ต้นปี 2017 มานี้มีหนังสือเล่มหนึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับแวดวงดาราศาสตร์ไม่น้อย หนังสือเล่มดังกล่าวชื่อ “แพลเนท เอ็กซ์ : เดอะ 2017 อาร์ไรวอล” หนากว่าร้อยหน้า ผู้เขียนที่ถูกระบุว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่เคย “ทำงานระดับสูงในรัฐบาล” และบริษัทชั้นนำในระดับ “ฟอร์จูน 1,000” หลายๆ บริษัท ชื่อ “เดวิด มี้ด” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เดวิด มี้ด เป็นเพียงนักวิจัยที่ศึกษาวิชาการด้านสถิติมาเท่านั้นเอง
ในหนังสือเจ้าปัญหาเล่มนี้ ผู้เขียนอ้างว่า ในขณะนี้กำลังมีดาวเคราะห์ลึกลับดวงหนึ่งที่เรียกกันว่า “แพลเนท เอ็กซ์” หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่า “นิบิรุ” (บางที่เรียกเป็น “นิบุรุ”) กำลังโคจรเข้าหาโลกและจะชนเข้ากับโลกในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ผลลัพธ์ของมันคือการทำลายล้างชนิดที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเท่าที่เรารู้จักกันในเวลานี้สูญพันธุ์ไปจนหมดโลก
ปัญหาหนักหนาสาหัสมาก สำหรับหนังสือเล่มนี้ซึ่งเนื้อหาเหมาะสำหรับจะไปทำเป็นภาพยนตร์ไซไฟตื่นเต้น เร้าจินตนาการสักเรื่องก็คือ ผู้เขียนพยายามทำให้เรื่องนี้ให้เป็น “วิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือและพิสูจน์ได้ ทั้งๆ ที่ผู้เขียนรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร
เดวิด มี้ด อ้างว่าหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการ “ใกล้” มาถึงของแพลเนท เอ็กซ์ มีให้เห็นอยู่มากมาย อาทิ ภูเขาไฟระเบิด, แผ่นดินไหว, การเกิดหลุมยุบ และพายุรุนแรงต่างๆ (ราวกับว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นยังงั้นแหละ) แถมยังอ้างหน้าตาเฉยว่า ตอนนี้บรรดาชนชั้นสูงทั่วโลกพากันเร่งมือสร้าง “เซฟตีเฮาส์” เป็นบังเกอร์ใต้ดินกันโกลาหลอลหม่าน
เพื่อทำให้เรื่องเป็นจริงเป็นจังมากยิ่งขึ้น เดวิด มี้ด อ้างว่า นักดาราศาสตร์ทั้งหลายรวมทั้งของนาซาจะไม่สามารถตรวจสอบพบ “นิบิรุ” ดวงนี้ (ทั้งๆ ที่มันใหญ่โตมหึมา) เพราะระบบของดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่อยู่ในระนาบวงโคจรของระบบสุริยะของเรา แต่จะโคจรเป็นมุมเอียงตรงเข้าหา “ขั้วโลกใต้” วนอ้อมไปยังขั้วเหนือหนึ่งรอบ ก่อนชนเข้ากับโลกบริเวณขั้วโลกใต้ในการวนรอบใหม่
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา เคยยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “นิบิรุ” กับอีกหลายๆ เรื่องในทำนองเดียวกันนี้ เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงกันบนอินเตอร์เน็ตและไม่ได้มีอยู่จริง

ข้อเท็จจริงคือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเล่มแรกที่พูดถึง “แพลเนท เอ็กซ์” หรือ “นิบิรุ” และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องฮือฮา ต้นตอของเรื่องที่นาซาชี้ว่าเป็น “ทฤษฎีสมคบคิด” นี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี 1995 โดย “แนนซี ลีเดอร์” คนที่อ้างตัวว่าเป็น “สื่อกลาง” ระหว่างมนุษยชาติกับมนุษย์ต่างดาวจากระบบดาว “เซตา เรติคูลี” เพราะเธอเคยถูก “พวกนั้น” จับตัวไปแล้วผ่าตัดฝังอะไรบางอย่างไว้ในสมอง
ใน “เซตาทอล์ค” แนนซี ลีเดอร์ อ้างว่าถูกเลือกให้เป็น “ผู้เตือนมนุษยชาติ” ถึงวาระสุดท้ายของโลกที่จะมาถึงในเดือนพฤษภาคม 2003 เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นในตอนนั้น ลีเดอร์กับสาวกผู้สมคบคิดก็เปลี่ยนไปอีก เป็นในปี 2012 ซึ่งสอดคล้องกับวันสิ้นโลกตามปฏิทินชาวมายา ที่เป็นทฤษฎีสมคบคิดที่อยู่ได้นานอย่างน่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นข้ออ้างเมื่อปี 1995 ของแนนซี ลีเดอร์ หรือในปี 2017 ของ เดวิด มี้ด ก็ตามที จุดอ่อนสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ดาวหาง หรือดาวเคราะห์ตามที่อ้างว่าจะมาชนโลกนั้นไม่มีอยู่จริง เจ้าทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลายจึงฉกฉวยเอา “อะไรก็ได้” มาใส่ให้เป็น “ตัวเอก” ในท้องเรื่องของตัวเอง อย่างเช่นก่อนหน้านี้ก็อ้างว่า ดาวหาง “เอเลนิน” ซึ่งจะโคจรเข้ามาใกล้โลกในเดือนตุลาคม 2011 จริงๆ แล้วก็คือ “นิบิรุ”
แต่ถึงอย่างนั้นทุกอย่างก็ไม่สอดคล้องกัน อาทิ จุดที่ เอเลนิน โคจรเข้ามาใกล้โลกมากที่สุดนั้นก็ยังอยู่ห่างจากโลกมากกว่าดวงจันทร์ถึงกว่า 100 เท่า และทั้งๆ ที่เอเลนินมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 4.8 กิโลเมตร มวลเป็นน้ำผสมฝุ่นผงจับแข็ง จนไม่สามารถมีแม้แต่สนามแม่เหล็กของตัวเอง เจ้าทฤษฎีทั้งหลายก็ยังอ้างว่า มันมีพลังแรงทำให้แกนโลกเอียงไป 3 องศา ทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่ชิลีแล้วทำให้เกิดแผ่นดินไหวกับสึนามิที่ฟุคุชิมา โดยไม่ไยดีกับข้อเท็จจริงทางวิชาการด้านดาราศาสตร์และธรณีวิทยาเลย
เมื่อชี้แจงเข้ามากๆ นักทฤษฎีสมคบคิดก็อ้างว่า นิบิรุ “จำแลง” ตัวเองให้เป็นดาวหาง ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นดาวเคราะห์ หรือบางคนอ้างกระทั่งว่าเป็นดาวแคระสีน้ำตาลที่เป็นชนิดหนึ่งของดาวฤกษ์ไปโน่น เมื่อถูกข้อเท็จจริงถล่มเข้ามากๆ ข้ออ้างก็กลายเป็นเรื่องพิสดาร ทำนองว่า นิบิรุ กำลังถูกควบคุมด้วย “ยานบินไม่ปรากฏสัญชาติ” หรือ “ยูเอฟโอ” ขนาดใหญ่ของมนุษย์ต่างดาวไปโน่น
และไม่ลืมข้ออ้างหลักที่ว่า นาซากำลังสมคบกับรัฐบาลปกปิดข้อเท็จจริงนี้ อีกเหมือนเดิม!

