‘Gucci Visions’ บอกเล่าเรื่องราว และการเดินทางกว่า 103 ปี ของแบรนด์ ผ่านนิทรรศการระดับโลก
Gucci Visions นิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ Gucci ที่มีมายาวนานกว่า 103 ปี ผ่านมุมมองอันรอบด้าน ที่เป็นการย้อนรำลึกถึงผลงานการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ และสัญลักษณ์ไอคอนิกของแบรนด์ รวมไปถึงความสามารถอันเปี่ยมพรสวรรค์ของเหล่าครีเอทีฟไดเร็กเตอร์และช่างฝีมือที่สั่งสมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับนิทรรศการในครั้งนี้เป็นการร่วมค้นหารหัสอันเป็นตำนานของ Gucci ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ยึดมั่นไม่เสื่อมคลายในพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และการทุ่มเท อุทิศให้กับงานช่างฝีมือตามแบบฉบับอิตาลีที่อยู่เบื้องหลังในทุกชิ้นงานออกแบบที่จัดแสดงอยู่ภายในงานนิทรรศการครั้งนี้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ

งานนิทรรศการ Gucci Visions Bangkok เปิดตัวอย่างเป็นทางการโดยผู้บริหารระดับสูงจาก Gucci ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ เอ็มมานูเอล เดลริเออ President, South Asia & Pacific, แดเนียล บอมบาร์ดี้ General Manager, Thailand & Vietnam และ เชอริล แทม Vice President, Brand & Customer Engagement พร้อมด้วยเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ของประเทศไทยอย่าง ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่, กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ และ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ของวงการบันเทิงไทย



ภายในงานนิทรรศการประกอบไปด้วยทั้งหมด 6 ห้อง ที่แบ่งตามธีมเรื่องราวที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน นำเสนอแง่มุมที่หลากหลายของเรื่องราวอันเปี่ยมเอกลักษณ์ของ Gucci โดยจะเริ่มออกเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแบรนด์
จากจุดสตาร์ทแรกที่ห้อง Flora เป็นการถ่ายทอดลวดลายอันเป็นไอคอนิกของแบรนด์ ที่เริ่มต้นขึ้นจากจินตนาการของ Vittorio Accornero de Testa ผู้เป็นทั้งศิลปิน นักออกแบบฉาก และนักวาดภาพประกอบชาวอิตาลีประจำแบรนด์ Gucci ตั้งแต่ปี 1966 โดยปรากฎลวดลาย Flora เป็นครั้งแรกบนผ้าพันคอที่ทอขึ้นจากผ้าไหม ด้วยลวดลายที่มีความเป็นธรรมชาติละเมียดละไมสะท้อนฤดูกาลทั้ง 4 ฤดูกาลผ่านภาพดอกไม้ พรรณไม้ และแมลงนานาชนิด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจสำหรับแบรนด์ Gucci เสมอมา ลวดลาย Flora ได้ถูกตีความครั้งใหม่ลงบนผลงานคอลเลกชั่นเครื่องแต่งกาย ready-to-wear กระเป๋าถือ แอคเซสซอรี่ เครื่องประดับ รวมไปถึงน้ำหอม Gucci eau de parfum อันเป็นเอกลักษณ์


เดินทะลุมายลโฉมกระเป๋าถือ Gucci Bamboo 1947 ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่นในเรื่องความเชี่ยวชาญด้านงานช่างฝีมือของ Gucci โดยการเลือกเอาวัสดุพิเศษมาใช้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Vasco Gucci บุตรชายคนที่ห้าของ Guccio Gucci ผู้มีความชื่นชอบในตัวไม้เท้า หลังจากผ่านการทดลองสร้างสรรค์หลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดวัสดุไม้ไผ่ก็ขึ้นรูปเป็นที่จับของกระเป๋ารูปทรงอานม้า จากจุดเริ่มต้นของกระเป๋ารุ่นนี้ ทั้ง Gucci และครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ต่างปรับโฉมใหม่บนรายละเอียดของวัสดุไม้ไผ่ในหลากหลายบริบท ตั้งแต่หัวเข็มขัดไปจนถึงรองเท้าส้นสูงคู่เด่น ทั้งนี้กระเป๋า Bamboo 1947 ก็ยังคงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบอยู่เสมอ รวมถึงเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า Gucci เองได้ปรับโฉมภาพจำให้กับเครื่องใช้จำเป็นไปสู่ชิ้นงานสร้างสรรค์ และจากชิ้นงานสร้างสรรค์ไปสู่ความสง่างาม พร้อมตอกย้ำจุดยืนของการเป็นผู้นำในด้านงานช่างฝีมืออันประณีตและหรูหรา

หรือห้องจัดแสดงกระเป๋าเดินทาง Travel ในปี 1921 ที่แบรนด์ Gucci ก่อตั้งขึ้น แนวคิดสำคัญได้มุ่งเน้นไปที่การเป็น ‘กระเป๋าเดินทางตามแบบฉบับอังกฤษ’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมุมมองของ Guccio Gucci ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเดินทางสู่กรุงลอนดอนกว่าสองทศวรรษก่อนหน้าการถือกำเนิดของแบรนด์ เมื่อครั้งวัยเยาว์ที่เขาทำหน้าที่เป็นพนักงานยกกระเป๋าที่โรงแรม The Guccio ได้สังเกตว่าในแวดวงชนชั้นสูงกระเป๋าที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร จึงเดินทางกลับมายังบ้านเกิดในเมืองฟลอเรนซ์และฝึกฝนตนเองให้เป็นต้นแบบแห่งงานช่างฝีมือสำหรับเครื่องหนัง โดยวางรากฐานให้กับแบรนด์ Gucci ซึ่งใช้ชื่อแบรนด์ตามชื่อของเขาเอง

เดินมาต่อที่ห้อง Icons เป็นการระลึกถึง กระเป๋าถือ Bamboo 1947, Horsebit 1955 และ Jackie 1961 ซึ่งถือเป็นตัวแทนของงานออกแบบสุดไอคอนิกของ Gucci ด้วยภาพลักษณ์อันโดดเด่นด้านแนวคิดสร้างสรรค์ ในปี 1947 Gucci ได้นำเสนอกระเป๋าถือไอคอนิกใบแรกซึ่งตกแต่งด้วยที่จับกระเป๋าที่ทำจากไม้ไผ่รูปทรงโค้ง นับเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานแห่งผลงานการออกแบบกระเป๋าอันชาญฉลาด
![]()
หลังจากผลงานสร้างสรรค์อันเป็นที่จดจำ ก็ได้มีการหยิบเอาสัญลักษณ์ Horsebit (ฮอร์สบิต) หรือ ตะขอปากม้า มาปัดฝุ่นตีความใหม่อีกครั้งหลังจากที่ปรากฎอยู่บนรองเท้าทรงโลฟเฟอร์ตั้งแต่ปี 1953 โดยนำเอาสัญลักษณ์นี้มาใช้กับกระเป๋าเป็นครั้งแรกในปี 1955
เช่นเดียวกันกับกระเป๋า Gucci Jackie 1961 ที่เป็นการย้อนเล่าเรื่องราวไปในปี 1961 ของกระเป๋ารูปทรงพระจันทร์เสี้ยวที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตกแต่งตัวล็อคที่ปิดกระเป๋ารูปทรงคล้ายลูกสูบ ที่กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานอมตะของช่างฝีมือที่ได้บันทึกเรื่องราวเอาไว้
ห้อง Stars Stars เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์อันยาวนานของ Gucci กับบุคคลสำคัญ เซเลบริตี้ และ อินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในด้านต่างๆ มากว่าศตวรรษ โดยในช่วงแรกที่ Guccio Gucci ได้พบกับกลุ่มชนชั้นสูงที่โรงแรม Savoy ในกรุงลอนดอนไปจนถึงการเป็นที่รู้จักยอมรับในหมู่ดาราภาพยนตร์จากฮอลลีวูดและชนชั้นสูงทั่วโลกในช่วงยุค 1950s และ 1960s สู่ความเป็นไอคอนิกในฐานะสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา สง่างามในช่วงหลายทศวรรษต่อมา แล้วในช่วงยุค 1990s ที่ยุคดิจิทัลกำลังจะเริ่มขึ้น ความสัมพันธ์กับผู้คนกลุ่มนี้จึงเริ่มขยายออกไปเป็นวงกว้างและมีความหลากหลายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงภาพวิวัฒนาการของวัฒนธรรมเซเลบริตี้ได้เป็นอย่างดี

ในส่วนจัดแสดงของธีม Stars ได้มีการนำเอากระจกและจอภาพดิจิทัลมาใช้ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์อันตื่นตาตื่นใจ เพื่อช่วยเสริมให้เครื่องแต่งกายที่ถูกกล่าวขานผ่านการคัดสรรให้มาจัดแสดงในครั้งนี้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับเครื่องแต่งกายในแต่ละชุดได้รับการตัดเย็บขึ้นโดยเฉพาะเพื่อบุคคลสำคัญจากแวดวงภาพยนตร์หรือดนตรี ซึ่งเป็นการช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดย Gucci ยังคงสานต่อความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมเซเลบริตี้ที่ยังคงพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องแต่งกายอันงดงามตราตรึงที่สวมใส่โดย ดาวิกา โฮร์เน่ แบรนด์แอมบาสเดอร์ Gucci ของประเทศไทย เพื่อสวมใส่ในงาน Gucci Art Lab Event 2023 ในกรุงเทพฯ ซึ่งตัดเย็บขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานในครั้งนั้น โดยเป็นชุดยาวสีดำที่มีลูกเล่นความระยิบระยับของเนื้อผ้าปราศจากการซับใน ตกแต่งด้วยเทคนิคงานผ้าอัดพลีทและประดับเข็มกลัด พร้อมด้วยเข็มขัดเข้าชุดก็จัดแสดงไว้ในนิทรรศการครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทให้กับผลงานช่างฝีมือและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Gucci อย่างแท้จริง

ต่อมาที่ห้องจัดแสดงธีม Fashion เป็นการจัดแสดงลุคต่างๆ ในแต่ละทศวรรษที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน โดยหยิบยกมาจากผลงานเก็บสะสมที่ผ่านมาของแบรนด์จาก Gucci Archive ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ปราสาท Palazzo Settimanni ในเมืองฟลอเรนซ์

ผลงาน Archive นับเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าสำหรับเหล่าครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Gucci ที่ไม่เพียงช่วยมอบแรงบันดาลใจแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำหรับส่งต่อเรื่องราวของงานออกแบบในช่วงเวลานั้นๆ ไปสู่เจเนอเรชั่นที่หลากหลาย ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่รหัสสัญลักษณ์อันโดดเด่นของ Gucci ได้ถือกำเนิดขึ้นและถูกหยิบยกกลับมาตีความใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นได้จากลวดลาย Flora อันเป็นไอคอนิกที่ตกแต่งบนเครื่องแต่งกายในยุค 1960s มาสู่ความเย้ายวนตามแบบฉบับของ Tom Ford งานออกแบบลายผ้าลูกไม้และการตีความอันเปี่ยมนวัตกรรมของกระเป๋า Gucci Jackie จากความเป็นเฟมินีนอันน่าค้นหาของ Frida Giannini และ แรงบันดาลใจจากยุค 1970s สู่ผลงานแคมเปญของ Alessandro Michele รวมไปถึงผลงานคอลเลกชั่นในช่วงแรกของเขาและแคมเปญ Aria ที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของลวดลาย GG และลวดลายแถบ Web Stripe
จากลวดลายที่มีกลิ่นอายของนักขี่ม้าไปสู่ผลงาน Gucci Ancora ซึ่งเป็นคอลเลกชั่นเดบิวต์ของ Sabato De Sarno ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์คนล่าสุดของ Gucci โดยชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์อย่างกระเป๋า Bamboo และรองเท้าโลฟเฟอร์ Horsebit ได้กลับมาโลดแล่นทรงพลังอีกครั้งด้วยกลิ่นอายที่ทันสมัยขึ้น ทั้งนี้ผลงาน Archive ก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของ Gucci ที่ยังคงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องนั้น ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์แห่งคุณภาพ ความงาม และผลงานช่างฝีมืออันประณีตที่จะยังคงอยู่ตลอดไป


สำหรับห้องทั้ง 6 ห้องภายในงานนิทรรศการ Gucci Visions นั้น ได้ช่วยสร้างสรรค์แรงบันดาลใจและเติมเต็มการเดินทางที่แสดงให้เห็นว่า Gucci ยังคงความเป็นที่สุดในงานสร้างสรรค์และคุณภาพที่เปี่ยมด้วยสัมผัสของความหรูหราที่มีมายาวนานกว่าศตวรรษ ด้วยผลงานการออกแบบอันเป็นไอคอนิกและไอเดียที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยไม่เพียงแต่เป็นภาพสะท้อนของกาลเวลาแต่ยังเป็นการให้คำจำกัดความกับสิ่งเหล่านั้นอีกด้วย
นิทรรศการ Gucci Visions ในประเทศไทยจะเปิดให้บุุคคลทั่วไปเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 นี้ ณ EM GLASS บริเวณชั้น G อาคาร EM TOWER ศูนย์การค้า EMSPHERE

