่งงานและบังคับผ่านการใช้สายตาในแว่นแทน เหล่านี้เพื่อให้เด็กพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นความท้าทายของโรงเรียนทั่วโลก

ส่วนกรณีที่หลายคนมองว่าระบบการศึกษาไทยแย่ ไม่ดี ล้าสมัย ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ มองว่า คงต้องแฟร์กับการศึกษาไทยก่อน เพราะหากไปตามประเทศต่างๆ ในสื่อของเขาก็บอกเหมือนกันว่าการศึกษาเขาแย่ลง ไม่ว่าอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฉะนั้น มองว่าเป็นความท้าทายรวม เพราะการศึกษาตามความต้องการของสังคมไม่ทัน นี่อาจเป็นจุดแข็งของโรงเรียนนานาชาติในไทย ที่กำกับดูแลจากภาครัฐน้อย ไม่กำกับว่าต้องมีครูกี่คน ต่อนักเรียนกี่คน จะต้องสอบได้คะแนนแบบนี้ เรายืดหยุ่นกว่า แต่ก็ยังอยู่ภายใต้การประเมินขององค์กรต่างประเทศ อาทิ The Council of International Schools (CIS) ซึ่งเป็นสถาบันประเมินคุณภาพและรับรองมาตรฐานทางการศึกษาของโรงเรียนนานาชาติทั่วโลก

  • แนะเทคนิคผู้ปกครองเลือกโรงเรียนให้ลูก

อยู่บทบาทผู้บริหารโรงเรียน และพ่อคน ทั้งคู่แนะนำเทคนิคการเลือกโรงเรียนให้ลูกหลานว่า หากจะให้แนะนำผู้ปกครองเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดให้ลูกหลาน ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าโรงเรียนที่ดีที่สุดไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าเบสสคูลอินไทยแลนด์ หรือเบสสคูลอินเอเชีย มันไม่มีอยู่จริง

แต่จะมีโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูกหลานเราและครอบครัวเรา ความหมายคือ เราต้องรู้ว่าลูกหลานเราเหมาะกับโรงเรียนและสิ่งแวดล้อมแบบไหน แล้วเลือกโรงเรียนที่ตอบโจทย์ลูกหลานเรา ส่วนจะรู้ได้อย่างไรนั้น ต้องหาข้อมูลหลายส่วน ตั้งแต่เยี่ยมชมด้วยตัวเอง ดูการเรียนการสอน สอบถามจากผู้ปกครองที่ลูกเรียนอยู่ปัจจุบัน ว่าเรียนเป็นอย่างไร ชอบไหม ก่อนสุดท้ายเราต้องเป็นผู้ตัดสินใจอีกที

ส่วนหากสนใจเรียนที่บีดีเอส ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ บอกว่า ค่าเทอมเริ่มต้น 5 แสนต่อปี ถึง 8 แสนบาทต่อปี รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดใน 3 เทอมต่อปีแล้ว ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร และค่ากิจกรรม

  • พ่อแม่ช่วยส่งเสริมลูกได้ แต่ไม่ใช่สปอย

และแม้จะส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนที่ดี เพียบพร้อมไปด้วยครู อุปกรณ์การศึกษา และสถานที่ แต่ ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ ก็ยังเชื่อว่าบทบาทพ่อแม่ผู้ปกครองช่วยส่งเสริมที่บ้านก็สำคัญ

“เพราะโรงเรียนไม่สามารถดูแลเด็กรายบุคคลได้ตลอดเวลา การที่พ่อแม่มีเวลาดูแลลูกต่อตัวต่อ จะช่วยแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็งให้เด็กได้ ที่สำคัญคือได้สร้างสัมพันธภาพระหว่างกันในครอบครัว ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีพ่อแม่เป็นที่พึ่ง ขณะเดียวกันก็ต้องให้อิสระเมื่อลูกเติบโตขึ้น”

แต่ก็ไม่ควรสปอยเด็กจนเกินไป ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ โฟกัสเด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ เกิดในครอบครัวที่มีความพร้อม พ่อแม่ผู้ปกครองเตรียมและปูทางทุกสิ่งอย่างที่ดีที่สุดไว้หมดแล้ว เคลียร์อุปสรรคไว้ทั้งหมด

ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้น พบว่าเด็กรู้สึกและคุ้นชินกับการได้ทุกอย่างมาง่ายหมด คิดว่าชีวิตนี้ทำอะไรก็ง่ายหมด เช่น อาจคิดว่าเรียนจบทำงาน 3 ปี ก็คงได้เป็นผู้จัดการบริษัทแล้ว ก็อยากแนะนำพ่อแม่กลุ่มนี้ อธิบายกับลูกให้รับรู้ถึงสภาพความเป็นจริงของสังคมอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ขณะที่เรามองว่าการเปิดโอกาสให้เด็กได้ทดลองกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งโรงเรียนมีกิจกรรมเสริมมากมาย เช่น เล่นกีฬา เด็กจะได้รู้สภาพความเป็นจริงมากขึ้น นอกเหนือจากสิ่งที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้หมด อย่างการรู้จักแพ้รู้ชนะคืออะไร อยากชนะต้องทำยังไง

  • ขบคิดเด็กไทยทักษะภาษาอังกฤษตกต่ำ

ส่วนกรณีองค์กรนานาชาติที่เชี่ยวชาญเรื่องการฝึกอบรมภาษา การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา (Education First: EF) ออกมาเปิดเผยอันดับประเทศและภูมิภาคที่ใช้ทักษะภาษาอังกฤษได้ดี พบว่าไทยจัดอยู่ 4 อันดับในอาเซียน มี 423 คะแนน น้อยกว่าเวียดนาม (คะแนน 502) เมียนมา (437 คะแนน) และกัมพูชา (434 คะแนน) นั้น

ผศ.ดร.ต่อยศ และ ดร.เต็มยศ กล่าวว่า คงต้องแฟร์กับการศึกษาไทยก่อน เราเติบโตมากับการเรียนภาษาอังกฤษสัปดาห์ละ 4-5 คาบ พูดอ่านฟังเขียนได้ลดหลั่นกันไป แต่ส่วนใหญ่คือไม่ได้ ตรงนี้สำคัญคือไม่มีโอกาสใช้งานและฝึกฝน เทียบกันตอนผมไปเรียนอเมริกาตอนอายุ 14 ปี เด็กอเมริกันตอนเรียนไฮสคูลก็ถูกบังคับต้องเรียนภาษาที่ 2 เช่น สแปนิช อิตาเลียน ฝรั่งเศส ฯลฯ สุดท้ายจบมา พวกเขาก็พูดไม่ได้เหมือนกัน

“มันก็เหมือนกัน แม้การเรียนการสอนมีผล ครูดี สื่อการเรียนการสอนดี ตำราดี แบบฝึกหัดดี มีผลระดับหนึ่ง ปัญหาสำคัญคือมันไม่ได้ใช้งาน เขาก็มีปัญหาเหมือนเรา แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ถึงขั้นจะบอกว่าการศึกษาไทยดี คืออาจไม่ได้ดีเยี่ยมหรอก แต่ทำให้ดีได้ ยกตัวอย่างนักเรียนในห้องเรียนอนุบาลเด่นหล้า เด็กคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษคล่องแบบเนทีฟเลย อีกคนคือไม่ได้เลย ทั้งที่อยู่ในห้องเดียวกัน เรียนเหมือนกัน ก็มาถามพบว่าเด็กคนที่พูดคล่อง ทั้งพ่อแม่พูดกับเด็กเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งวัน เมื่อเป็นอย่างนี้เด็กจึงพูดภาษาอังกฤษได้ สะท้อนว่าอินพุตเท่ากัน แต่บริบทต่างๆ โอกาสการนำไปใช้งานไม่เหมือนกัน”

ผศ. ดร. ต่อยศ – ดร. เต็มยศ ปาลเดชพงศ์

ทั้งคู่แนะนำว่า เราสามารถปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาอังกฤษได้ ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้งานให้มากขึ้น อย่างโรงเรียนนานาชาติอันนี้ใช้ภาษาอังกฤษมากอยู่แล้ว แต่โรงเรียนทั่วไป ทำอย่างไรจะเปิดโอกาสให้เด็กใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น อย่างบางโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยว ให้นักเรียนเป็นไกด์ พอฝรั่งมาก็เดินแนะนำเลย เด็กพวกนี้เก่งภาษาอังกฤษเลย หรืออย่างคนดังอย่าง “แจ๊กหม่า” นักธุรกิจชาวจีนชื่อดัง เดิมเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ไปยืนเตร่ๆ แถวทะเลสาปเป็นไกด์ให้ฝรั่ง เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ ซึ่งหากดูการสัมภาษณ์แจ๊กหม่า เขาใช้ภาษาอังกฤษดี ทั้งที่ไม่เคยไปเรียนเมืองนอกเลย

ฉะนั้น ง่ายที่สุดของระบบการศึกษาไทยกับการสอนภาษาอังกฤษคือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น