นักวิจัย สดร.พบโลก มีโอกาสถูกตรวจพบจากมนุษย์ต่างดาว 14 ครั้งต่อปี เผย ดาวเคราะห์ GJ 422 b มีโอกาสเจอมนุษย์ต่างดาวมากที่สุด
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผย นักวิจัย สดร. ร่วมกับ นักวิจัยมหาวิทยาลัยฮอกไกโด และทีมนักวิจัย ศึกษาความเป็นไปได้ที่โลกจะตรวจพบจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญานอกโลก หรือมนุษย์ต่างดาว ด้วยเทคนิคไมโครเลนส์ พบว่ามีโอกาสเพียง 14 ครั้งต่อปี เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่อธิบายและตอบโจทย์ปฏิทรรศน์ของแฟร์มี (Fermi Paradox) ที่ว่า “ทำไมจึงยังไม่เจอมนุษย์ต่างดาว” งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society
ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ นักวิจัย กลุ่มวิจัยดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ และชีวดาราศาสตร์ สดร. ร่วมกับ น.ส.ศุภากร ศุภผลถาวร นักศึกษาปริญญาโท Hokkaido University ประเทศญี่ปุ่น และทีมนักวิจัย ใช้ฐานข้อมูลดาวฤกษ์จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Gaia DR2 คำนวณหาโอกาสที่โลกจะถูกตรวจพบจากมนุษย์ต่างดาว ด้วยเทคนิคไมโครเลนส์ พบว่าโลกมีโอกาสถูกตรวจพบจากมนุษย์ต่างดาว ด้วยเทคนิคไมโครเลนส์เพียงแค่ 14 ครั้งต่อปี งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society
ดร.ศุภชัยระบุว่า ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมากกว่า 5,000 ดวง ส่วนใหญ่จะถูกค้นพบด้วยเทคนิค “การผ่านหน้า” (Transit) แต่สำหรับการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีขนาดเล็กคล้ายโลก การค้นหาด้วยเทคนิค “ไมโครเลนส์” (Microlensing) สามารถทำได้ดีกว่าเทคนิคการผ่านหน้า เทคนิคไมโครเลนส์อาศัยแสงจากดาวฤกษ์พื้นหลังที่เกิดการบิดโค้งคล้ายเลนส์นูนเนื่องจากสนามโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ และดาวเคราะห์ที่อยู่ระหว่างกลางในแนวเล็งเดียวกัน ทำให้แสงของดาวพื้นหลังมีความสว่างมากขึ้นในขณะหนึ่ง
“ในทางกลับกันถ้าเราสมมุติให้มนุษย์ต่างดาว มีเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันกับที่มนุษย์มีในปัจจุบัน เทคนิคไมโครเลนส์ก็จะถือว่าเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดที่ สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา จะใช้ในการค้นพบโลกของเราได้ เมื่อมนุษย์ต่างดาวได้ค้นพบโลกของเราแล้ว มนุษย์ต่างดาว เหล่านั้นก็จะพยายามส่งสัญญาณวิทยุมายังโลกของเราเพื่อติดต่อกับมนุษย์บนโลก ดังนั้นการที่เราบอกได้ว่า ดาวฤกษ์บริเวณใดบนท้องฟ้ามีโอกาสค้นพบโลกด้วยเทคนิคไมโครเลนส์ ก็จะทำให้เราสามารถหันกล้องโทรทรรศน์วิทยุไปในทิศทางนั้นเพื่อรอรับสัญญาณที่ส่งมาได้” ดร.ศุภชัยระบุ
ดร.ศุภชัยระบุด้วยว่า งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลของดาวฤกษ์จากฐานข้อมูล Gaia DR2 คำนวณหาโอกาสที่โลกจะถูกตรวจพบจากมนุษย์ต่างดาว ด้วยเทคนิคไมโครเลนส์ทั่วทั้งท้องฟ้า พบว่า ดาวฤกษ์บริเวณระนาบกาแล็กซีทางช้างเผือกมีโอกาสที่จะถูกตรวจพบโลกมากกว่าบริเวณอื่นบนท้องฟ้า เมื่อรวมอัตราการถูกตรวจพบทั่วทั้งท้องฟ้าแล้วพบว่า โลกมีโอกาสถูกตรวจพบจากมนุษย์ต่างดาวเพียงแค่ 14 ครั้งต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนดาวฤกษ์ในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่มีมากกว่า 4 แสนล้านดวง
ดร.ศุภชัยระบุ การที่โลกมีโอกาสจะถูกตรวจพบด้วยมนุษย์ต่างดาว เพียงแค่ 14 ครั้งต่อปีนั้น อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่อธิบายปฏิทรรศน์ของแฟร์มี (Fermi paradox) ที่ว่า “ทำไมเราถึงยังไม่เจอมนุษย์ต่างดาว?” การที่โลกของเราตั้งอยู่ในบริเวณที่ถูกค้นพบได้ยากจากมนุษย์ต่างดาว ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่พยายามที่จะติดต่อหรือเดินทางมายังโลก อาจเป็นเหตุให้ปัจจุบันเรายังคงไม่สามารถค้นพบสัญญาณของมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้น
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาผลการคำนวณ เปรียบเทียบกับดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ถูกค้นพบแล้วในปัจจุบัน ดาวเคราะห์ MOA-2007-BLG-192L b เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในบริเวณที่มีโอกาสตรวจพบโลกได้สูงที่สุด แต่อาจมีอุณหภูมิพื้นผิวที่ต่ำเกินกว่าที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ในขณะที่ดาวเคราะห์ GJ 422 b ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีโอกาสตรวจพบโลกได้สูงเป็นอันดับสอง เป็นดาวเคราะห์หิน มีอุณหภูมิพื้นผิวที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้ ดังนั้นดาวเคราะห์ GJ 422 b จึงเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่น่าสนใจในการค้นหาสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาวในอนาคต
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อพิจารณาบริเวณบนท้องฟ้าที่มีโอกาสในการตรวจพบโลกสูง ซึ่งเรียกว่า Earth Microlensing Zone (EMZ) ยังพบว่ามีบางส่วนของ EMZ ที่ซ้อนทับกับบริเวณบนท้องฟ้าที่จะสามารถเห็นโลกโคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ (Transit) ได้ ทำให้สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในบริเวณดังกล่าวจะสามารถตรวจพบโลกทั้งด้วยเทคนิคการผ่านหน้า และเทคนิคไมโครเลนส์ได้ จึงทำให้บริเวณนี้อาจเป็นบริเวณที่น่าสนใจสำหรับนักดาราศาสตร์ที่จะหันกล้องโทรทรรศน์วิทยุเพื่อทำการค้นหาสัญญาณของมนุษย์ต่างดาว บนแนวคิดของการค้นพบซึ่งกันและกัน (Mutual detectability) ภายใต้โครงการ SETI (Search for ExtraTerrestrial Intelligence) ได้
การศึกษานี้นับเป็นก้าวแรกของนักวิจัย สดร.ในการศึกษาวิจัยการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกับนักดาราศาสตร์นานาชาติต่อไปในอนาคต เช่น ใช้หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติของ สดร.ร่วมค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา หรือมนุษย์ต่างดาว ภายใต้โครงการ SETI (The Search for Extraterrestrial Intelligence) เป็นต้น ในอนาคตข้างหน้ากล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติของเราอาจจะหันไปยังดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะบางดวง และค้นพบสัญญาณวิทยุจากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาที่กำลังพยายามติดต่อมาหาเราเช่นกัน

