หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที เทรนด์ไอทีพัน...

เทรนด์ไอทีพันล้าน ตั้งแต่ปี 2017

2.01.17 | 10:08 น.
คอร์ทานา-Microsoft

การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยการตลาดไอทีชื่อดังที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก คาดการณ์เอาไว้ว่า ในปี 2017 บริษัทต่างๆ ทั่วโลกจะใช้จ่ายเงินด้าน “ไอที” หรือ “เทคโนโลยีสารสนเทศ” รวมกันแล้วประมาณ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์

ที่น่าสนใจก็คือ เงินส่วนใหญ่ในจำนวนมหาศาลดังกล่าวจะไม่ถูกนำไปใช้ซื้อ “ฮาร์ดแวร์” (อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเซิร์ฟเวอร์ เป็นต้น) อีกต่อไป แต่บริษัทเหล่านี้จะเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อ “ซอฟต์แวร์” และ “บริการ” ด้านไอทีเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับโลกในยุคที่ทำทุกอย่างผ่าน “คลาวด์” ตัวฮาร์ดแวร์จริงๆ จะอยู่ที่ “ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์” ของผู้ให้บริการต่างๆ และถูกส่งมายังบริษัทที่เป็นผู้ใช้บริการในลักษณะของบริการผ่าน “อินเตอร์เน็ต” นั่นเอง

แนวโน้มการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปี 2016 นี้ ที่ค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นราว 6 เปอร์เซ็นต์ ในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 7.2 เปอร์เซ็นต์ เป็นเม็ดเงินรวม 357,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าเป็นบริการไอทีแล้วค่าใช้จ่ายของบริษัทต่างๆ ทั่วโลกในปี 2017 จะเพิ่มขึ้นเป็น 943,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มจากปี 2016 นี้ราว 5 เปอร์เซ็นต์

แล้วซอฟต์แวร์และบริการด้านไอทีอะไรที่บริษัทวิจัยการตลาดด้านนี้เชื่อว่าจะเป็นเทรนด์ใหญ่ในปีหน้า มีคำตอบอยู่หลายประการด้วยกัน

เอไอกับแมชชีน เลิร์นนิ่ง

Advertisement

ซอฟต์แวร์และอัลกอริทึม ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมเครื่องจักรกลทั้งหลาย “เรียนรู้” ได้ด้วยตัวเองเป็นเทรนด์ไอทีสำคัญมาตั้งแต่ปี 2016 แต่ในปี 2017 การ์ทเนอร์ชี้ว่าเทคนิคต่างๆ จะก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ก้าวข้าม

อัลกอริทึมที่อยู่บนพื้นฐานของกฎคอมพิวติ้งทั่วๆ ไปกลายเป็นอัลกอริทึมสำหรับสร้างระบบซึ่งสามารถ “เข้าใจ, เรียนรู้, ปรับตัวเอง และเป็นไปได้ที่จะทำงานได้ด้วยตัวเองโดยอิสระ” และเปลี่ยนปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ให้กลายเป็น “บริการ” ที่สามารถซื้อหาได้ในที่สุด

ที่ผ่านมา บริษัทอย่าง กูเกิล ไมโครซอฟท์ หรือเซลฟอร์ซ ต่างพากันเพิ่มบริการด้านเอไอลงในบริการคลาวด์ของตัวเอง เช่นเดียวกับสตาร์ตอัพบางรายที่ผลิตแอพพลิเคชั่นเอไอออกมา อย่างเช่น เว็บไซต์สำหรับการท่องเที่ยวอย่าง “โกโกบอท” เป็นต้น

มาร์เก็ตส์แอนด์มาร์เก็ตส์คาดการณ์ว่าตลาดบริการไอทีด้านนี้จะขยายตัวจาก 420 ล้านดอลลาร์ ในปี 2014 เป็น 5,050 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2020 ครับ

อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์-Mark Stone-University of Washington
อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์-Mark Stone-University of Washington

ผู้ช่วยเสมือน

เมื่อเอไอถูกเสริมเข้าไปในทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ บริการผ่านคลาวด์ เรื่อยไปจนถึง “อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์” (ไอโอที) ซึ่งหมายถึงทุกๆ อย่างที่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่อินเตอร์เน็ตได้ด้วยตัวเอง ก็จะทำให้บริการ “ผู้ช่วยเสมือนจริง” จะฉลาดขึ้น รอบรู้กว้างขวางมากขึ้นในปี 2017

ตัวอย่างของ “ผู้ช่วยเสมือน” หรือ “เวอร์ฌ่วล แอสซิสแทนท์” เหล่านี้ที่หลายคนคุ้นเคยอย่างเช่น สิริ, คอร์ทานา, และ กูเกิลนาว ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่อีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวออกไปกลายเป็นบริการด้านไอทีในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นในปีหน้า เมื่อบริษัทเหล่านี้เปิดให้นักพัฒนานอกบริษัทสามารถหยิบมันไปประยุกต์ใช้ตามแนวทางของตน ตัวอย่างเช่น “เวนโม” ที่พัฒนาสิริไปใช้ในการออก

คำสั่งด้วยเสียงเพื่อจัดการจ่ายเงินชำระค่าสินค้าและบริการผ่านเว็บไซต์ของตน ส่วนคอร์ทานาก็สามารถช่วยเราจัดการกับแอพพลิเคชั่น ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ได้สารพัด ถ้าหากระบบปฏิบัติการของเราเป็นวินโดวส์ 10 เป็นต้น

“แกรนด์ วิว รีเสิร์ช” เชื่อว่าตลาดผู้ช่วยเสมือนอัจฉริยะ (ไอวีเอ) ที่เริ่มต้นมาในปี 2016 จะโตเร็วมากและมีมูลค่าถึง 21,280 ล้านดอลลาร์ ในปี 2024 ครับ

ไอโอที ที่อัจฉริยะ

ไอโอทีจะผสมผสานเข้ากับเอไอมากขึ้นและมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2017 นี้เป็นต้นไป ชิป, เซ็นเซอร์, และแอพพลิเคชั่นสำหรับ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ตั้งแต่รถยนต์เรื่อยไปจนถึงแปรงสีฟันผ่านอินเตอร์เน็ตจะทำให้การนำเอาเอไอและการเรียนรู้ไปใส่ไว้ในแอพพลิเคชั่นเพื่อการควบคุมการทำงานของสิ่งเหล่านั้นมีความสมเหตุสมผลมากขึ้นในอนาคต

ดังนั้น ในปี 2017 เราจึงจะได้เห็นอุปกรณ์ไอทีสารพัดอย่างที่มีขีดความสามารถ “พูดคุยสื่อสารกันและกันเองได้” กับ “ช่วยเหลือและเติมเต็มซึ่งกันและกัน” เพื่อ “ตัดสินใจ”

ทำบางสิ่งบางอย่าง เกิดขึ้นมามากขึ้นและมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โดรน, ยานพาหนะอัจฉริยะ เรื่อยไปจนถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

มาร์เก็ตส์แอนด์มาร์เก็ตส์เชื่อว่าตลาดด้านนี้จะขยายจาก 157,050 ล้านดอลลาร์ ในปี 2016 เป็น 661,740 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2040 นี้

วีอาร์-เออาร์ Magic Leap
วีอาร์-เออาร์ Magic Leap

วีอาร์/เออาร์

วีอาร์คือความเป็นจริงเสมือน (เวอร์ฌ่วล เรียลิตี้) ส่วนเออาร์คือสภาวะเสริมจากความเป็นจริง (ออกเมนท์ เรียลิตี้) ทั้งสองอย่างคล้ายคลึงกันและยิ่งนับวันยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในแง่ของความบันเทิงสำหรับเกมเมอร์ แต่ในอนาคตอันใกล้ วีอาร์/เออาร์ จะเข้าไปมีบทบาทในการ “ทำงาน” มากยิ่งขึ้นและทุกคนจะไม่แปลกใจ หรือเวียนหัวกับสภาพความเป็นที่ถูกเสริมแต่งให้เป็นไปตามความต้องการของเราอีกต่อไป

วีอาร์/เออาร์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อ “ติดตามจับตา” การทำงานของไอโอทีตลอดเวลา, ใช้วิเคราะห์ความล้มเหลวของระบบ, ใช้ทดสอบแนวทางแก้ปัญหา พัฒนาโซลูชั่นต่างๆ กระทั่งใช้เพื่อการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นในอนาคต

ปีหน้า เราจะได้ยินเรื่องราวของวีอาร์/เออาร์ มากขึ้นและมากขึ้นจากแวดวงไอทีครับ