140 ปี ไปรษณีย์ไทย วาดตำนาน บน ‘แสตมป์’ ศิลป์ ทรัพย์ ซอฟต์เพาเวอร์ ของไทย
ผ่านมากว่า 140 ปี ที่ ‘ไปรษณีย์ไทย’ ยืนหยัดในการเป็นองค์กรด้านขนส่งพัสดุมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญทางด้านการขนส่ง กระทั่งการปรับตัวตามบริบทสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ใช้บริการมากมาย มาในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ด้านขนส่งพัสดุที่มั่นคงเท่านั้น
แต่ไปรษณีย์ไทยยังมองไปถึงการผลักดัน ‘ตราไปรษณียากร’ หรือ ‘แสตมป์’ ไปสู่ ‘ซอฟต์เพาเวอร์’ ของไทย
140 ปี หลายเหตุการณ์ หลากเรื่องราว ถูกร้อยเรียงผ่านรูปวาดที่นักออกแบบบรรจงเนรมิตอย่างละเมียด เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ประทับไว้บนแสตมป์ โดยหน้าที่หลักของแสตมป์คือ มีหน้าที่ผนึกไว้บนซองจดหมาย หรือพัสดุ แต่ในเวลานี้แสตมป์ไทยจะเป็น ‘มากกว่านั้น’
‘พสุ อุณหะนันทน์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจองค์กร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าว่า ตราไปรษณียากร หรือแสตมป์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาตลอด 140 ปี และถือว่ายังได้รับความนิยมในผู้คนหลายกลุ่ม เนื่องจากภาพที่ปรากฎบนแสตมป์เปรียบเสมือนงานศิลป์ที่เข้าถึงได้ง่ายทั้งในแง่ของราคา และช่องทางการจำหน่าย อีกทั้งแสตมป์แต่ละชุดยังจัดทำขึ้นในวาระโอกาสที่แตกต่างกัน รวมถึงจำนวนการพิมพ์ที่จำกัด จึงทำให้มีความพิเศษน่าสะสมมากยิ่งขึ้น
“แสตมป์ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้เพื่อแทนค่าฝากส่งในระบบไปรษณีย์หรือการสะสมเท่านั้น แต่ยังทรงคุณค่าและมีมูลค่าในตัวของมันเองรวมทั้งเป็นสื่อที่สะท้อนมุมมองในด้านงานศิลป์อีกด้วยในอนาคตแสตมป์ยังจะมีบทบาทในการเพิ่มเติมฟังก์ชันการใช้งานให้มีลูกเล่นที่หลากหลายมากขึ้นแสตมป์ประเภท กระดาษอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกแทนที่ด้วยแสตมป์ดิจิทัล แต่สิ่งที่ยังคงเป็นแรงดึงดูดในการเลือกใช้ หรือเก็บสะสมยังคงเป็นความโดดเด่นในด้านศิลปะ และการออกแบบ ซึ่งตลาดสำคัญคาดว่าจะอยู่ที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” พสุกล่าว

ด้าน ‘เจนวิทย์ อภิชัยนันท์’ อุปนายกฝ่ายกิจกรรม สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากร แห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เผยว่า แสตมป์คือ ‘สินทรัพย์ที่น่าสะสม’ ไม่ใช่เพียงแค่ การออกแบบเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงสิ่งที่จะได้จากการสะสม เช่น มูลค่าในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของ ‘ราคา’ ที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ ‘เป็นงานศิลป์ที่ราคาถูก’
ในฐานะนักสะสมแสตมป์ตัวยง เจนวิทย์ เล่าอีกว่า ว่า สิ่งที่ได้จากการสะสม คือเรื่องของผลตอบแทน หรือมูลค่าที่อาจจะเพิ่มขึ้น ยิ่งแสตมป์อายุมากแค่ไหน ราคาก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าแสตมป์เก่าเราไม่สามารถหาซื้อได้อีก อาจจะต้องไปซื้อกับนักสะสม ซึ่งจะมีราคาที่สูงขึ้น ถ้าหากเริ่มอยากสะสมก็เริ่มสะสมจากแสตมป์ที่ไปรษณีย์ไทยจัดจำหน่ายก่อน และที่สำคัญคือการศึกษาในแสตมป์ดวง นั้นๆ ว่ามีคุณสมบัติอย่างไร มีเรื่องราวอย่างไร ตลอดจนรายละเอียด สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาสร้างมูลค่าได้

หากนำของสะสมที่เป็นที่นิยมมาเปรียบเทียบ อย่างเช่น ภาพวาดของศิลปินชื่อดังที่บรรดานักสะสมต่างช่วงชิงประมูลในราคาแสนแพงเพื่อเป็นเจ้าของ แสตมป์ก็คือ ‘ศิลปะ’ อีกแขนงหนึ่งเช่นเดียวกัน ซึ่งในอดีตการสะสมแสตมป์อาจจะเริ่มจากสะสมตามจดหมายที่ถูกส่งมา แต่ในปัจจุบันเมื่อมีเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารเข้ามาแทนที่ ทำให้การใช้แสตมป์ในวัตถุประสงค์ดังกล่าว ‘ลดน้อยลง’ แปรเปลี่ยนเป็นการส่งจดหมายในแง่ของธุรกิจเป็นส่วนใหญ่
กับเรื่องนี้ พสุ อธิบายสาเหตุว่า ตามสถิติคนไทยเขียนจดหมายน้อยลงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่ยังคงมีการเขียนจดหมายเพื่อการติดต่อสื่อสาร อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ภาพของแสตมป์ในความคิดของผู้ใช้งาน อาจจะไม่ได้คำนึงถึงความสวยงามเป็นหลัก โดยมองเพียงแค่ความสะดวกในการใช้งาน และราคาที่เข้าถึงง่าย ขณะเดียวกัน ในกลุ่มของนักสะสม จะมุ่งเน้นที่ความสวยงาม รายละเอียดในการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ความอันลิมิเต็ด’

ซึ่งในมุมมองนักออกแบบที่ทำงานเคียงคู่กับไปรษณีย์มา 20 ปี อย่าง ‘มยุรี นาคนิศร’ เล่าว่า เป็นอะไรที่สนุกและท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะนักออกแบบแสตมป์ไม่ใช่เพียงวาดรูปหรือถ่ายภาพเพื่อมาทำแสตมป์เท่านั้น แต่นักออกแบบแสตมป์ยังต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งทางประวัติศาสตร์และทางกายภาพ เพื่อเลือกมุมมองที่น่าสนใจของแต่ละหัวข้อที่ได้รับโจทย์มา จึงจะถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานแสตมป์แต่ละชุดได้
ซึ่งยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้นักออกแบบต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอทั้งเทคนิคการวาดที่มีการนำเอาอุปกรณ์ดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ในการออกแบบ เทคนิคการพิมพ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รูปแบบการนำเสนอที่ทำให้แสตมป์ รวมถึงการทำงานร่วมกับศิลปินหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงในช่วงนั้น เพื่อให้วงการและตลาดแสตมป์ยังคงคึกคักอยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง

เพื่อตอบรับความต้องการของตลาดนักสะสม รวมถึงการผลักดันเรื่องซอฟต์เพาเวอร์ พสุกล่าวว่า จะมีการผลิตเพื่อตอบสนองต่อการใช้งาน และการสะสม ซึ่งจะพยายามพัฒนาในเรื่องของเทคนิคมากยิ่งขึ้น อีกทั้งรับฟังความคิดเห็นของคนหลากหลายอายุ และจากคนภายนอก ให้มีส่วนร่วมในการออกแบบแสตมป์ ไปจนถึงการร่วมงานกับหน่วยงานอื่นเพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้แสตมป์มีความสวยงาม และน่าสะสม
โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนทั่วไปจะให้ความสนใจ โดยเฉพาะ ‘คนรุ่นใหม่’ กลุ่มคนที่จะเข้ามาสานต่อกลุ่มนักสะสมรุ่นเก่า ต่อยอด อนุรักษ์ แสตมป์ไทยให้อยู่คู่ประเทศไทยไปอย่างยาวนาน

