ตู้หนังสือ สถานรับจ้าง กระทำชำเราแก่บุรุษ
“บรรดาผู้มีบรรดาศักดิ์สูงนั้น หาใช่เจ้าใหญ่นายโตเสมอไปไม่ เช่นเจ้ามนุษย์อัปรีย์ที่ซื้อผู้หญิงและเด็กสาว มาฝึกให้เป็นหญิงนครโสเภณีคนนั้น ก็ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นออกญา เรียกกันว่า ‘ออกญามีน’ (Oc-ya Meen) เป็นบุคคลที่ได้รับการดูถูกดูแคลนมากที่สุด มีแต่พวกหนุ่มลามกเท่านั้นที่ไปติดต่อด้วย”
นั่นคือเจ้าของกิจการซ่องโสเภณีของอยุธยา ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นขุนนางระดับ “ออกญา” จากการเป็นผู้ส่งส่วย สร้างรายได้เข้าคลังหลวงปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวต่างชาติบันทึกถึงไว้ดังกล่าว
ชาวจีนสมัยอยุธยาตั้งชุมชนกระจายอยู่ทั่วไปในย่านตัวเมืองกรุงศรี และทั่วราชอาณาจักร ย่านใดที่การค้าคึกคักก็มักมีชาวจีนเข้าไปค้าขาย นอกเหนือเลี้ยงหมู ปลูกผัก ช่างฝีมือ
นักแสดงอุปรากร รับราชการเป็นขุนนางแพทย์ ฯลฯ
ยังมีชาวจีนอีกกลุ่มที่ประกอบอาชีพพิเศษ เป็นเจ้าของกิจการสถานเริงรมย์เช่นซ่องโสเภณี หรือ “สถานรับจ้างกระทำชำเราแก่บุรุษ” มีซ่องโสเภณีตั้งอยู่ที่ “ตลาดบ้านจีน” ตรงปากคลอง
ขุนละครไชย 4 โรง มีหญิงงามเมืองอยู่ในปกครองถึงกว่า 600 นาง ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ราชทูตพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสซึ่งมาเจริญพระราชไมตรีสมัยพระนารายณ์ ได้บันทึกถึงนามเจ้าของซ่องชาวจีนที่มีตำแหน่งราชการระดับออกญาดังกล่าวให้ปรากฏเป็นหลักฐาน
แม้จะต่างยุคต่างสมัยต่างบริบท แต่กิจกรรมส่งส่วยแลกสถานะในสังคมไม่เคยเปลี่ยนแปลง ต่างกันเพียงว่า หลายร้อยปีก่อนกฎกติกาเป็นอย่างหนึ่ง ปัจจุบันเป็นอีกอย่างที่ผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ราชการกลับทำผิดกฎหมายเสียเอง

● Downtown Ayutthaya ต่างชาติต่างภาษา ร่วมกันค้นคว้าเขียนโดย กำพล จัมปาพันธ์ กับ โมโมทาโร่ ฉายภาพเต็มของเมืองท่านานาชาติที่เราเองอาจนึกไม่ถึงมองไม่เห็นนี้ ประจักษ์แก่การรับรู้ว่าเป็นเช่นไร มีหน้าตาอย่างไร
เป็นหนังสือประวัติศาสตร์สังคมมนุษย์เกี่ยวกับเราเองที่กว้างออกไปอีก
และโดยผู้เขียน กัมพล คนเดียวกัน ซึ่งศึกษาติดต่อกันมายาวนาน ก็มิอาจข้ามหนังสืออีกเล่มเพื่อเข้าใจชีวิตผู้คนในราชธานีที่ต่อเนื่องกับธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ว่าวิถีความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นกิน อยู่ หลับ นอนกันอย่างไร

● มนุษย์อยุธยา ประวัติศาสตร์สังคมจากข้าวปลา หยูกยา ตำรา Sex จะฉายภาพให้เห็นว่า รูปร่างหน้าตาคนอยุธยาเป็นแบบใด ไม่ว่ากษัตริย์ ชนชั้นสูง ไพร่ ทาส เหมือนหรือแตกต่างอย่างไรบ้าง และแยกสถานะสังคมกันด้วยอะไร
นอกจากนี้เมื่อป่วยไข้ เราอยากรู้ไหมว่า คนยุคนั้นดูแลรักษาตัวกันแบบไหน หาหมอกันอย่างไร หมอไทยหรือหมอฝรั่ง กินยาอะไร โรคระบาดที่เคยเกิดขึ้นเป็นอหิวาตกโรคหรือกาฬโรคกันแน่ และรู้จักป้องกันตัวเองกันหรือไม่
ส่วนอาหารการกินนั้น คนอยุธยากินอะไร ย่อมไม่ใช่แกงส้ม ต้มยำกุ้ง หรือโรตีสายไหมแน่ แต่เป็นข้าวกับปลา แต่จะเป็นข้าวกับปลาแบบใด รสชาติอย่างไร เหมือนหรือละม้ายคล้ายรสปัจจุบันหรือไม่ เล่มนี้จะไขให้รู้
ผู้หญิงเล่า จะงดงามแบบออเจ้าที่เห็นในละครหรือเปล่า อาจจะรู้สึกกลับตาลปัตรถ้ารู้ว่าหญิงอยุธยาบึกบึน กล้ามใหญ่ ทำงานหนัก เช่นเดียวกับชายที่แถมลงพุงไม่แพ้คนเดี๋ยวนี้ เพราะเหตุกินอยู่กันอย่างไร ชีวิตประจำวันลักษณะไหน
กระทั่งปฏิสัมพันธ์หลับนอนชายหญิง หนังสือเล่มนี้ก็ให้ภาพตามหลักฐานที่พบเห็น นี่จึงมิใช่อยุธยาแบบเรียนสงครามกับพม่าที่เคยมีมาก่อน

● เดือนที่ผ่านมานี้เอง มหาเทวีองค์สุดท้ายแห่งรัฐฉาน ไทใหญ่ “พระนางสุจันทรี” ล่วงลับไปในวัย 91 ปี ทิ้งอดีต อิงเง่ ซาร์เจนท์ ซึ่งเป็นหญิงออสเตรียสมรสกับเจ้าฟ้าเมืองสีป้อ “เจ้าจาแสง” ที่สาบสูญไปพร้อมเจ้าฟ้าเมืองอื่นๆ คราวนายพลเนวินยึดอำนาจในพม่าเมื่อปี 2505 เจ้าของชีวิตในเรื่อง สิ้นแสงฉาน โศกนาฏกรรมที่กลายเป็นภาพยนตร์ซึ่งฉายไม่ได้ในเมืองไทย
รัฐฉาน ไทใหญ่ ที่เคยต้องเลือกว่าจะผนวกเข้าดินแดนไทยหรือพม่า เป็นดินแดนที่เส้นสายวัฒนธรรมใกล้เคียงกันมายาวนาน เป็นเพื่อนบ้านที่ต้องรู้จัก

● พงศาวดารไทใหญ่ ปกแข็ง พระนิพนธ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ที่ทรงกล่าวว่า แม้ไทใหญ่จะเป็นพวกสาขาหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่ไทยสยามที่ผสมพันธุ์กับขอมหรือมอญ (เห็นไหม เจ้านายแต่ก่อนก็ทรงตระหนักในเรื่องชาติพันธุ์เช่นนี้แล้ว) สืบสัมพันธ์พงศ์มาอีกสาขาหนึ่ง ก็ยังเป็นชาติไทยด้วยกัน (เช่นเดียวกับไทยที่ผสมจีน จาม มลายู ฯลฯ นี่ผสมโรงโดยเสด็จฯ) ร่วมสายโลหิตปฐมมางกูรมูลชาติอันเดียวกัน
น่าที่ไทยเราจะรู้เรื่องราวเค้าเงื่อนของมนุษยชาติประยูรญาติไทยด้วยกันไว้เป็นเครื่องประเทืองปัญญาญาณ ในเชิงพงศาวดารโบราณคดี (ดูท่านแต่ก่อนใฝ่รู้ และอยากเผยแพร่ความรู้มากแค่ไหน)
เมื่อเห็นเช่นนี้ และทั้งเห็นว่าเรื่องของไทยเรายังไม่มีอ่าน ทั้งประกอบฉันทอัธยาศัยโน้มน้ำใจจะใคร่หาอันใดทำ เพื่อเป็นคุณูปการต่อเพื่อนร่วมชาติ และเฉลิมพระกฤษฎาธิการ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวมหากษัตราธิราช ที่พึ่งของข้าพเจ้า สนองพระเดชพระคุณตามยถาพลัง จึงเป็นเครื่องกระตุ้นจูงใจให้เพียรนิพนธ์พงศาวดารไทใหญ่นี้ขึ้น
(จึงเป็นคุณูปการแก่นักอ่านและนักเรียนนักศึกษาโดยแท้)
อ่านชาติไท, วิธีนับศุภมาสของไท, พงศาวดารไทเมา หรือไทหลวง, พงศาวดารแสนหวี, เรื่องราชอาณาจักรไทต่างๆ, อาการเลี้ยงชีพ บ้านเมือง และปกครองของไทใหญ่, อังกฤษครอบครองหัวเมืองไทใหญ่, อังกฤษจัดราชการปกครองหัวเมืองไทใหญ่, ศาสนาและอย่างธรรมเนียมไทใหญ่
ได้เห็นและได้เข้าใจทั้งภาพ ความรู้ ความคิด ของเจ้านายแต่ก่อน

● หากสารภาพกันจริงๆ หนังสือเล่มต่อไปนี้สร้างความสนใจได้ ก็เนื่องจากอยากรู้ว่า พื้นความคิดเกี่ยวกับกฎหมายสมัยโบราณ เชื่อมโยงความคิดมาด้วยเส้นทางยุติธรรมใดในแง่มุมไหน ที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวเนื่องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ปัจจุบันได้ ส่วนที่จะให้ลงลึกไปถึงการศึกษาประมวลกฎหมายดังกล่าวนั้น ยังอยู่นอกเหนือวิริยะอุตสาหะที่จะศึกษาให้แตกฉานเช่นนักกฎหมาย
จึงเพียงอยากแนะนำให้รู้ว่า มีหนังสือน่าสนใจเล่มนี้อยู่ สำหรับผู้ศึกษาเรียนรู้มาโดยตรง ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ : จากกฎหมายสิบสองโต๊ะสู่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ของอาจารย์ มุนินทร์ พงศาปาน แสดงที่มาของกฎหมายซีวิลลอว์ตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน เชื่อมพัฒนาการถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไว้แยบคายขนาดไหน อ้างอิงหลักฐานวิชาการน่าเชื่อถือมากมายอย่างไร ทั้งสอดแทรกองค์ความรู้ใหม่ในด้านประวัติศาสตร์และกฎหมายไว้อีกมาก นี่เองเป็นเหตุให้ถึงไม่ใช่นักเรียนกฎหมายก็อยากรู้ที่มาที่ไปไกลขนาดนั้นซึ่งมาผูกกับวันนี้ได้อย่างไร – จึงอยากหาอ่านแบบรู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม อิอิ
นิยายของนักเขียนรางวัลโนเบล โฆเซ่ ซารามาโก กับคำถามคำโตถึงผู้คนร่วมสมัยในปัจจุบันและอนาคต เมื่อโลกและวิทยาการหมุนเร็วยิ่งขึ้นทุกที ชีวิตจะต้องเปลี่ยนผันตามให้ทันอย่างไร เมื่อช่างปั้นดินเผาอายุหกสิบสี่ปี เผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมบริโภคของผู้คนที่เปลี่ยนไป ไม่มีใครใช้ภาชนะดินเผาซึ่งแตกง่ายและผลิตนานเช่นแต่ก่อนอีก จะทำอย่างไรให้ปริมาณสั่งซื้อได้เท่าเดิม
เมื่อพลาสติกรุกเข้าในวิถีชีวิต เข้ามาทำลายความรักและภูมิปัญญาหัตถศิลปของตน เมื่อถ้วย จาน ชาม เหยือก ภาชนะดินเผา เป็นของไร้ราคาที่ต้องเก็บหรือทิ้ง จากโรงผลิตสู่โพรงถ้ำ จากความรักสู่การตัดสินใจ ถ้ำที่หากผู้ใดได้เข้าไปก็จะพบคำถามใหญ่ที่ว่า บนโลกที่หมุนเร็วจัดใบนี้
คุณค่าที่เปลี่ยนไปเข้ามาโถมทับคุณค่าเดิมจนมิด และทำให้ลืมเลือนไปแล้วกี่ระลอกกันแน่

● ถ้ำ แปลโดย กอบชลี จะช่วยให้เราได้ตระหนักรู้ตนในด้านใดบ้าง
และแน่นอน ว่าไหม เราไม่ควรลืมเลือนอดีตกันได้โดยง่าย หนังสือในชุด “มรดกโลกญี่ปุ่น” ซึ่งผู้เขียนนำมาผูกโครงเรื่องน่าตื่นเต้น ผสานสมบัติวัฒนธรรมกับอาชญากรรมเข้าด้วยกัน กลายเป็นงานบันเทิงสาระที่ไม่น่าคลาดสายตาอีกเล่ม

● คดีฆาตกรรมโดมปรมาณู นิยายสืบสวนสอบสวนชิ้นเอกของ โยชิมุระ ทัตสึยะ ซึ่งมีงานโด่งดังมาแล้วหลายเล่ม แปลโดย ฉัตรขวัญ อดิศัย
เมื่อหญิงขายบริการถูกพบเป็นศพในอพาร์ตเมนต์ ทั่วร่างเปลือยเกลื่อนด้วยบาดแผลของมีคม มีรอยสักสัญลักษณ์ประหลาดบนอกซ้าย มือและขาพันธนาการด้วยกุญแจมือ ในห้องไร้ร่องรอยหลักฐานนอกจากภาพโดมปรมาณูในฮิโรชิมะ กับข้อความปริศนาบนแผ่นหลังผู้ตาย “ขอจงหลับใหลอย่างสงบ” อันเป็นข้อความเดียวกับที่จารึกบนแผ่นศิลาอนุสรณ์ผู้เสียชีวิตจากระเบิดปรมาณู
ปริศนายิ่งน่าสะพรึงกลัวเมื่อคดีโยงไปถึงคดีฆาตกรรมสิบแปดปีก่อน ที่นักเรียนมัธยมปลายถูกฟาดด้วยไม้เบสบอลเสียชีวิตใกล้โดมอนุสรณ์ดังกล่าว
สารวัตรกับสหายนักสืบช่วยกันไขคดี โดยไม่รู้ว่า “ความจริง” เบื้องหลังฆาตกรรมนั้น
น่ากลัวเกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการถึง – คนชอบเรื่องทำนองนี้คงรอหาอ่านไม่ไหว ตั้งโจทย์ใหญ่ขนาดนี้ มีใครไม่อยากรู้คำตอบ

● เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี รพินทรนาถ ฐากูร เมื่อ 2504 ที่อินเดียและประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ได้จัดฉลองและรำลึกสดุดีวาระดังกล่าว ทั้งพิมพ์ รวมเรื่องสั้น รพินทรนาถ ฐากูร ออกมา บัดนี้ปี 2566 ครบ 110 ปีที่ชาวเอเชียบุคคลแรกได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม หนังสือเล่มดังกล่าวจึงถูกพิมพ์ใหม่
เรื่องชุดนี้เคยเป็นบทเรียนสำคัญต่อการอ่านการเขียนวรรณกรรมร่วมสมัย ซึ่งยังทันสมัยอยู่เสมอ ความคิดเชิงอุดมการณ์ต่อแผ่นดิน บ้านเมือง ผู้คน ระดับคุณธรรมอันโดดเด่นของผู้เขียน สามารถสร้างจิตสำนึกอันงาม และปลอบประโลมจิตใจผู้คนต่างภูมิหลัง ต่างกรรม ต่างวาระได้ดีเสมอมา
14 เรื่องสั้นชุดนี้ในคราวนั้น (2504) แปลโดยคณะบรมครูทางภาษาและอักษรอันเลื่องลือทั้งสิ้นคือ เจือ สตะเวทิน และ ส. ณ อยุธยา (ท่านผู้หญิง สมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา) ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา และ เรืองอุไร กุศลาสัย ตามด้วย กมลากร กับ จรรโลง และ ประภาพ (เจริญศรี ศรหิรัญ)
นักเลงวรรณกรรมและบรรดาผู้สัญจรวรรณกรรมย่อมพลาดมิได้

● นิตยสารการเมืองประเทืองสังคมฉบับครอบครัว มติชนสุดสัปดาห์ ว่าด้วย ลดอนุรักษนิยมเพิ่มเสรีนิยม (มาช้ากว่าชาวโลกเขากี่ร้อยปี) ประวิตรเอียงแก้มให้ทุกขั้ว “หอม” อ่าน ผวา ล้ม พ.ร.ก.อุ้มหาย ชิงอุ้มส่งศาล รธน. ตีความ “อุ้ม” นายกฯกับรัฐบาลหนีรับผิด (บ้านเมืองนี้ก็คงได้แค่นี้กับคนเหล่านี้)
อ่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย วิพากษ์สภายุค “อุดมการณ์ล่มสลาย” ถ้าฝ่ายค้านเป็น “ก้าวไกล ปชป.” รับรองสนุกแน่ แล้วอ่านกองทัพผลัดใบกลางการเมืองร้อน จากแผง ตท.22 สู่เงื้อมมือ ตท.23 เดิมพันเก้าอี้นายกฯ เดิมพันเก้าอี้ ผบ.ทบ.
อาชญากรรมสะเทือนสังคม พลิกปมคดีสุดรันทด “น้องต่อ” หายปริศนา ลามถึงพรากผู้เยาว์
แม่รับพลั้งมือลูกดับ-อะไรเป็นเหตุให้คนในสังคมคิดสั้นลงทุกที เพราะษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี “ฝนไม่ถึงดิน” ชวนสรุปบทเรียนแม่วัยใส “ถ้าเราจบเรื่องนี้ด้วยการเห็นแค่อาชญากรโหดร้ายคนหนึ่ง เท่ากับเราไม่ได้เรียนรู้อะไร” แล้วอ่านคลอดกฎกระทรวงแก้วัยรุ่นตั้งครรภ์ ช่วยสกัด
“แม่วัยใส” ใน ร.ร. กับมหาวิทยาลัย (และการให้ความรู้รอบเรื่องเพศยังเป็นเรื่องสำคัญ)
อัดอั้น ไม่ได้ทำหนังมาสองปี “บุญส่ง นาคภู่” แห่ง “ปลาเป็นว่ายทวนน้ำฟิล์ม สตูดิโอ” ประกาศหนังการเมืองทำยาก แต่ “วันนี้ไม่ทำไม่ได้แล้ว” – ไชโย
เทศมองไทยชวนหาคำตอบคดี “ลิงหาย” ที่วัดถ้ำผาหมากฮ่อ เกี่ยวอะไรกับห้องแล็บในสหรัฐเกิดขาดแคลนลิงทดลอง – บรื๊ออ.. อย่างนั้นเชียวหรือรีบอ่าน
บัญชา ธนบุญสมบัติ จับประเด็นฮือฮา “เอเลี่ยนโผล่” เหตุใดภาพจำ “มนุษย์ต่างดาว” คือหัวโต ตาโต แขนขายาว-นั่นนะสิ หาคำตอบจากฉบับนี้เถอะ
จีนไล่กำจัดอาชญากรทางเศรษฐกิจรุนแรง จนคนสีเทาต้องหนีไปก่ออาชญากรรมต่อ
บ้านเมืองอื่น แต่ไทยบอกให้ชาวบ้านช่วยตัวเอง-ต่างกันแค่ไหน
กว่าแบงก์จะลุกมาทำ “แอพพ์” ช่วยชาวบ้าน ตำรวจก็ได้แต่ตามหลังคนร้าย คอยบอกให้ชาวบ้านดูแลตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้ แถมยังสอนว่าอย่าโลภ (หึหึ) ชาวบ้านแนะสารพัดให้แบงก์ต้องร่วมรับผิดชอบ แค่ขั้นต้นให้เลิกรหัสหกตัว ใช้อัตลักษณ์ ก็ทำไม่ได้ บอก ธปท. ไม่ขยับ ไม่อนุมัติ-ธปท.เองช่วยอะไรบ้าง
กสทช.ก็ไม่เคลื่อนไหวเข้ามาช่วยเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่รัฐปล่อยให้ชาวบ้านสูญเงินกับมิจฉาชีพนับล้านๆ โดยไร้ท่าทีเดือดร้อน แต่ละหน่วยงานที่มิจฉาชีพอ้างหลอกลวงชาวบ้าน ก็เงียบ นี่มิเท่ากับองค์กรตัวเองกลับเป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพนำมาอ้างฉ้อฉลหลอกลวงชาวบ้านหรือ ทั้งๆ แต่ละฝ่ายมีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชน กลับได้แต่เงียบ กลายเป็นยุคข้าราชการขี้เกียจทำหน้าที่อย่างถึงที่สุดชนิดเห็นๆ
ทั้งที่กินเงินภาษีอากรชาวบ้านเลี้ยงชีพทุกวัน-ประเทศไทย
บรรณาลักษณ์

