เปิดมุมมอง ‘ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์’ ถ้ามีพลังวิเศษจะเลือก ‘พัฒนาโรงเรียน’

22.07.23 | 16:35 น.

เปิดมุมมอง ‘ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์’ ถ้ามีพลังวิเศษจะเลือก ‘พัฒนาโรงเรียน’

ถ้าหากจะตั้งคำถามถึงปัญหาของการศึกษาไทย คงจะมีมากมายนับไม่ถ้วน ไล่เรียงตั้งแต่บุคลากร หลักสูตร หรือแม้แต่ขนบเดิมๆ ที่การศึกษาไทยยังคงติดหล่มมาจนถึงทุกวันนี้เกิดเป็นปัญหาที่ไม่จบสิ้น และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่โหมกระหน่ำ สาดซัดไปมา

แต่ท้ายที่สุดยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ ‘ยาก’ หรือแทบจะแก้ไข ‘ไม่ได้’

สุดท้าย คำกล่าวที่ว่า ‘การศึกษาไทยล้าหลัง’ คงต้องมานั่งถกกันอีกครั้งว่าเป็นความจริง หรือเป็นเพียงคำกล่าวที่ไร้มูลเหตุ กับปัญหาในห้องสี่เหลี่ยมที่ยังไม่ถูกแก้ไข

‘อาจารย์แพรว-ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์’ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำของไทย และประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนนานาชาติ เวลลิงตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์แบบพิเศษ ถามตรง ตอบตรงในรายการ ‘Woody FM’ ถึงการศึกษาไทยในหลากหลายแง่มุม ในมุมมองของผู้ที่สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงการศึกษาที่มากกว่า 20 ปี

Advertisement

ดร.ดาริกา อธิบายถึงภาพรวมของการศึกษาไทยว่า “ปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ในอดีต เด็กเกิดในเมืองไทยเกือบล้านคนต่อปี ทุกวันนี้เหลือเพียงประมาณ 5 แสนคน ซึ่งหายไปครึ่งหนึ่ง มีผลกับเด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เกิดการแข่งขันดุเดือด นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังมีแนวคิดโตเป็นผู้ใหญ่ไวขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก บางคนทำงานหาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยต้องทำให้เห็นว่าเราสามารถสนับสนุนและส่งเสริมเขาได้อย่างไรบ้าง มาเรียนแล้วต้องได้อะไรกลับไปมากกว่าแค่ปริญญา”

พร้อมทั้งย้ำว่า ‘ครู’ มีความสำคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเนื้อหาการเรียนการสอน ยิ่งไปกว่านั้นครูยังจำเป็นที่จะต้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผู้เรียน สามารถนำหลักสูตรการเรียนการสอนมาใช้กับผู้เรียนให้เหมาะสมในแต่ละวัย เพราะฉะนั้นครูคือฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาผู้เรียน

“ต่อให้นำหลักสูตรที่ดีที่สุดมา Copy & Paste เช่น หลักสูตรของโรงเรียนอินเตอร์มาใช้กับโรงเรียนไทยก็ทำไม่ได้ เพราะสำคัญยิ่งกว่าตัวหลักสูตรคือ คุณภาพครู”

หลังจากอธิบายเพื่อให้เห็นภาพรวมของการศึกษาไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เธอก็เริ่มเล่าถึงความตั้งใจถึงเรื่องที่ว่า ‘หากมีพลังวิเศษจะเลือกแก้ปัญหาอะไรก่อนในระบบการศึกษาไทย’ เธอไม่รีรอ ตอบอย่างทันท่วงทีว่า “เลือกพัฒนาระดับโรงเรียนก่อน” พร้อมอธิบายต่อว่า

“เพราะเวลาพูดถึงคุณภาพการศึกษาว่าดีหรือไม่ดี จะมองที่การเรียนระดับโรงเรียน ไม่ใช่ระดับมหาวิทยาลัย ถ้าอยากแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา ต้องลงไปดูที่ระดับโรงเรียนก่อนเป็นอย่างแรก เป็นพื้นฐานของระบบการศึกษาที่สำคัญที่สุด ซึ่งสำหรับประเทศไทยคงเห็นแล้วว่าเราเจอปัญหาหลายๆ เรื่อง ที่ทำให้การศึกษาไทยยังไม่ดีพอ”

“ในภาพรวมโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นโรงเรียนของรัฐ ดังนั้น เวลาเราพูดถึงคุณภาพการศึกษาของไทย เราจึงมองไปที่คุณภาพของโรงเรียนรัฐเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การศึกษาในโรงเรียนรัฐมีปัญหาค่อนข้างซับซ้อน แต่เรื่องหลักๆ ที่หากแก้ไขได้ จะทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ปัญหาหลายๆ อย่างที่เจออยู่ คลี่คลายลงไปได้”

สำหรับประการแรกที่ต้องแก้ไข คือ กระจายอำนาจในการบริหารโรงเรียน เพราะโรงเรียนรัฐมีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ไม่กระจายอำนาจไปยังพื้นที่ ทำให้แก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด

ถัดมา คือ เปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณ ค่าเล่าเรียนและสวัสดิการนักเรียนต้องให้กับเด็ก หรือผู้ปกครองโดยตรง เมื่อผู้บริโภคเป็นคนเลือกโรงเรียนเอง จะทำให้ทุกๆ โรงเรียนพยายามยกระดับตัวเองให้มีคุณภาพมากที่สุด นอกจากนี้ งบพัฒนาโรงเรียนก็ไม่ควรจัดสรรให้โรงเรียนแบบให้ มากหรือน้อยตามจำนวนนักเรียนในโรงเรียน เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมักจะได้เงินน้อยตลอดกาลและก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก

เมื่อสองวิธีข้างต้นแล้วเสร็จ ต่อมาคือการควบรวมโรงเรียนเล็กให้เป็นลักษณะโรงเรียนแม่ข่าย-ลูกข่าย เพราะประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้การกระจายงบประมาณไม่มีสิทธิภาพ งบประมาณไม่เพียงพอ ขาดบุคลากร เกิดปัญหาครูไม่ครบชั้นปี ไม่ครบห้อง

นอกจากนี้ ดร.ดาริกา ยังเผยถึงสิ่งที่อยากเห็นในอนาคตเกี่ยวการศึกษาไทยว่า อยากเห็นเด็กไทยมีแรงบันดาลใจ ไม่อยากให้ต้องแบกรับความกดดันที่มากจนอาจก่อให้เกิดความเครียด โดยมีครูป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่พวกเขา

“อยากเห็นเด็กที่คิดแตกต่าง ทุกคนไม่ได้คิดเหมือนกัน อยากเห็นโรงเรียนที่ไม่ได้เตรียมเด็กเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว เพราะการศึกษาเป็นแผนระยะยาว เป้าหมายไม่ใช่แค่นั้น แต่ในอนาคตเขาทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรให้กับสังคมบ้าง มีความสุขยังไง อยากเห็นเด็กไทยเป็นแบบนี้มากกว่า ไม่สนว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้มากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าเข้าได้ก็ดี บ่งบอกถึงความรอบรู้ แต่ไม่ใช่ทุกคนมองมิตินั้นมิติเดียว” ดร.ดาริกา กล่าวด้วยความหวัง