คนเรามีประสาทเพื่อรับสัมผัสจากสิ่งเร้าภายนอกอยู่ 5 อย่างด้วยกัน คือ การรับรู้ภาพโดยการมองเห็นด้วยตา การได้ยินเสียงด้วยหู การรับรู้กลิ่นด้วยจมูก การรับรู้รสด้วยลิ้น และสุดท้ายคือ การรับรู้การสัมผัสด้วยผิวหนัง
ในบรรดาประสาททั้ง 5 ดังกล่าว เทคโนโลยีซึ่งเกี่ยวเนื่องกับประสาทแต่ละอย่างถูกพัฒนาก้าวรุดหน้าไปไม่เท่าเทียมกัน สืบเนื่องจากการเรียนรู้และทำความเข้าใจไม่เท่ากัน ทำให้เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับภาพและเสียง ที่เรารู้และเข้าใจมากกว่า พัฒนาไปมากกว่า สอดคล้องกับการวิถีการดำรงชีวิตของคนเราที่ใช้ประสาทตาและหูมากที่สุดในชีวิตประจำวัน
ในแต่ละวันเรารับรู้ผ่านทางประสาทตามากถึง 75% ของการรับรู้ทั้งหมด ต่อด้วยการรับรู้ทางเสียงผ่านหู 13% แล้วจึงจะเป็นการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสที่ผิวหนัง จมูก และลิ้น ที่ 6%, 3% และ 3% ตามลำดับ5
องค์ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับหูและตาในกว่า 100 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้เราพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ได้มากมาย ตั้งแต่ภาพยนตร์ 3 มิติ เรื่อยไปจนถึงอุปกรณ์สร้างภาพเสมือนจริง (วีอาร์ เฮดเซต) และเทคโนโลยีหูฟังไร้สายบลูทูธแบบตัดเสียงรบกวน เป็นต้น
ในช่วงทศวรรษหลังมานี้เทคโนโลยีเกี่ยวกับประสาทอีกชนิดหนึ่งของคนเราพัฒนาไปเร็วมาก แม้จะไม่มากเท่าด้านภาพและเสียงก็ตามที นั่นคือเทคโนโลยีเกี่ยวกับการสัมผัส ที่มีศัพท์เรียกกันในวงการว่า “แฮปติค เทคโนโลยี” องค์ความรู้ด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการนำมาประยุกต์ใช้กันหลากหลายมากขึ้นและกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ
อันที่จริง เราคุ้นเคยกับ “แฮปติค เทคโนโลยี” มากกว่าที่เราตระหนักเสียอีก เทคโนโลยีนี้มีใช้อยู่ในสมาร์ทโฟนแทบทุกเครื่องในยุคนี้ ตัวอย่างเช่นการสั่นเตือนเมื่อสายเข้า หรือที่ทันสมัยหน่อยก็จะเป็นเรื่องของการตอบสนองกับความเคลื่อนไหวที่เรากระทำกับตัวสมาร์ทโฟน เรื่อยไปจนถึงสมาร์ทโฟนที่สามารถรับรู้ความแตกต่างระหว่างแรงกดระดับต่างๆ กันจากนิ้วมือเรา เป็นต้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมาและจะต่อเนื่องต่อไปตั้งแต่ปีใหม่นี้เป็นต้นไปก็คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ที่หลากหลายมากขึ้น เป็นประโยชน์มากขึ้นและเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้มากขึ้นตามลำดับ ไม่จำกัดอยู่แต่กับตัวสมาร์ทโฟนอย่างเดียวอีกต่อไป
พัฒนาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะหน่วยประมวลผลคอมพิวเตอร์ที่เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพมีความเร็วมากขึ้น กับเซ็นเซอร์ระดับคุณภาพที่ราคาถูกลงเรื่อยๆ นั่นเอง
มีตัวอย่างการประยุกต์ใช้แฮปติคเทคโนโลยีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและกลายเป็นฐานรากของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในอนาคต เริ่มต้นจาก “สมาร์ทชู” รองเท้าอัจฉริยะ ที่จะทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนผ่านเทคโนโลยีบลูทูธ ช่วยให้เราสามารถก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อค้นหาเป้าหมายที่ต้องการได้ โดยไม่จำเป็นต้องมองดูหน้าจอสมาร์ทโฟนอยู่ตลอดเวลา จนอาจเดินทะเร่อทะร่าไปชนเข้ากับเสาไฟฟ้า หรือกำแพงตึก

“รองเท้าอัจฉริยะ” ติดตั้งแฮปติคเซ็นเซอร์ไว้ภายใน เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนด้วยบลูทูธ ทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นนำทาง แล้วจะสั่นเตือนเราให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาหรือตรงไปข้างหน้า พัฒนาขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนโดย ดูเซเร เทคโนโลยี บริษัทเทคโนโลยีแวเรเบิลแห่งแรกของอินเดีย
เทคโนโลยีที่ครั้งแรกมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ กำลังเป็นที่นิยมของนักเดินทางท่องโลกเรื่อยไปจนถึงนักกีฬาที่ต้องการผู้นำทางที่ไม่ต้องใช้ดวงตามองอยู่ตลอดเวลา
ที่ประเทศออสเตรเลีย “แวเรเบิล เอ็กซ์เพอริเมนต์” บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติออสซี่ เพิ่งวางจำหน่าย “นาดี เอ็กซ์ โยคะ” กางเกงแนบเนื้อสำหรับเล่นโยคะที่ติดตั้งเซ็นเซอร์หลายตัวไว้ในเนื้อผ้าบริเวณสะโพก เข่า และ ข้อเท้า เป้าหมายเพื่อให้มันทำหน้าที่ร่วมกับแอพพลิเคชั่นกำหนดท่าทางการเล่นโยคะมาตรฐานในสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้ท่าโยคะที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง
บิลลี ไวท์เอาส์ ดีไซเนอร์ ของแวเรเบิล เอ็กซ์เพอริเมนต์ อธิบายว่า ซอฟต์แวร์ที่ติดตามท่าทางของผู้สวม “นาดี เอ็กซ์” จะเป็นตัวบ่งบอกว่าผู้สวมแสดงท่าทางที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วสื่้อสารกลับไปยังผู้สวมผ่านทางเซ็นเซอร์ในกางเกง ซึ่งจะสั่นเตือนด้วยระดับความถี่และความแรงที่แตกต่างกัน เพื่อบอกให้เราได้รู้ว่า เราต้องหมุนสะโพกไปทางไหน จัดเข่าอย่างไร และวางข้อเท้าถูกต้องหรือไม่ ระดับความถี่และความแรงของการสั่นจะเป็นเครื่องบอกว่าเราอยู่ห่างจากท่าที่ถูกต้องมากน้อยหรือไม่นั่นเอง
“แวเรเบิล เอ็กซ์เพอริเมนต์” เตรียมพัฒนาเสื้อผ้าของตนเองไปประยุกต์ใช้ในทางอื่นอีกด้วยในอนาคต เช่น เสื้อผ้าหรือกางเกงที่สามารถเตือนผู้สวมใส่ได้ว่ากำลังนั่งผิดท่าซึ่งจะก่อให้เกิดอาการปวดหลังตามมาได้ หรือในธุรกิจกีฬาและบันเทิงที่จะทำให้ผู้ชมซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าของตน มีความ “รู้สึก” ไปพร้อมๆ กับผู้เล่นขณะนั่งชม เป็นต้น
พัฒนาการที่รุดหน้าที่สุดของ “แฮปติค เทคโนโลยี” ก็คือการพัฒนาการสัมผัสรับรู้ร่วมที่ทำงานร่วมกับกล้องสร้างภาพเสมือนจริง (เวอร์ฌ่วล เรียลิตี้-วีอาร์) เพื่อให้ผู้ที่เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง นอกจากจะได้รับรู้ผ่านภาพและเสียง ยังสามารถสัมผัส จับต้อง และรับรู้ด้วยว่าสิ่งที่อยู่ในโลกเสมือนจริงนั้นหนักเบาแค่ไหน หรือก่อให้เกิดผลกระทบกับร่างกายเรามากหรือน้อยอย่างไร เป็น “ความรู้สึกเสมือน” ที่เทคโนโลยีสร้างขึ้นโดยการเลียนแบบจากการสัมผัสกับสิ่งของ หรือแรงปะทะจริงๆ นั่นเอง
บางคนเรียกเทคนิคการสร้างความรู้สึกเสมือนดังกล่าวนี้ว่า “อัลตราซาวด์ เทคนิค” ซึ่งเมื่อผสมผสานเข้ากับกล้องระดับไฮ-เดฟ และแว่นวีอาร์ ต่อไปเราก็สามารถสวมกอดหรือเช็กแฮนด์ซึ่งกันและกันได้โดยมีความรู้สึกสมบูรณ์แบบ ทั้งๆ ที่อยู่ห่างไกลกันหลายแสนไมล์ นี่คือเป้าหมายที่บริษัทอย่าง “โกทัชวีอาร์” พยายามไปให้ถึง

ในขณะที่ “เจเนริค โรบอท” บริษัทในอังกฤษมีแนวความคิดตรงไปตรงมามากกว่าในการสร้าง “สัมผัสเสมือน” ขึ้นโดยอาศัยถุงมืออัจฉริยะเพื่อสร้าง “ซิมู ทัช” แพลตฟอร์มสำหรับการฝึกฝนการผ่าตัดหรือทำฟันของ ศัลยแพทย์หรือทันตแพทย์โดยการใช้อุปกรณ์สร้างสัมผัสรับรู้ซึ่งจะทำงานผ่านถุงมือ กับการใช้วีอาร์ในการสร้างผู้ป่วยเสมือนขึ้นมาให้ลองผ่าตัดเล่น
วีอาร์สร้างภาพให้เห็นว่าเรากรีดมีดผ่าตัดไปอย่างไร หรือถอนฟันซี่ไหน แต่แฮปติคแมชชีนจะเป็นตัวสร้างน้ำหนัก แรงต้าน แรงหนืดเสมือนขึ้นมาให้นักศึกษาแพทย์ได้รับรู้เหมือนในการผ่าตัดที่เกิดขึ้นจริง
นี่คือตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแห่งการสัมผัส ที่ว่ากันว่า ภายในปี 2022 นี้มูลค่ารวมของมันจะไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์แน่นอน

