เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 31 มกราคม ที่ประตู 10 อาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ น้ำตาล – นางสาวชลิตา ส่วนเสน่ห์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ได้เดินทางกลับจากการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2016 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยเที่ยวบินที่ ทีจี 621 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 15.48 น. ซึ่งน้ำตาลได้ทำผลงานสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 6 คนสุดท้ายได้เป็นคนแรกในรอบ 28 ปี โดยเมื่อเดินทางมาถึงแล้ว น้ำตาลได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ครั้งแรกโดยมี บิดา นายสรนันท์ ส่วนเสน่ห์ และมารดา นางชุติกาญจน์ ส่วนเสน่ห์ นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นางฉฎาณิศา ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายปฏิบัติการ 2 นายบุญเทียม โชควิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมครูอาจารย์และนักเรียนโรงเรียนพูลเจริญวิทยาคม สมุทรปราการ 30 คน และเหล่าแฟนนางงาม และกองทัพสื่อมวลชนที่มารอให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่น้ำตาลเดินออกมาทางประตูทางออก คนที่มาต้อนรับจำนวนมากส่งเสียงเรียกน้ำตาลตลอดทาง โดยน้ำตาลได้ยกมือไหว้และโบกมือให้กับทุกคนที่มาต้อนรับ โดยบางคนแต่งกายด้วยชุดนางงาม พร้อมสายสะพาย มาปักหลักรอต้อนรับ พร้อมส่งเสียงเชียร์
ทั้งนี้ น้ำตาล – ชลิตา ให้สัมภาษณ์ว่าวันนี้เห็นทุกคนมารับ รู้สึกตื้นตันใจมาก รู้สึกดีใจมากที่ครั้งนี้ได้สวมสะพายไทยแลนด์ไปทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย สิ่งแรกที่คิดถึงหลังกลับมาคืออยากกินส้มตำ สำหรับวันนี้มาพร้อมกระเป๋า 14 ใบ ซึ่งส่งกลับมาก่อนแล้วจำนวน 4 ใบ
“สำหรับประสบการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับกองประกวด ได้ไปหลายที่หลายจังหวัดของฟิลิปปินส์ ทุกคนที่ฟิลิปปินส์น่ารักมาก เขาคลั่งไคล้นางงามมาก ที่สนามบินก็ยังมีคนมาขอถ่ายรูป หากถามว่าตื่นเต้นที่สุดช่วงไหน คงเป็นรอบ 13 สุดท้าย เพราะแอบลุ้นในใจเหมือนกันว่าจะเข้าหรือเปล่า เพราะว่ามีตัวเต็งอยู่หลายคนที่ยังไม่เข้ารอบ ก็คิดว่าจะเข้ารอบไหม นึกอย่างเดียวว่า ไทยแลนด์ ไทยแลนด์”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไร ที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงติดตามการประกวดและให้กำลังใจ ชลิตากล่าวว่า เป็นพระเมตตาที่พระองค์ทรงเมตตาเชียร์เรา รู้สึกเป็นเกียรติมาก ไม่คิดว่าพระองค์จะทรงเชียร์เรา และสำหรับความรู้สึกตอนที่ตอบคำถามบนเวทีนั้น เมื่อได้ยินคำถาม ในใจนึกถึงแค่ในหลวงร.9 ณ ตอนนั้น ไม่ใช่แค่เพียงตอนตอบคำถาม แต่ทุกกิจกรรมตลอดการประกวด น้ำตาลจะนึกถึงพระองค์เสมอ และไหว้พระองค์ก่อนทุกครั้ง ถือว่าพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นกำลังใจในการทำกิจกรรมทุกอย่าง
น้ำตาล กล่าวพร้อมกับน้ำตาคลอ เสียงสั่น ด้วยว่า ขอขอบคุณประชาชนคนไทยทุกคนที่ได้ร่วมเชียร์ และโหวตให้น้ำตาล ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนเชียร์เรา รักเรามากขนาดนี้ ยอมรับว่าตอนได้ตำแหน่งที่ประเทศไทย รู้สึกกดดันมาก มีกระแสโจมตีมาก แต่กระแสทั้งด้านดีและด้านลบก็เหมือนเป็นแรงผลักดันให้น้ำตาลเปลี่ยนแปลงตัวเองจากเด็กกะโปโลคนหนึ่ง ที่ไม่เคยทำอะไรในวงการบันเทิงมาก่อน ฝึกฝนตนเองจนมีวันนี้ ทุกวันนี้ถือว่าทำเต็มที่แล้ว ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรก็ไม่เสียใจ แม้ว่าจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ที่ไม่สามารถคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์สคนที่ 3 มาฝากคนไทยได้ และรู้สึกดีใจที่มีคนพูดว่า เราเป็นแรงบันดาลใจของการสู้ชีวิต สำหรับคนที่ท้อถอยหมดกำลังใจก็อยากให้สู้ต่อไป อยากให้เห็นคุณค่าของตัวเอง มุ่งมั่นอดทน น้ำตาลเชื่อว่าหากเราพยายามทำทุกอย่างให้ดี จะต้องได้รับสิ่งดีๆกลับมาเสมอ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงอนาคต น้ำตาลกล่าวว่า จะขอมุ่งศึกษาให้จบปริญญาตรีที่ค้างอยู่ก่อน ส่วนอนาคตการทำงานในวงการบันเทิงนั้น ยังไม่แน่นอน หากมีโอกาสก็ขอทำทุกอย่าง เพราะอยากจะช่วยเหลือครอบครัวไปพร้อมๆ กับการทำงาน
ทั้งนี้ น้ำตาล น.ส.ชลิตา ส่วนเสน่ห์ เป็นสาวงามคนแรกจากประเทศไทยในรอบ 28 ปีที่สามารถเข้าถึงรอบตอบคำถาม 6 คนสุดท้าย ในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส โดยคำถามที่เธอได้รับคือ ใครคือผู้นำในระดับโลกในอดีตหรือปัจจุบันที่คุณชื่นชอบหรือเคารพ ซึ่งน้ำตาลได้ตอบด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “บุคคลท่านนั้นคือในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะตั้งแต่เกิดมา เห็นพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอด และไม่เคยบ่นแม้แต่น้อย และพระองค์ก็เปรียบเสมือนพ่อของคนไทยทุกคน” ซึ่งคำตอบของน้ำตาลได้สร้างความประทับใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ
นางสาวชลิตา กล่าวขอบคุณแม่ที่ให้กำลังใจตลอดมาว่า ขอบคุณคุณแม่ที่ช่วยเหลือดูแลมาตลอด หากไม่มีแม่ก็คงไม่มีน้ำตาลวันนี้ และจากนี้จะไปรำแก้บนที่พระพรหมเอราวัณ ซึ่งตอนแรกบนว่าหากได้มงกุฎจะรำ 99 คน ตอนนี้ก็จะไปรำแก้บน 9 คน โดยพี่แจ๊ส – นางประณม ถาวรเวช รองประธานอำนวยการกองประกวดฯ ที่ดูแลขณะเก็บตัวการประกวดที่ฟิลิปปินส์มาร่วมรำด้วย











นายเฉลิมชัย อาจณรงค์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนพูลเจริญวิทยาคม จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ระดับชั้นมัธยมปีที่ 6/1 ซึ่งเป็นห้องที่ “น้ำตาล” นางสาวชลิตา ส่วนเสน่ห์ เรียนอยู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงภูมิใจในตัวลูกศิษย์ว่า ตอนสมัยที่น้ำตาลเรียนอยู่นั้นไม่เคยสร้างความหนักใจให้กับครูผู้สอน เพราะห้องหนึ่ง เป็นเด็กนักเรียนแผนกวิทยาศาสตร์ มีความตั้งใจเรียนและเรียนเก่งผลการเรียนอยู่ในระดับดีมากอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเป็นเด็กที่มีอัธยาศัยดี ร่าเริง สนุกสนาน และให้ความสนใจร่วมกิจกรรมของโรงเรียนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมด้านวิชาการ หรือกิจกรรมสันทนาการ เช่น ดรัมเมเยอร์,การแสดงละครวิชาการ เป็นต้น แต่เรื่องการประกวดในเวทีนางงามนี้ไม่เคยเห็นว่าเขาจะสนใจมาก่อน จนเมื่อเจ้าตัวกลับมาขอหลักฐานเกี่ยวกับการศึกษาเพื่อนำไปสมัครประกวด จึงได้ทราบและก็ติดตามเรื่อยมาจนถึงวันตัดสินรอบชิงชนะเลิศที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งในวันนั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนได้เปิดโปรเจกเตอร์ให้น้องๆ ที่โรงเรียนร่วมส่งกำลังใจเชียร์รุ่นพี่กันอย่างตื่นเต้น
“เด็กเก่งบางคนจะมีความมั่นใจในตัวเองสูง ขณะที่ น้ำตาล ถึงจะเรียนเก่งแต่ก็เป็นน่ารัก ให้ความเคารพครู รู้จักครูรู้จักความเป็นเด็ก ไม่ก้าวร้าว นอกจากนี้ยังมีความกตัญญู แม้ว่าจะเรียนจบออกไปแล้ว เมื่อโรงเรียนมีกิจกรรม เขาและเพื่อนๆ ก็มักจะกลับมาร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนเสมอ เช่น วันไหว้ครู เป็นต้น และถึงแม้ว่าวันนี้น้ำตาลจะไม่ได้มงกุฎมิสยูนิเวิร์สมาครอง แต่ครูและน้องๆ ก็ภูมิใจมาก ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนด้วย อีกทั้งยังถือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ รุ่นหลังได้อีกด้วย”
ขณะที่ นางชิชญาสุ์ กรรณสูต ผู้จัดการกองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เล่าว่า แฟนคลับที่ฟิลิปปินส์เยอะมากตั้งแต่เดินทางไปถึงสนามบิน มีความคลั่งไคล้เรียกว่าตั้งแต่สนามบินก็ว่าได้ หากเห็นว่าพาสปอร์ตว่ามาจากไทยแลนด์ ก็จะเรียกว่ามิสไทยแลนด์ดังลั่นสนามบิน ทุกคนจำชื่อชลิตา ส่วนเสน่ห์ได้ตั้งแต่เจ้าหน้าที่สนามบิน ทุกคนไม่ใช่จำแค่ว่ามาจากประเทศไทย แต่จำชื่อน้องได้ ทั้งที่บนเวทีจะไม่มีการขานชื่อ ขนาดคุณแม่น้องเอง ตอนยื่นพาสปอร์ตตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ยังทักว่า เป็นอะไรกับน้ำตาล เป็นคุณแม่ใช่มั้ย
เมื่อถามว่าที่ประเทศฟิลิปินส์ชื่นชอบน้ำตาลตรงไหน นางชิชญาสุ์ เล่าว่า ไม่เฉพาะแต่แฟนคลับที่ฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่ไดเร็คเตอร์ต่างๆ เองก็ชื่นชอบน้องเช่นกัน เขาบอกว่าน้องเป็นคนที่จับต้องได้ สัมผัสได้ถึงความจริงใจ มีความน่ารัก มีความจริงใจ ไม่เสแสร้งแกล้งทำ เข้าถึงง่าย ทุกครั้งที่เห็นน้ำตาลจะเห็นรอยยิ้ม ไม่มีความเครียด ที่ไปเก็บตัวเหมือนเขาไม่ได้ไปเพื่อการแข่งขัน แต่น้ำตาลไปเพื่อสร้างสัมพันธภาพ สร้างมิตรภาพ เพื่อให้เพื่อนๆ รักประเทศไทย จึงเป็นข้อดีที่พูดถึงไทยแลนด์แล้วทุกคนชอบ อย่างตอนประกาศรอบ 13 คน ทุกคนลุ้นมาก ภายในฮอลล์เงียบมาก จังหวะที่พิธีกรจะประกาศ แฟนๆ ตะโกนเรียก ไทยแลนด์ไทยแลนด์ และพอเป็นประเทศไทยจริงๆ เสียงกรี๊ดนี่ดังสนั่นฮอลล์มากๆ ยิ่งเป็นคะแนนโหวตที่เขาบอกว่ามาจากทั่วโลก 130 ล้านคะแนน ถึงจะไม่รู้ว่าน้ำตาลได้เท่าไหร่ แต่น้ำตาลได้คะแนนจากตรงนั้นมาก็ปลื้มมาก นั่นหมายความว่าคนเชียร์น้องเยอะมากๆ โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทย เหมือนเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ได้เห็นความร่วมมือร่วมใจที่อยากให้น้องได้เข้ารอบ ทำให้รู้สึกว่า นี่คือเรื่องราวดีๆ ที่หลังจากทุกคนผ่านความเสียใจมา นี่นับว่าเป็นเรื่องราวทำให้ทุกคนมีความสุขอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราไม่คิดมาก่อนเลยว่า นางงามของเราจะสร้างความรักความสามัคคีได้ทั้งประเทศขนาดนี้ ส่วนอนาคตจากนี้ถือเป็นสิ่งที่น้องได้เลือกเอง กองฯถือว่าได้ส่งน้องเต็มที่แล้ว






