จากความรุนแรงในครอบครัวปะทุเป็นคดีภรรยาสั่งฆ่าสามีสะเทือนสังคม กรณีหมอนิ่ม-พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ สั่งฆ่าอดีตสามี เอ็กซ์-จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักยิงปืนทีมชาติไทย ที่ภายหลังศาลตัดสินประหารชีวิตสถานเดียว ได้สะท้อนอะไรหลายอย่าง ซึ่งมีนักสิทธิสตรีและผู้ทำงานช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว มาเปิดมุมมอง
เครียด-ไม่มีทางออก สาเหตุ “โศกนาฏกรรม”
เริ่มที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า กรณีหมอนิ่มเป็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัวชัดเจน จะเห็นได้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุที่มีเรื่องแจ้งความถูกทำร้าย ซึ่งครั้งหนึ่งถูกทำร้ายระหว่างตั้งครรภ์จนแท้ง ครอบครัวนี้ยังมีปัญหามาตลอด ขณะที่ฝ่ายหญิงก็ชัดเจนว่าไม่อยากอยู่ร่วมกับฝ่ายชาย ทั้งนี้ เมื่อเอากรณีนี้มาศึกษาเทียบกับกรณีผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัวหลายคน ที่มาขอความช่วยเหลือมูลนิธิ พบว่ามีทั้งอดทนได้ เพราะเธอมีอาชีพไม่แน่นอน ยังต้องพึ่งสามี ส่วนบางคนที่อดทนไม่ไหว พบว่าไม่ใช่จู่ๆเธอจะลุกมาทำร้าย มาฆ่าสามี แต่เพราะสถานการณ์รุมเร้ามาตลอด ผ่านการอดทน ความเครียดมามากกว่า 10 ปี แต่บางคนก็เลือกไม่ทำร้ายสามี แต่เลือกที่จะฆ่าตัวตายเอง ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อย
“บางครั้งผู้หญิงที่ฆ่าสามี เธอเพียงเน้นป้องกันตัวเอง ไม่ได้ตั้งใจฆ่า หรือคนที่ตั้งใจฆ่า เขาก็ไม่ได้จู่ๆอยากฆ่า แต่เพราะความกดดัน เครียด ไม่มีทางออก เวลาไปแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนจะถามว่า แล้วไปทำอะไรให้สามีทำร้าย หรือเวลาไปปรึกษาครอบครัว หรือคนไว้ใจ บางคนก็จะตอกย้ำค่านิยมเดิมๆ คือภรรยาต้องปรนนิบัติสามี ต้องอดทนเพื่อลูก แต่ไม่มีทางออก ทั้งนี้ ในกรณีหมอนิ่มหากจะนำมาเป็นบทเรียนให้สังคม ก็ไม่อยากให้มองเพียงเธอเป็นอาชญากร แต่ต้องมองอย่างเข้าใจ ต้องพิจารณาหลากหลาย และจะเข้าใจเหตุผลชัดเจน อย่างมูลนิธิเองก็มีหลายกรณีที่ภรรยาตัดสินใจฆ่าสามี เพราะพวกเธอประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง ความไม่เท่าเทียม รวมถึงมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาเสพติด มาเป็นปัจจัยกระตุ้นอีก”
พบ “สามีฆ่าภรรยา” สถิติสูงกว่า “ภรรยาฆ่าสามี”
เพื่อให้เห็นปรากฏการณ์ภรรยาฆ่าสามี ที่ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนไม่ได้มีเพียงกรณีหมอนิ่ม มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้นำสถิติที่รวบรวมข่าวภรรยาฆ่าสามี ตลอดทั้งปี 2552, 2553 และ 2556 มาแสดงให้เห็นถึงทิศทาง และสาเหตุ ดังนี้
ปี 2552 มีข่าวภรรยาฆ่าสามี 24 ข่าว จาก 123 ข่าวสามีและภรรยาฆ่ากัน พบสาเหตุหลักมาถูกสามีทำร้ายร่างกายก่อน 13 ข่าว ซึ่งในจำนวนนี้พบปัจจัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากระตุ้น 8 ข่าว นอกนั้นจับได้ว่าสามีมีผู้หญิงอื่น และขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน
ปี 2553 มีข่าวภรรยาฆ่าสามี 18 ข่าว จาก 124 ข่าวสามีและภรรยาฆ่ากัน พบสาเหตุหลักมาจากสามีทุบทำร้ายภรรยาเป็นประจำ 5 ข่าว ซึ่งในจำนวนนี้พบปัจจัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากระตุ้น 3 ข่าว และฆ่าเพราะสามีมีผู้หญิงอื่น ไม่รับผิดชอบครอบครัว 5 ข่าว ซึ่งในจำนวนนี้พบปัจจัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากระตุ้น 1 ข่าว นอกจากนั้นเป็นหึงหวง ไม่ยอมหลับนอนก็โดนทุบตี ทะเลาะวิวาท ทั้งนี้ ในปีดังกล่าวยังพบภรรยาฆ่าสามีและฆ่าตัวตายตาม จากการเจ็บป่วยของสามี และหึงหวง
และปี 2556 มีข่าวภรรยาฆ่าสามี 12 ข่าว จาก 97 ข่าวสามีและภรรยาฆ่ากัน พบสาเหตุหลักมาจากสามีทำร้ายทุบตี/บังคับหลับนอน 6 ข่าว ซึ่งในจำนวนนี้พบปัจจัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากระตุ้น 3 ข่าว นอกนั้นจับได้ว่าสามีมีผู้หญิงอื่น ถูกดูถูกเหยียดหยามเชื้อชาติ ขู่นำคลิปมาเปิดเผย
“สถิติจากข่าวจะพบสามีฆ่าภรรยามากที่สุด แต่ส่วนภรรยาฆ่าสามีจะเป็นรอง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสาเหตุการถูกทำร้ายร่างกายมาเป็นเวลายาวนาน จนวันหนึ่งทนไม่ไหว ต้องลุกมาปกป้องตัวเอง” นายจะเด็จกล่าว
อย่าเชื่อว่าสามีจะกลับมาดีขึ้นในสักวัน
ทั้งนี้ จะเด็จแนะนำผู้หญิงที่กำลังประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวว่า
“อย่าทน ต้องไปปรึกษาคนอื่นที่ไว้วางใจ หากปรึกษาไม่ได้ ก็ต้องแจ้งหน่วยราชการ เช่น ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (โอเอสซีซี) โทร.1300 หรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านนี้ ผู้หญิงต้องไป อย่าเชื่อว่าสามีจะกลับมาดีสักวันหนึ่ง เราเจอหลายเคสที่สามีติดเหล้า พอไม่กินเหล้าก็เป็นคนธรรมดา พอกินเหล้าก็มีปัญหาอีก ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่าผู้ชายจะหยุดกระทำความรุนแรงได้ ต้องมีกลไกเข้าไปแทรกแซง จะด้วยคนกลางจะด้วยสังคม ที่ผ่านมาที่มีปัญหา เพราะเราคิดว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว ไม่มีใครมายุ่งได้ ก็อยากให้ผู้หญิงเปลี่ยนวิธีคิด เอาคนหรือหน่วยงานเข้าไปช่วยแก้ปัญหา
5 ข้อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
นายจะเด็จยังเสนอ 5 ข้อ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ว่า
1.คนใกล้ชิดต้องไม่โทษผู้หญิง ต้องเข้าใจและให้กำลังใจ หากไม่สามารถประณีประนอมให้อยู่ร่วมกันได้ ก็ต้องเลิกกัน ไม่ใช่พยายามจะพูดให้ประณีประนอม อย่างกรณีหมอนิ่มที่ผ่านมามีความพยายามใช้กลไกภาครัฐและสื่อเป็นตัวกดดันให้กลับมาอยู่ร่วมกัน แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้
2.กลไกให้คำปรึกษาหน่วยงานรัฐต้องเข้าใจ อย่ามองเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่งั้นจะไม่เห็นปัญหา
3.ระบบการศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ต้องพัฒนาหลักสูตรหญิงชาย ที่สอนให้เคารพสิทธิบาทบาทกันและกัน ปลูกฝังตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัย ไม่งั้นการผลิตคนมาในระบบคิดชายเป็นใหญ่ ก็จะนำมาสู่ความรุนแรงแบบที่ผ่านมา
4.รณรงค์กับผู้ชายอย่างต่อเนื่อง ในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ
5.สื่อต้องเสริมสร้างบทบาทหญิงชายเคารพกัน อย่างละครที่ยังมีฉากพระเอกข่มขืนนางเอก ตอกย้ำการใช้ความรุนแรงกับแฟนหรือภรรยาได้ ทั้งที่เป็นความเชื่อที่ผิด จนนำมาสู่กรณีที่ผู้หญิงเข้ามาขอความช่วยเหลือที่มูลนิธิ



ปรึกษายุติความรุนแรง “โอเอสซีซี 1300”
ถัดมาที่ นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม กล่าวว่า แม้เราจะมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมาจากทัศนคติ ค่านิยมของผู้ปฏิบัติงาน ที่ไม่ยอมยุติปัญหาตั้งแต่ต้นทาง อย่างเวลามีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมาที่โรงพัก ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ถูกปลูกฝังค่านิยมเดิมๆ ว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาลิ้นกับฟัน พูดคุยนิดหน่อยเดี๋ยวก็จบ จึงใช้วิธีไกล่เกลี่ยในการแก้ปัญหา ไม่ส่งผู้กระทำความรุนแรงไปบำบัดพฤติกรรม ไม่ส่งผู้ถูกกระทำเข้ารักษาสภาพจิตใจตามกลไกที่กฎหมายมี ทำให้ผู้หญิงอยู่ในวงจรความรุนแรง พอถูกกระทำซ้ำและบ่อย เขาก็ลุกขึ้นสู้ แต่สู้เพื่อให้สามีหยุดกระทำ ไม่ได้ต้องการฆ่า
“ปัญหานี้ไม่ใช้แค่ความรุนแรงในครอบครัว แต่รุนแรงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ยังไม่รู้แก้ที่รากเหง้าปัญหา ปล่อยให้เขากลับไป จนเกิดปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดจากอารมณ์ชั่ววูบ”
จากประสบการณ์ทำงานช่วยเหลือผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงในหลายราย นางสาวสุเพ็ญศรีแนะนำว่า ผู้หญิงต้องไม่ยอมตั้งแต่ต้นเมื่อถูกกระทำความรุนแรง เพราะการทำร้ายเล็กๆน้อยๆ นานวันจะมีระดับรุนแรงไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต ฉะนั้นหากมีปัญหาสามารถโทรขอคำปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือจาก ศูนย์โอเอสซีซี 1300 ตำรวจ สภาทนายความ มูลนิธิด้านผู้หญิงต่างๆ ชมรมพนักงานสอบสวนหญิง ตลอดจนศูนย์ดำรงธรรม ทั้งนี้ เพราะพฤติกรรมรุนแรงไม่สามารถหายไปได้เอง โดยไม่ทำอะไร”
นางสาวสุเพ็ญศรี กล่าวทิ้งท้ายถึงข้อเสนอปรับปรุงและพัฒนาเชิงโครงสร้าง ว่า ทำอย่างไรให้กลไกคุ้มครองทำงานเชิงรุก ออกไปหาผู้หญิง สนับสนุนให้ผู้หญิงใช้สิทธิทางกฎหมาย ทำอย่างไรให้ผู้หญิงได้รับการคุ้มครองจนถึงตัดสินคดี ทำอย่างไรระหว่างคุ้มครองจะมีการดูแลให้มีรายได้ หรือฝึกอาชีพ ซึ่ง พม.จะต้องสนับสนุนงานตำรวจ ทำร่วมกันภายใต้แผนปฏิบัติ ที่มีการตรวจสอบ ประเมินรายงาน มีตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเชิงปริมาณ ส่วนตัวเชื่อว่าถ้ามีระบบงานอย่างนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ จะประชุมกันบ่อย ถือเป็นการฝึกการทำงานจากการปฏิบัติการไปในตัว

