นอกจากสังคมไทยกำลังประสบปัญหาคนตัดสินใจมีบุตรช้าขึ้น มีบุตรน้อยลง หรือกระทั่งไม่อยากมี ด้วยเหตุปัจจัยและข้อกังวลต่างๆ จนอธิบดีกรมอนามัยต้องร้องขอให้มีลูกเพื่อชาติ ขณะเดียวกันเราก็กำลังเผชิญปัญหาการทอดทิ้งเด็กรายวัน การเกิดอย่างไม่มีคุณภาพ โฟกัสภาพใหญ่ไปที่ “แม่วัยรุ่น” ซึ่งข้อมูลจากโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด สะท้อนว่ามีแม่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปี และมีฐานะยากจน มาลงทะเบียนขอรับสิทธิถึง 1 ใน 4 ของผู้หญิงฐานะยากจนทั้งหมดจาก 2.5 แสนรายที่มาลงทะเบียน
แม่วัยรุ่นตั้งครรภ์ในสภาพไม่พร้อม หลายคนยังประสบปัญหาความยากจนเป็นทุนเดิม พวกเธอจึงต้องการความช่วยเหลือ ขณะที่สวัสดิการและบริการของรัฐที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ หาคำตอบได้จากเสวนา “การจัดสวัสดิการสังคมที่ตอบโจทย์ชีวิตพ่อแม่วัยรุ่น” ในงานประชุมระดับชาติ เรื่องสุขภาวะทางเพศ ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพฯ

“สวัสดิการของรัฐในปัจจุบันช่วยพวกเธอไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดให้เงิน 600 บาทต่อเดือน ยังไม่เพียงพอ พวกเธอจึงอยากออกไปทำงาน และอยากหาคนมาช่วยเลี้ยงดูลูก ซึ่งบางคนทำไม่ได้ หรือบางคนทำได้ เพราะมีญาติมาช่วย แต่ก็ถือว่าระบบแรงงานต้องเสียคนไปคนหนึ่ง สะท้อนว่าบริการของรัฐที่มีก็ไม่ช่วยอะไรเช่นกัน”
นักวิจัยกล่าวอีกว่า ฉะนั้น งานวิจัยจึงแปลความหมายสิ่งที่แม่วัยรุ่นต้องการมากที่สุดคือ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” ที่จะสามารถดูแลลูกของพวกเธอตั้งแต่ตอนเช้าถึงเย็นที่ไปทำงาน ซึ่งควรมีในทุกชุมชนในลักษณะครอบครัวอุปถัมภ์ รับดูแลตั้งแต่อายุหลักเดือน ส่วนคนที่มาดูแลจะต้องผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานสากล ซึ่งสามารถทำได้ เพราะท้องถิ่นมีความพร้อมทั้งสถานที่ กำลังคน และงบประมาณอยู่แล้ว ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็เข้าไปสนับสนุนความรู้ หลักวิชาการ

“เรื่องนี้สามารถเป็นไปได้ บ้านเรามีงบประมาณเยอะแยะ เพียงแต่ขาดคนที่เอาจริงเอาจังเชิงนโยบาย ก็อยากให้เห็นว่าปัญหาเยาวชนใช้ความรุนแรงในปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ส่วนวันนี้ที่ข้อมูลอัตราการคลอดของวัยรุ่นในไทยระหว่างปี 2556-2559 จากสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ พบไทยมียอดแม่วัยรุ่นเฉลี่ย 1.2 แสนคนต่อปี รวม 4 ปีดังกล่าวเรามีแม่วัยรุ่นอายุ 10-19 ปีแล้วประมาณ 4.8 แสนคน เรายังจะปล่อยให้เด็ก 4 แสนกว่าคนนี้เกิดมากับความยากลำบาก ความไม่พร้อม บางคนเกิดและเติบโตมากับไซต์งานก่อสร้าง ก็เกรงว่าพวกเขาอาจเติบโตเป็นวายร้ายในอนาคต ฉะนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องลงทุน เพราะหากทำได้ก็จะช่วยได้มาก ทั้งแม่วัยรุ่น ตลอดจนแม่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม”
ผศ.กนกวรรณทิ้งท้ายด้วยการยกผลงานวิจัยของประเทศญี่ปุ่นที่ทดลองให้แม่หยุดงาน 3 ปีเพื่อเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด พบว่าเด็กที่เกิดจากแม่หยุดงาน 3 ปี มีพัฒนาการทางอารมณ์ สติปัญญา สุขภาพแข็งแรงกว่าเด็กที่แม่ออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะแม่จะใส่ใจทุกอย่างด้วยตนเอง อาทิ ให้ลูกกินดี กินอิ่ม นอนหลับ พูดและสอนลูก คิดว่าเราก็อาจต้องทุ่มอย่างนี้บ้าง อย่างปัจจุบันกฎหมายให้ลาหยุดเพื่อเลี้ยงลูกหลังคลอด 3 เดือน หรือสภาพจริงของกลุ่มลูกจ้างหยุดแค่ 1 เดือนก็ต้องกลับไปทำงาน อาจลองให้ลาหยุดมากกว่านี้ หรือแทนที่แม่จะออกไปทำงาน จ้างคนอื่นมาเลี้ยงลูก รัฐก็จ้างแม่นั่นแหละเลี้ยง อาจให้วันละ 300 บาท หรือถ้าแม่อยากจะทำงาน ก็ทำสถานรับเลี้ยงเด็กให้ดูแลช่วงกลางวัน เป็นทางเลือกให้เขา
“เพราะเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราไม่ต้องการคอมพิวเตอร์ แต่ต้องการกำลังคนที่มีคุณภาพ” ผศ.กนกวรรณกล่าวทิ้งท้าย


