ในยุค “ไทยแลนด์ 4.0” กลุ่มสามารถเองก็มีกลยุทธ์ 4.0 เหมือนกัน เป็นเป้าหมายของกลุ่มสามารถในปีนี้ ที่เรียกว่า “SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond” คือการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่ความสำเร็จ
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ที่มาเปิดเผยถึงทิศทางของการดำเนินธุรกิจของกลุ่มสามารถในปี 2560 ที่ได้มีการปรับทัพเพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันธุรกิจในยุคดิจิทัล 4.0 โดยเฉพาะในกลุ่มสามารถไอโมบายที่ปีนี้ ขอกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง
นายวัฒน์ชัยกล่าวว่า เพื่อสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มสามารถที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและความต้องการของผู้บริโภค กลุ่มสามารถจึงได้กำหนดจุดมุ่งหมายในปีนี้ไว้ว่า “SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond” และตั้งเป้ารายได้รวมของปีนี้เอาไว้ที่ 20,000 ล้านบาท
โดยบริษัทในเครือที่ปีนี้คาดว่าน่าจะเป็นปีทอง คือ สามารถเทลคอม หรือแซมเทล ผู้นำสายไอซีที โซลูชั่น ที่น่าจะมีการเซ็นสัญญาได้มากที่สุด ทั้งกับภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งกลุ่มแซมเทล แบ่งเป็น 3 สาย คือ เน็ตเวิร์ก อินฟราสตรัคเจอร์, enhanced technology ด้านไอซีที และสายธุรกิจ แอพพลิเคชั่น ที่สนับสนุนด้านการประกอบธุรกิจบรรดาอีคอมเมิร์ซต่างๆ ซึ่งสิ่งที่ต้องการคือ การเปลี่ยนแปลง, การสร้างสรรค์เพื่อเข้าสู่สังคมโลก และการยกระดับตัวเองขึ้นมา โดย transformation หรือการเปลี่ยนแปลงนั้น จะเน้นไปที่การเสริมสร้างบริการให้ไปถึงผู้ใช้บริการปลายทาง ไม่ใช่แค่หน่วยงานที่ให้บริการเท่านั้น และตั้งเป้ารายได้ของปีนี้เอาไว้ที่ 9,000 ล้านบาท
ในส่วนของสามารถ ไอ-โมบาย ซึ่งนายวัฒน์ชัยได้เข้ามาดูแลเองเต็มตัว ปีนี้นายวัฒน์ชัยกล่าวว่า ไอโมบาย จะกลับมาพร้อมกับความยิ่งใหญ่กว่าเดิม หลังจากปีก่อนได้แต่นั่งดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ราคาเครื่องมือถือที่ถูกกดราคาจนต่ำอย่างมาก ปีนี้ธุรกิจของไอโมบายจึงต้องเปลี่ยนแปลงไป มีการปรับกลยุทธ์ คือไม่ไปแข่งขันในกลุ่มตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง แต่จะหันมาเล่นในตลาดที่แตกต่างไปจากผู้อื่น และมุ่งเน้นไปที่ อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที)
โดย 4 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีอยู่ กลุ่มแรกคือ โมบายและความปลอดภัย ที่จะตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านความปลอดภัย การดูแลสุขภาพและอื่นๆ อย่างเช่นการเปิดตัว แบล๊กโฟน สมาร์ทโฟนที่มีชื่อเสียงในเรื่องความปลอดภัย และอาจจะมีการไปร่วมกับแบรนด์ระดับโลกอื่นๆ อีก 1-2 แบรนด์ เพื่อพัฒนาและนำเสนอสินค้าบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะไม่ได้เน้นยอดขายสูงๆ แต่จะขอกำไรเยอะๆ
กลุ่มที่ 2 คือ โอเปอเรเตอร์และอินฟราสตรัคเจอร์ ที่ประกอบไปด้วย MVNO บนเครือข่าย CAT ในชื่อ Open MVNO ที่คงไม่ได้ไปเร่ขายซิมการ์ด แต่จะเน้นไปที่เครื่อง ระบบ เรื่องความปลอดภัย กล้องไร้สาย และภายในไตรมาสแรก บริษัทก็ยังได้เตรียมที่จะเปิดตัวธุรกิจใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือสื่อสาร อย่าง Trunked radio
กลุ่มที่ 3 ดิจิทัล คอมเมิร์ซ ที่ครอบคลุมธุรกรรมออนไลน์ หรือฟินเทค ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างสูง โดยบริษัทจะเปิดตัวบริการขายฝากสินทรัพย์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Z Azzet ที่ร่วมลุงทนและขายฝาก ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งการมาทำฟินเทคนั้น ไม่ได้ทำตามกระแส แต่จะดูว่าลูกค้าได้ประโยชน์หรือไม่
และกลุ่มที่ 4 ไอสปอร์ต ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทลูกที่โดดเด่นของกลุ่มสามารถ ไอโมบาย ด้วยรายได้ที่สม่ำเสมอ จากการได้สัญญาการถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก และกีฬาจากต่างประเทศ ซึ่งในปีนี้ก็ได้มีการเพิ่มสายธุรกิจขึ้นอีก เช่น การจัดการแข่งขัน การจัดทัวร์กีฬา ทำเกมและทำ Talent management ที่จะมีคนเข้าไปช่วยบริหารจัดการนักกีฬาทั้งในและนอกสนาม ที่สำคัญคือ ปีนี้จะมีการนำไอสปอร์ตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย
ทั้งหมดนี้ จะทำให้ไอโมบายกลับมาคึกคักอีกครั้งในปีนี้ และจะมีการเปิดตัวไอโมบายยุคใหม่ในเดือนมีนาคมนี้
นายวัฒน์ชัยบอกว่า ปีนี้จะเป็นอีกปีของกลุ่มสามารถที่จะทรานส์ฟอร์มเพื่อประสบความสำเร็จ และก้าวต่อไป โดยจะดูว่าอะไรที่จะอยู่ต่อ อะไรที่จะไม่อยู่ แล้วโฟกัสว่าจะทำอะไรให้มากขึ้น ซึ่งการปรับตัวให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงถือเป็นกุญแจสำคัญของการอยู่รอดในโลกธุรกิจ กลุ่มสามารถจึงได้เตรียมความพร้อมและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความมั่นคงและเติบโตต่อไป

