ผมกลับไปอ่านนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่ เลยพบว่า นิราศที่ท่านแต่งเป็นกลอนแปดเรื่องสุดท้าย และได้รับยกย่องว่าดีที่สุดกว่าผลงานทุกเรื่องนั้น มีฉากเด่นฉากหนึ่งที่พรรณนาเส้นทางจากถ้ำเขาหลวง ก่อนจะถึงวัดพระธาตุเมืองเพชรบุรี สมัยโบราณมักเดินทางตอนกลางคืน ดังนั้น ท่านและลูกศิษย์จึงได้ “…ดูเด่นดวงเดือนสว่างกลางเวหา โอ้เย็นฉ่ำน้ำค้างที่กลางนา เสียงปักษาเพรียกพลอดบนยอดตาล” ดูเป็นการเดินทางที่น่ารื่นรมย์ดีนะครับ

จากนั้นท่านก็ “…เที่ยวชมชื่นเขตแขวงด้วยแสงแข ต่างลดเลี้ยวเที่ยวเด็ดดอกแคแตร ได้เห็นแต่นกน้อยต้อยตีวิด สักสองยามตามทักล้วนปักษา เสียงแจ้วจ้าจ้อยเจี๋ยวเตี๋ยวเตี๋ยวติดฯ” ใครที่เป็นคนบ้านนอก บ้านอยู่ติดป่าเขา ติดทุ่งนา คงยอมรับว่า ทั้งฉากเดินทางใต้แสงเดือนหงาย นกกลางคืนร้องบนยอดไม้ และเสียงนกต้อยตีวิดที่ทำรังบนพื้นดินร้องดังโหวกเหวกเมื่อมีคนเดินเข้าไปใกล้นั้น สุนทรภู่ท่านพรรณนาไว้ชัดราวตาเห็นทีเดียว
โดยเฉพาะกิริยาอาการที่ลูกศิษย์ของท่าน “ลดเลี้ยวเที่ยวเด็ดแตร” นั้น ราวกับฉากหนังสารคดี เพราะดอกแคแตร ซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกแคนา แคทุ่ง (Trumpet tree) จะบานดอกขาวพราวทั้งต้นเพียงแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น เช้ามาเราจะแทบไม่เห็นดอกสีขาวทรงปากแตรเล็กๆ กลิ่นหอมอ่อนๆ นั้นติดอยู่บนต้นเลย
ตอนเช้าๆ ชาวบ้านมักเก็บดอกแคแตร ซึ่งเริ่มบานมากในช่วงเดือนมีนาคมต่อเนื่องจนถึงหน้าฝน ไปลวกจิ้มน้ำพริก บางแห่งก็หมักทำแหนม ผมจำได้ว่าเคยชวนให้ตัดขลิบปลายกลีบดอก เด็ดก้านเกสรออก ลวกน้ำร้อนพอสุก หั่นท่อนสั้นๆ แล้วผัดคั่วพริกตำสูตรแบบล้านนา โรยกระเทียมเจียวตบท้าย กินกับข้าวสวยหรือข้าวเหนียวก็ได้
ช่วงนี้ แคแตรทุกต้นจะบานดอกสีขาวร่วงให้เก็บได้ทุกวันนะครับ ผมเลยลองเอาทำกับข้าวไปหลายอย่าง แล้วพบว่ามีแกงหม้อหนึ่ง ที่ถ้าเป็นภาษาคนภาคกลางตอนบนจะว่ามัน “ขมหร่อมๆ” หมายถึงขมน้อยๆ อร่อยกำลังดี

เราเตรียมดอกแคแตรลวกเร็วๆ ตามวิธีที่บอกนะครับ แล้วหั่นเป็นท่อนยาวหน่อย
หม้อนี้เราจะแกงกับลูกชิ้นปลาทำเอง ผมใช้ปลาดาบลาว แล่ขูดเนื้อตำกับเกลือ พริกไทยนิด กระเทียมหน่อย ปั้นก้อนกลมอย่างลูกชิ้นไว้
ก้างและหัวต้มในหม้อหางกะทิสักครู่ แล้วตักขึ้นมาแกะเอาเศษๆ เนื้อติดก้างนั้นตำผสมกับพริกแกงคั่วให้ละเอียดเข้ากันดี
ที่ต้องเตรียมอีก ก็คือหัวกะทิ ใบมะกรูด น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บนิดหน่อยครับ
ตอนแกงก็ง่ายมาก ทำเหมือนเราแกงคั่วผักรสขมอื่นๆ คือละลายพริกแกงในหม้อหางกะทิที่ต้มกับก้างปลาไว้จนหวานหอม ยกตั้งไฟให้เดือด ค่อยๆ หย่อนลูกชิ้นปลาดาบลาวลูกสวยๆ ของเราลงไป ปรุงรสเค็มด้วยน้ำปลา เดาะน้ำตาลปี๊บตัดรสพอให้หวานนิดๆ ใส่ใบมะกรูด ต้มไปสักครู่ พอให้รสหวานของลูกชิ้นปลาละลายออกมาผสมในน้ำแกง และน้ำมันหอมระเหยในใบมะกรูดส่งกลิ่นหอมฟุ้งขึ้นมาจนรู้สึกได้ เติมหัวกะทิให้แกงข้นมันตามต้องการ

สุดท้ายก็ใส่ดอกแคแตรลวกที่หั่นเตรียมไว้ลงไป ปล่อยให้เดือดสักครู่ จนกระทั่งรส “ขมหร่อมๆ” เริ่มผสมผสานกับน้ำแกงให้ความนัวนวลสมดุลกันดี ก็จะได้แกงคั่วรสแบบครัวไทยภาคกลาง ใครที่ชอบของขม โปรดปรานแกงอ่อมมะระ หรือใบยอใส่ปลาดุก แกงคั่วหอยขมใส่ชะอมและใบชะพลู แกงขี้เหล็กเนื้อย่าง ฯลฯ ต้องชอบรสชาติและเนื้อดอกแคแตรแน่ๆ นอกจากมันจะขมอ่อนๆ และมีสรรพคุณเป็นยาระบายแล้ว ความนุ่มนวลของก้านและกลีบดอกแคแตร โดยเฉพาะหากอุ่นแล้วสักหนึ่งครั้ง จะเทียบเท่าเนื้อบอนนุ่มๆ ในแกงบอนแบบโบราณเลยทีเดียว
ถ้าใครตามอ่านงานกวีนิราศของสุนทรภู่ จะพบว่าท่านเป็นคนกินยาก ไม่นิยมกินของแปลก ของบ้านๆ แถมออกจะเหยียดๆ เอาด้วยซ้ำ ดังฉากในนิราศเมืองเพชรนี้ ท่านก็ไม่ได้กล่าวถึงการกินดอกแคแตรแต่อย่างใด เราๆ ท่านๆ จึงอาจนับว่าล้ำหน้าท่านไปอย่างน้อยก้าวหนึ่ง ในเรื่องการหาของกิน แต่คงไม่ต้องถึงกับ “เที่ยวชมชื่นเขตแขวงด้วยแสงแข” ไปตระเวนเด็ดดอกแคแตรจากต้นในตอนกลางคืน อย่างบรรดาลูกศิษย์ของท่านหรอกนะครับ
ลำพังเราเก็บเอาจากใต้ต้นของมันในช่วงนี้ ก็แทบทำกินไม่ทันแล้วแหละ
กฤช เหลือลมัย

