ครบรอบ 10 ปี ‘ไอโฟน’ กับเบื้องหลังที่ไม่ใช่ ‘สตีฟ จ็อบส์’

4.01.17 | 18:40 น.
REUTERS/Lucy Nicholson/File Photo

วันที่ 9 มกราคมของทุกปีถือเป็นวันครบรอบการก่อกำเนิดหนังสือพิมพ์มติชน แต่ในวันที่ 9 มกราคมเมื่อปี 2007 แตกต่างออกไปจากปกติอยู่บ้าง ตรงที่ในวันนั้นมีการประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในเวลาต่อมาว่า มีส่วนสำคัญในการพลิกโฉมหน้า เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งโลก และกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่อย่างที่ “ทำกำไร” ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์

สตีฟ จ็อบส์ กับไอโฟน4 (ภาพ-CC BY-SA 3.0)
สตีฟ จ็อบส์ กับไอโฟน4 (ภาพ-CC BY-SA 3.0)

วันนั้นเป็นวันแรกที่โลกได้ทำความรู้จัก “ไอโฟน”

ไอโฟน สร้างหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่ นั่นคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เรียกกันว่า “สมาร์ทโฟน” ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยมีอยู่ในโลกมาก่อน และหลังจากนั้น “สมาร์ทโฟน” ไม่เพียงแพร่หลายออกไปทั่วโลกเท่านั้น ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ขี้นมา พร้อมกับความมั่งคั่งใหม่ พลิกโฉมหน้าตลาดธุรกิจ อาทิ ธุรกิจซอฟต์แวร์, ดนตรีและธุรกิจโฆษณาไปโดยสิ้นเชิง

การมาถึงของโลกยุคสมาร์ทโฟนถูกยกให้เป็นเครดิตของ สตีฟ จ็อบส์ และบรรดาหัวแถวทั้งหลายในแอปเปิล อิงค์. ไม่ว่าจะเป็น สตีฟ วอสเนียค ผู้ร่วมก่อตั้งหรือผู้รับช่วงต่ออย่าง ทิม คุก อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ควรตระหนักก็คือ สตีฟ จ็อบส์ แอนด์ โค. ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มเทคโนโลยีทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นเป็นไอโฟน หรือสมาร์ทโฟนอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในเวลานี้ หลายๆ เทคโนโลยี รวมทั้งส่วนที่มองไม่เห็นและดูไม่สลักสำคัญ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ “ขาดไม่ได้” การขาดหายไปจะทำให้ไอโฟนไม่เป็นไอโฟน และสมาร์ทโฟน ก็ไม่มีวันชาญฉลาด ทรงอิทธิพลถึงขั้นพลิกโลกอย่างทุกวันนี้

หลายๆ เทคโนโลยีเหล่านั้นกำเนิดมาก่อนและดำรงอยู่ก่อนหน้าที่ไอโฟนและสมาร์ทโฟนจะก่อกำเนิดด้วยซ้ำไป

Advertisement

อัจฉริยภาพของ สตีฟ จ็อบส์ จึงอยู่ที่วิชั่น อยู่ที่การมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น อยู่ที่การหยิบสิ่งละอันพันละน้อยมาประกอบกันขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด

คลังข้อมูลของเซิร์น(ภาพ-energy.gov)
คลังข้อมูลของเซิร์น(ภาพ-energy.gov)

มาเรียนา มาซซูคาโต ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ประจำหน่วยวิจัยนโยบายเชิงวิทยาศาสตร์ (เอสพีอาร์ยู) ในสังกัดมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ แจกแจงเอาไว้ว่ามีเทคโนโลยีสำคัญ 12 เทคโนโลยี ที่ทำให้สมาร์ทโฟนทำงานได้ผลดี ทำให้ผู้ใช้ติดอกติดใจจนกลายเป็นอิทธิพลเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงโลกได้ในที่สุด

5 เทคโนโลยีจากจำนวนทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ ส่วนที่เหลือเป็นเทคโนโลยีทางด้านซอฟต์แวร์และเครือข่าย

ส่วนของฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วย 1 หน่วยประมวลผลหรือโปรเซสเซอร์ที่ถูกย่อให้เล็กลงสู่ระดับไมโคร 2 การคิดค้นสิ่งที่เราเรียกว่า “เมโมรีชิป” 3 การเกิดขึ้นของฮาร์ดไดรฟ์แบบโซลิดสเตท 4 พัฒนาการของจอแสดงผลแบบลิควิด คริสตอล ดิสเพลย์ หรือแอลซีดี และสุดท้ายคือ 5 แบตเตอรีที่อาศัยลิเธียมเป็นพื้นฐาน

เหล่านี้เป็นเทคโนโลยีที่ไอโฟนนำมาใช้ สมาร์ทโฟนอื่นๆ ก็นำมาใช้ เพราะไม่ใช่สิ่งที่แอปเปิลคิดค้นหรือพัฒนาขึ้นมาเอง

ถัดไปจากนั้น องค์ประกอบที่ 6 ที่หลายคนมองไม่เห็น ชื่อยังอาจไม่เคยได้ยินแต่สมาร์ทโฟนไม่สามารถขาดได้ คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ฟาสต์ ฟาวริเออร์-ทรานส์ฟอร์ม อัลกอริธึ่ม”  หรือ เอฟเอฟที อัลกอริธึ่มตระกูลหนึ่งซึ่งช่วยให้เราสามารถขยับขยายตัวจากโลกที่เป็นอนาล็อก ไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งใหม่กว่า มีศักยภาพสูงกว่าอย่างโลกดิจิทัลได้ นี่คือสิ่งที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณเสียงของโทรศัพท์, สัญญาณภาพของโทรทัศน์ ฯลฯ ให้กลายเป็นสัญญาณดิจิทัล ที่คอมพิวเตอร์สามารถจัดการได้

 

สิริ ผู้ช่วยเสมือนของแอปเปิล (ภาพ-Apple)
สิริ ผู้ช่วยเสมือนของแอปเปิล (ภาพ-Apple)

“เอฟเอฟที” ไม่ได้เกิดที่แอปเปิล แต่เป็นผลงานของนักคณิตศาสตร์อเมริกันผู้ยิ่งใหญ่อย่าง จอห์น ทูคีย์ คิดค้นขึ้นมาให้กองทัพอเมริกันใช้ทางด้านการทหาร

เทคโนโลยีที่ 7 ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือ “อินเตอร์เน็ต” ไม่มีอินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟนไม่สามารถเป็นสมาร์ทโฟนแน่นอน อินเตอร์เน็ตนั้นรู้กันดีว่าเป็นผลงานการคิดค้นของ เซอร์ ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี ขณะที่ทำงานเป็นวิศวกรอยู่ประจำองค์การวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป (เซิร์น)

เทคโนโลยีที่ 8 คือ เอชทีทีพี กับ เอชทีเอ็มแอล อันแรกเป็น “ภาษา” ส่วนอันหลังเป็น “โปรโตคอล” หรือระเบียบการ ทั้งสองอย่างรวมกันรวมกันเปลี่ยนอินเตอร์เน็ตที่ใช้งานยาก จำกัดมันอยู่แต่กับผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญให้กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นสากลได้ในรูปแบบที่เรียกว่า “เวิลด์ ไวด์ เว็บ” นี่ก็เป็นอีกเทคโนโลยีที่มีอยู่ก่อนหน้าไอโฟน

เทคโนโลยีที่ 9 เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายแบบเซลล์ หรือที่เรียกกันติดปากในเวลานี้ว่า “เซลลูลาร์ เน็ตเวิร์ก” ใช้งานกันอยู่นานก่อนหน้าการมาถึงของสมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีที่ 10 คือระบบกำหนดตำแหน่งด้วยดาวเทียม หรือจีพีเอส เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถือกำเนิดในกองทัพแต่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างกว้างขวาง

เทคโนโลยีที่ 11 ซึ่งถ้าขาดหายไป ไม่เพียงโลกนี้จะไม่มีไอโฟนเท่านั้น ยังจะไม่มีไอแพดและแท็บเล็ต อีกด้วย นั่นคือเทคโนโลยี “ทัชสกรีน” ซึ่งมีที่มาน่าสนใจมาก ทัชสกรีน ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยวิศวกรโนเนมรายหนึ่งชื่อ “อีเอ จอห์นสัน” ขณะทำงานรับจ้างอยู่กับ “รอยัล เรดาร์ เอสทาบลิชเมนท์” หรือสถาบันเรดาร์หลวงของประเทศอังกฤษ แนวคิดเบื้องต้นของจอห์นสันถูกทิ้งไว้อย่างนั้นจนกระทั่งทีมงานที่เซิร์นหยิบมันขึ้นมาเป่าฝุ่นแล้วพัฒนาให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น พัฒนาการล่าสุดของเทคโนโลยีนี้คือ “มัลติ-ทัช เทคโนโลยี” เป็นผลงานของ เวย์น เวสเทอร์แมน กับ จอห์น เอเลียส สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติแห่งสหรัฐอเมริกา (ยูเอสเอ็นเอสเอฟ) กับหน่วยงานที่รู้จักกันดีอย่างซีไอเอ-สำนักข่าวกรองกลาง

เทคโนโลยีสุดท้าย อย่าง “สิริ” (หรือ “คอร์ทานา” หรือ “กูเกิลนาว”) ที่เรียกรวมๆ ว่า เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนจริง ที่สั่งการให้ทำงานด้วยเสียง ซึ่งนับวันจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้น ก็เป็นเทคโนโลยีที่เริ่มต้นก่อนหน้าไอโฟน และเริ่มในฐานะงานวิจัยทางทหารอีกเหมือนกัน

ในปี 2000 สำนักงานโครงการวิจัยก้าวหน้าด้านกลาโหม (ดาร์ปา) ของสหรัฐอเมริกา มอบหมายให้สถาบันวิจัยแห่งสแตนฟอร์ด พัฒนาต้นแบบของสิริขึ้นมาให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสมือนประจำสำนักงานที่อาจช่วยงานทหารในกองทัพได้มากขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ลงเอยด้วยการดึงเอานักวิชาการจาก 20 มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาเข้ามาร่วมในโครงการนี้ อีก 7 ปีต่อมา ผลงานจากโครงการถูกนำเสนอออกมาในเชิงพาณิชย์ ใช้ชื่อบริษัทว่า “สิริ อิงค์.”

ต้องรอถึง ปี 2010 แอปเปิลจึงมองเห็นศักยภาพของสิริ และซื้อกิจการของบริษัทนี้มาเป็นของตัวเองด้วยมูลค่าที่ไม่เปิดเผย

เหล่านี้คือต้นตออันเป็นแหล่งที่มาของไอโฟนและสมาร์ทโฟน ที่มีมาช้านานก่อนหน้ามีไอโฟนตัวแรก

คำถามสำคัญก็คือ ทำไมคนอื่นๆ ถึงเห็นสิ่งเหล่านี้แล้วมองไม่เห็น “สมาร์ทโฟน” เหมือนอย่างที่สตีฟ จ็อบส์ เห็น?!

นี่เองที่สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพที่แท้จริง!