‘กึ้ง เฉลิมชัย’ เปิดแอพพ์ ‘BuddyThai’ ส่งพลังดีๆ ช่วยเด็ก ‘ถูกบูลลี่’
จากแรงบันดาลใจที่เห็นข่าว “เด็กถูกบูลลี่” จำนวนมาก รวมถึงประสบการณ์ตรงของหลาน ได้กลายมาเป็น “แรงผลักดัน” ให้ “กึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ” ลุกขึ้นมาทำโปรเจ็กต์ดีๆ เพื่อสังคมพัฒนาแอพพลิเคชัน “BuddyThai” ขึ้น เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่โดนรังแกหรือโดนบูลลี่ที่โรงเรียนและโดนบูลลี่ผ่านโซเชียลมีเดีย และเพื่อบรรเทาปัญหาการฆ่าตัวตายในกลุ่มเด็กและเยาวชนในสังคมไทย
“กึ้ง-เฉลิมชัย” ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA GROUP พิสูจน์ฝีมือด้วยการพลิกฟื้น TTA จากขาดทุนต่อเนื่องมาเป็นกำไรได้สาเร็จ อีกทั้งสามารถปรับภาพลักษณ์ TTA จากบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกอง เป็นกลุ่มบริษัทเพื่อการลงทุนชั้นนำ ที่ลงทุนเชิงกลยุทธ์ในหลากหลายธุรกิจ รวมถึงเปิดบริษัท โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เพื่อจัดคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีอย่างเต็มรูปแบบในเมืองไทย
ในบทบาท “นักธุรกิจ” เขาเป็นผู้บริหารที่มากความสามารถมีวิสัยทัศน์ แต่ในบทบาทของ “คุณน้า” และ “คุณลุง” ของหลาน 5 คน ซึ่งเป็นลูกของพี่สาว “อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ” และน้องสาว “อุษณา มหากิจศิริ ทัพพะรังสี” นั้น

หนุ่มคนนี้มี “มุมอ่อนโยน” ซึ่งเป็นที่ “รักและไว้วางใจของหลานๆ” จนทำให้หลานกล้าที่จะมาปรึกษาในทุกเรื่องราวของชีวิต
“โปรเจ็กต์นี้เริ่มพัฒนามาประมาณ 4 ปีแล้ว จากการที่ผมเห็นประเด็นนี้ ที่ไม่ว่าจะดูข่าวช่องทางไหนก็จะมีเรื่องบูลลี่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ได้เห็นปัญหาของเด็กรุ่นใหม่ที่โตขึ้นมาต้องเจอสิ่งแวดล้อมที่ไม่ค่อยเฟรนด์ลี่เท่าไหร่ รวมถึงเรื่องใกล้ตัว หลานก็เคยมีประสบการณ์ที่เคยโดนบูลลี่จนถึงขั้นอยากลาออกจากโรงเรียน ขนาดหลานที่ผมรักและเลี้ยงเหมือนลูกมาตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้อายุ 10 กว่าขวบ ก็ยังมีประสบการณ์โดนบูลลี่ ก็เห็นว่า เรื่องบูลลี่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน” กึ้ง-เฉลิมชัย เผยถึงจุดเริ่มต้นของแอพพ์ BuddyThai แล้วเล่าถึง “มายด์เซ็ท” ที่เขาให้แง่คิดกับหลานจนสามารถเปลี่ยนจิตใจให้กลับมาเข้มแข็งได้
“ผมบอกว่า ทุกคนต้องเจอปัญหาอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่จะอยู่หรืออยากจะไป ผมก็อยู่ข้างๆ เสมอ และไม่ว่าการตัดสินใจของเค้าจะเป็นยังไง มันไม่มีถูกไม่มีผิด แต่เราซัพพอาร์ตในการตัดสินใจ แต่ถ้าเป็นน้า การที่เราเจอปัญหา และเราไม่กล้าสู้ปัญหา เราก็จะเป็นคนอ่อนแอ เราก็จะไม่เป็นคนที่เข้มแข็ง การที่เราจะเข้มแข็งได้ มันต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ ผ่านความรู้สึกที่อาจจะไม่ได้เป็นความรู้สึกที่สบาย อย่างที่ภาษาอังกฤษบอก no play no gain ความสำเร็จต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด ก็จะทำให้เราเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้นได้ แล้วอีกเรื่องคือ เราต้องรู้ว่าจุดประสงค์ของคนที่ว่าหรือกลั่นแกล้งเรา เขาต้องการให้เราเจ็บ แล้วถ้าเราเจ็บตามที่เขาอยากให้เป็น เราแพ้หรือเปล่า แต่ถ้าเราไม่เจ็บ คนว่าจะเจ็บเอง ว่าทำไมไม่เวิร์ก มันคือจิตวิทยาย้อนกลับ คือหลานผมตั้งแต่ 3 ขวบ ผมก็จะคุยแบบเพื่อน คุยแบบผู้ใหญ่ และจะอธิบายให้ฟังหมดทุกเรื่อง”

แม้จะแก้ปัญหาให้หลานได้ เฉลิมชัยก็ยังคิดเผื่อไปถึงเด็กๆ ในสังคมไทยที่ “หลายครอบครัว ผู้ใหญ่อาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ลูกหลานกำลังมีปัญหาเรื่องนี้” อีกทั้ง ยังมองลึกลงไปถึงเรื่อง “ทรัพยากรบุคคล” ด้วยว่า
“ความสำคัญขององค์กร คือ บุคลากร ทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด คือ คน ไม่ใช่ตึกสวยแค่ไหน ทรัพย์สินมียังไง ถ้าคนที่มีจิตใจที่ดีไม่โดนอะไรมาในอดีต ก็จะทำให้เป็นบุคลากรที่ดีได้ แต่ถ้าเขาเติบโตมามีปัญหามีรอยร้าวทั้งความคิดและจิตใจ ก็อาจจะทำให้เป็นบุคคลากรที่ดีได้ไม่เต็มที่”
ทั้งหมดทั้งมวล จึงนำไปสู่การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่สามารถ “เข้าถึง” คนได้จำนวนมาก โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต ซึ่งได้รับความสนใจจาก “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สนับสนุนให้นำแอพพ์ไปทดลองใช้นำร่องในโรงเรียนสังกัดกทม. 10 โรงเรียน
“แอพพ์ BuddyThai ทำขึ้นเพื่อจะให้เด็กๆ สามารถมาพูดคุยและมาเช็คอารมณ์ตัวเองว่า ตัวเองมีปัญหาไหม หรืออารมณ์วันนี้เป็นยังไง หรือถ้าใครที่มีปัญหาจริงๆ ก็จะมีปุ่ม SOS ที่สามารถกดเข้าไปเพื่อเข้าไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญได้”

หลังจากเปิดตัวแอพพ์ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว แอพพ์ได้รับความสนใจจากเด็กๆ เข้าไปใช้บริการ ซึ่งพบว่า ปัจจุบันมีเด็กที่ถูกบูลลี่จำนวนมาก แอพพ์สามารถช่วยแก้ปัญหาในเบื้องต้นได้ แต่ถึงอย่างนั้น เฉลิมชัยก็ตั้งใจที่พัฒนาแอพพ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับคนที่มีปัญหาจริงๆ ซึ่งข้อจำกัดขณะนี้ คือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ในการให้คำแนะนำเด็กๆ ยังมีไม่เพียงพอ
“แอพพ์ยังต้องพัฒนาต่อ ตอนนี้ เรากำลังอยู่ในช่วงนำร่อง ยังไม่เปิดฟูลสตรีม เพราะการช่วยคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนที่มีปัญหาก็จะมีสภาวะจิตใจที่บางคนต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุย ตอนนี้ ยังเป็นการไอเดนทิฟาย เป็นการเลิร์นนิ่ง เซ็ทคำถามที่ถาม เพื่อให้ทุกคนได้เช็กอารมณ์ตัวเอง ก็เป็นเซ็ทคำถามที่มาจากกรมสุขภาพจิต จากผู้เชี่ยวชาญ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราก็ไม่อยากเอาความไม่รู้ไปสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น”

สเต็ปถัดไป เฉลิมชัย จึงวางแผนว่าจะปรับแอพพ์ โดยจำแนกปัญหาของผู้เข้ามาใช้บริการเป็น 3 สเตจ 1.Red คนที่มีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญพูดคุย 2.Yellow คนที่สามารถพูดคุยกับจิตอาสาได้ 3.Green คนทั่วไปที่อาจต้องการคนพูดคุย
“อันนี้เป็นสเต็ปถัดไปเพื่อที่จะช่วยลดภาระ ลดเวลาของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในอนาคตเราอยากจะเซอร์วิสให้ดีกว่านี้ ทันการณ์กว่านี้ เพื่อให้อนาคตจะได้ใช้กับคนหมู่มากมากขึ้น ช่วยหลายคนได้มากขึ้น”
เมื่อพูดถึงประเด็นบูลลี่ จึงอดถามไม่ได้ว่า สมัยเด็กๆ เคยถูกบูลลี่บ้างไหม หนุ่มกึ้ง เผยว่า โชคดีที่เป็นคนตัวใหญ่และเป็นคนไม่ค่อยซ่าทำให้คนไม่ค่อยกล้าบูลลี่

แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ให้ความรักความหวังดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางครอบครัวที่อบอุ่น
“เวลาเราทำผิด ท่านจะสอน จึงทำให้โตมา เวลาถูกใครว่าจะไม่รู้สึก แต่จะเก็บมาคิดว่าสิ่งที่เค้าว่า เราสามารถไปพัฒนาตัวเองได้หรือเปล่า คือเราไม่รู้สึกว่าคนคิดอะไรกับเรา คุณคิดอะไรกับเรา ก็เป็นความคิดของเค้า แต่เรารู้ว่า เราเป็นใคร เราเป็นยังไงอยู่ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด คนอื่นจะมาตัดสินเราไม่ได้ เพราะเราเป็นคนตัดสินตัวเราเอง”
ในฐานะ “คุณลุงและคุณน้า” ของหลานทั้ง 5 จึงทำให้เข้าใจเด็กยุคนี้ เข้าใจความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชั่น จึงอยากแนะนำผู้ใหญ่ให้พยายามเข้าใจวิธีคิดของเด็ก โดยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะทำให้เราคุยกับเด็กได้ง่ายขึ้น
“ผมจะคุยหลานเหมือนเป็นเพื่อนกัน ต่อให้เจนเนอเรชั่นแก๊ปเราจะห่างกัน 30 กว่าปี เราก็ยังเมาธ์กันได้ คุยเรื่องเคป๊อป คุยได้ทุกเรื่อง”
ซึ่งนี่คือ “มุมอ่อนโยน” ของหนุ่มกึ้งที่นำมาสู่การทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม ซึ่งเขาหัวเราะ และบอกว่า
“ผมก็ทำไปเรื่อยๆ มีความสุขกับการได้เห็นรอยยิ้ม หรือได้ช่วยคน แค่อยากทำแค่นั้นเอง มันคือกำไรแล้ว กำไรของสิ่งที่เราได้เกิดมา เราได้ช่วยคน ได้ส่งพลังดีๆ ให้กับคน อยากให้แอพพ์ BuddyThai เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นช่องทางที่ทำให้คนมีชีวิตดีขึ้น อยากให้สังคมช่วยรณรงค์เรื่องการบูลลี่ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ หรือจะเป็นใครก็ตาม การที่เราไปเอาพลังงานไม่ดีให้กับคนอื่น มันก็จะไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งดีๆ ตามกลับมา ผมจึงอยากจะทำดีๆ เพื่อสังคม เพราะพ่อสอนผมเสมอว่า ยิ่งให้อะไร เราก็ยิ่งได้รับมากกว่า และแอพพ์นี้ เราทำเพื่อช่วยจริงๆ”

รู้จัก 3 จุดเด่น แอพพ์ ‘BuddyThai’
1. มีปุ่มขอคำปรึกษากับนักจิตวิทยาได้โดยตรง เพื่อให้ เด็กและเยาวชน สามารถกดปุ่มนี้เพื่อติดต่อถึงสายด่วน 1323 ของกรมสุขภาพจิต หรือเลือกแชทกับนักจิตวิทยาผ่าน Facebook ของกรมสุขภาพจิต, ผ่านนักจิตวิทยาและอาสา LoveCare Station ของมูลนิธิแพธทูเฮลท์ และผ่าน Facebook ของ BuddyThai App ก็ได้เช่นกัน
2. มีแบบประเมินตนเอง ด้านความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) รวมถึงมีชุดความรู้และแบบฝึกหัดทักษะการใช้ชีวิต ที่จะทาให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ว่าจะต้องรับมือกับสถานการณ์ในชีวิตอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อโดนบูลลี่ พร้อมมีคาแนะนาดีๆ จากนักจิตวิทยาที่เชื่อถือได้
3. มีระบบบันทึกข้อมูลอารมณ์ในแต่ละวัน เด็กและเยาวชนสามารถเข้ามาบันทึกอารมณ์ของตัวเองได้ทุกวันและวันละหลายๆ ครั้ง และใส่เหตุผลได้ด้วย ข้อมูลอารมณ์จะบันทึกเป็นสถิติรายสัปดาห์และรายเดือน ทาให้เด็กและเยาวชนเช็คได้ว่า ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ตนเองมีอารมณ์หนักไปทางด้านใด เพราะอะไร โดยมีเทคนิคการจัดการอารมณ์ให้เด็กอ่านด้วยตนเอง ในขณะที่ หากพบว่าเด็กและเยาวชนคนไหนบันทึกว่า มีอารมณ์เครียด ซึมเศร้าติดต่อกันเป็นอาทิตย์และมีแนวโน้มคิดฆ่าตัวตาย ทีมadmin ก็จะ Monitor เด็กและเยาวชนคนนี้อย่างใกล้ชิด และสามารถแจ้งไปยังโรงเรียนและคุณครู หรือนักจิตวิทยาสายด่วนในการติดต่อเชิงรุกได้

ข่าวเพิ่มเติม
‘ชัชชาติ’ แนะวิธีรับมือสภาพจิต ปล่อยแอพพ์ ‘BuddyThai’ ช่วยเด็กถูกบูลลี่ หลังปี63 ไทยติดอันดับ 2 โลก

