ปรากฏการณ์อันตราย เมื่อสนามแม่เหล็กโลก ‘สลับขั้ว’

(ภาพ-NASA Scientific Visualization Studio)

“สนามแม่เหล็กโลก” เป็นเหมือนสนามพลังที่ล้อมโลกเราอยู่โดยรอบ ทำหน้าที่สำคัญเป็นเสมือนเกราะกำบังโลกทั้งใบจากอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจำนวนมหาศาลไม่ให้ผ่านเข้ามาถึงพื้นโลก ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนพื้นโลกปลอดภัยจากรังสีสุริยะที่อันตรายได้

อย่างไรก็ตาม สนามพลังที่มีคุณอนันต์ดังกล่าวนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพเสถียร หากแต่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักวิทยาศาสตร์พบว่าในอดีตโลกเคยเผชิญกับภาวะที่เกิดการสลับขั้วแม่เหล็กโลก ปรากฏการณ์ที่ขั้วสนามแม่เหล็กโลกเปลี่ยนตำแหน่งจนสลับขั้วกับขั้วโลกทางกายภาพมาแล้วหลายร้อยครั้ง

คำถามสำคัญก็คือ ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด และจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างไร?

ศาสตราจารย์ฟิล ลิเวอร์มอร์ และศาสตราจารย์จอน มาวด์ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยลีดส์อธิบายเอาไว้ว่า เมื่อเกิดการสลับขั้วสนามแม่เหล็กโลกนั้นสนามพลังที่มีอยู่ไม่ได้หายไปจนหมดเสียทีเดียว แต่จะเปลี่ยนรูปไปอยู่ในรูปของสนามพลังที่อ่อนแอลงแต่มีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น พลังของสนามแม่เหล็กโลกอาจอ่อนลงราว 10 เปอร์เซ็นต์ของที่มีอยู่ในเวลานี้ ขั้วแม่เหล็กโลกอาจเลื่อนไหลลงมาอยู่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตรก็ได้ หรือกระทั่งเกิดปรากฏการณ์สนามพลังแม่เหล็กที่มีหลายขั้วเหนือและหลายขั้วใต้ก็เป็นได้

โดยเฉลี่ยแล้วปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กโลกกลับขั้วเหนือเป็นขั้วใต้และขั้วใต้กลายเป็นขั้วเหนือ เกิดขึ้น 2-3 ครั้งในทุกๆ 1 ล้านปี แต่ระยะห่างระหว่างการเกิดแต่ละครั้งไม่สม่ำเสมออย่างมาก บางครั้งอาจเกิดห่างจากกันได้มากถึงหลายสิบล้านปีทีเดียว

นอกเหนือจากการกลับขั้วโดยสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว ยังมีปรากฏการณ์ชั่วคราวซึ่งขั้วแม่เหล็กโลกเลื่อนเคลื่อนออกจากขั้วกายภาพของโลก ก่อนที่จะเคลื่อนกลับที่เดิม บางครั้งอาจเลื่อนลงมาไกลกว่าตำแหน่งเส้นศูนย์สูตรด้วยซ้ำไป

การสลับขั้วสนามแม่เหล็กโลกโดยสมบูรณ์ครั้งหลังสุดซึ่งเรียกว่า “บรูเนห์ส-มาตูยามา” เกิดขึ้นเมื่อราว 780,000 ปีก่อน การเคลื่อนที่ชั่วคราวครั้งล่าสุดเรียกว่า “ลาส์ชอมป์ อีเวนต์” เกิดขึ้นราว 41,000 ปีมาแล้ว การเคลื่อนที่ชั่วคราวของขั้วแม่เหล็กโลกจะคงอยู่นานกว่า ครั้งหลังสุดคงอยู่เกือบๆ 1,000 ปี ส่วนการสลับขั้วสมบูรณ์นั้นจะกินเวลาราว 250 ปี

ประเมินจากภาวะเสื่อมของพลังแม่เหล็กโลกลง 5 เปอร์เซ็นต์ในทุกๆ 100 ปี ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะเกิดการสลับขั้วสมบูรณ์ขึ้นภายในอีกราว 2,000 ปีข้างหน้านี้

เมื่อเกิดปรากฏการณ์เหล่านี้ พลังของสนามแม่เหล็กโลกอ่อนแอลง อนุภาครังสีที่มีประจุไฟฟ้าจะผ่านเข้ามาถึงโลกมากขึ้น ปริมาณรังสีบริเวณพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น หากเกิดขึ้นในปัจจุบัน รังสีเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดาวเทียม, การบิน และสถานที่ต่างๆ บนพื้นโลกที่มีระบบไฟฟ้าติดตั้งอยู่ ทำนองเดียวกับที่สิ่งเหล่านี้ได้รับผลกระทบเมื่อเกิด “พายุแม่เหล็กโลก” (จีโอแม็กเนติก สตอร์ม) ที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดพายุสุริยะกำลังแรงมากๆ ก่อให้เกิดภาวะสนามแม่เหล็กโลกปั่นป่วนและอ่อนแอลง

ในปี 2003 เกิดพายุสุริยะที่เรียกกันว่า “ฮัลโลวีน สตอร์ม” ทำให้โครงข่ายจ่ายกระแสไฟฟ้าในสวีเดนขัดข้อง ไฟดับทั้งหมด สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน และเปลี่ยนเส้นทางโครงข่ายการสื่อสาร แต่สิ่งนี้ถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดปรากฏการณ์แม่เหล็กโลกสลับขั้ว ตัวอย่างเช่น การเกิดเคลื่อนที่ของขั้วชั่วคราวเมื่อปี 1859 ที่เรียกว่า “แคร์ริงตัน อีเวนต์” ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ออโรร่า เคลื่อนลงมาทางใต้ถึงบริเวณทะเลแคริบเบียนเลยทีเดียว

ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าเมื่อเกิดการสลับขั้วสมบูรณ์ขึ้นโลกจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง แต่เป็นไปได้ว่า โลกในหลายๆ ส่วนอาจไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแอร์ (หรือเครื่องทำความร้อน) ไม่มีจีพีเอส ไม่มีอินเตอร์เน็ต เศรษฐกิจจะชะงักงันในหลายพื้นที่เพราะไฟดับ มูลค่าความเสียหายประเมินได้ว่าไม่น้อยกว่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อวัน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่กับการเกิดการสลับขั้วสนามแม่เหล็กโลก และไม่พบว่าการสลับขั้วจะก่อให้เกิดภาวะภูเขาไฟระเบิดต่อเนื่องจนเกิดหายนะบนโลกติดตามมาแต่อย่างใด

มนุษย์เองเคยมีชีวิตรอดผ่าน “ลาส์ชอมป์ อีเวนต์” มาแล้ว และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เห็นกันอยู่ก็ผ่านวิกฤตการสลับขั้วสนามแม่เหล็กโลกมาแล้วหลายร้อยครั้ง

แม้การใช้ชีวิตอาจไม่เหมือนเดิมอยู่บ้างก็ตาม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงาน จับมือ สสส. สมาคมนายจ้าง สร้าง ‘คนต้นแบบ’ อุตสาหกรรม 4.0
บทความถัดไปพิษภาษีน้ำมันกระทบ…บางกอกแอร์เวย์ส ขึ้นพรวดค่าตั๋ว200บาท เริ่ม 8 ก.พ.นี้