ศิลปะหลังกำแพง มิติใหม่ ‘คืนคุณค่า’ ผู้ต้องขัง สู่พลเมืองที่ได้การยอมรับจากสังคม

23.08.24 | 13:48 น.

ศิลปะหลังกำแพง มิติใหม่ ‘คืนคุณค่า’ ผู้ต้องขัง สู่พลเมืองที่ได้การยอมรับจากสังคม

โอกาสเพียงนิดเดียวเปลี่ยนชีวิตคนได้ และสำหรับบางคน เพียงครั้งเดียวที่ได้รับ ก็อาจเปลี่ยนชีวิตของเขาไปได้ตลอดกาล

เฉกเช่นโอกาสที่ ‘คนหลังกำแพง’ ได้รับจากโครงการเรือนจำสุขภาวะ ที่สนับสนุนให้ผู้ต้องขังได้ ‘ทำงานศิลปะ’ และรับโอกาสมาจัดแสดงผลงานที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สถานที่ซึ่งศิลปินหลายคนใฝ่ฝันจะได้มาแสดงผลงานสักครั้งในชีวิต

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จัดนิทรรศการ ‘ศิลปะหลังกำแพงเรือนจำ’ มีผู้ต้องขังหญิงและชายที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 400 คน จากความร่วมมือของเรือนจำ 7 แห่ง ได้แก่ เรือนจำกลางอุดรธานี เรือนจำจังหวัดพังงา เรือนจำจังหวัดบึงกาฬ เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี ทัณฑสถานหญิงธนบุรี และเรือนจำอำเภอสว่างแดนดิน

Advertisement

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนและส่งเสริมนโยบายสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชนภายใต้หลักการ ‘สุขภาวะเพื่อคนทั้งมวล’ (Health for All) ปรับเปลี่ยนเรือนจำให้เป็นพื้นที่ที่ผู้ต้องขังสามารถมีประสบการณ์ในทางบวก ทั้งสภาวะแวดล้อม และสุขภาพดีทั้งกายและใจ คือ 1.เพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ต้องขัง 2.ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคที่พบบ่อยในเรือนจำ 3.เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการบริการสุขภาพ 4.ผู้ต้องขังมีพลังชีวิต คิดบวก และมีกำลังใจ 5.ดำรงชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและเอื้ออาทร 6.สามารถธำรงบทบาทของการเป็นแม่ ลูก และ/หรือสมาชิกในครอบครัว 7.มีโอกาสสร้างที่ยืนในสังคม ให้เกิดเรือนจำสุขภาวะในสังคมไทย

ภรณี ภู่ประเสริฐ

ทั้งนี้ ศิลปะที่นำมาจัดแสดง มีทั้งภาพเขียน ภาพถ่าย งานเย็บปัก งานดัดลวด การเขียนหิน งานแกะหนังตะลุง การสานกระจูด รวมไปถึงงานเปเปอร์มาเช่ สีสันสดใส แต่ละชิ้นงานถ่ายทอดออกมาจากความสิ้นหวัง ความเศร้า ความกดดัน ผสมผสานกับความปรารถนาในความเข้าใจ ให้อภัย และความต้องการเชื่อมโยงกับโลกภายนอก

“การทำงานศิลปะช่วยให้ผู้ต้องขังตระหนักในคุณค่าของตัวเอง มีกำลังใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นการสื่อสารกับสังคม ถึงผลลัพธ์เชิงบวกของการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์เรือนจำจากพื้นที่การลงโทษ ไปสู่ฐานคิดการทำให้เรือนจำเป็นพื้นที่ที่เอื้ออำนวยให้ผู้ที่อยู่ในเรือนจำมีสุขภาวะดีทั้งกายและใจ สามารถคืนกลับสู่สังคมในฐานะพลเมืองที่มีคุณภาพ ไม่กระทำผิดซ้ำ” ภรณีกล่าว

วงเสวนา

ทั้งนี้ ข้อมูลปี 2567 ร้อยละ 45 ของผู้ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ กระทำผิดซ้ำและต้องกลับเข้าสู่เรือนจำ และหากยังไม่สามารถลดจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำได้ ในอีก 3 ปีข้างหน้า ผู้พ้นโทษกว่าครึ่งหนึ่งจะกระทำผิดซ้ำและต้องกลับคืนสู่เรือนจำ

โครงการนี้จะช่วยให้ผู้ต้องขังตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองและมีกำลังใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ อีกทั้งยังช่วย “ยกระดับจิตใจ” คลายปมปัญหาชีวิตให้กับผู้ต้องขังด้วย

ศิริพงษ์ เศรษฐสนิท เรือนจำจังหวัดบึงกาฬ บอกว่า ศิลปะช่วยยกระดับทำให้คนมีความอ่อนโยนมากขึ้น ในเรื่องของการฝึกวิชาชีพ ศิลปะก็มีความสอดคล้องกับปรัชญาทำได้จริง ผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไป สามารถที่จะนำความรู้ไปใช้ได้

อธิกาญจน์ วงษ์ศรีวอ เรือนจำจังหวัดอุดรธานี มองว่าเครื่องมือที่ดีที่สุด คือ กิจกรรมที่จะมาส่งเสริมให้ผู้ต้องขังค้นพบปมในใจตัวเอง กระตุ้นให้เขายอมรับปมนั้น และช่วยกันแก้ไข

ด้าน หรั่งพระนคร หรือ อัครินทร์ ปูรี จากชีวิตที่ผ่านเรือนจำมาหลายครั้ง ได้พลิกชีวิตสู่การเป็นช่างทำกีตาร์มือทอง เผยว่า “ชีวิตคนเราจะมีคุณค่าต่อเมื่อเราให้โอกาสเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผมเป็นหนึ่งคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำไม่เหมือนนักโทษทั่วไป เพราะเป็นนักโทษไม่ค่อยน่ารัก เป็นขาใหญ่ในคุก ผมใช้ชีวิตผ่านนักโทษที่อยู่เป็นหมื่นคน มีนักโทษมากมายที่เราเห็นแล้วรู้สึกตกใจ น่ากลัว เกเร ทุกคนเวลาผมนั่งคุยกับเขา เขามีสิ่งหนึ่งไม่มีใครเห็น ผมจะบอกว่า คนด้อยโอกาสในประเทศไทยมีหลายกลุ่ม กลุ่มนี้ที่เป็นนักโทษได้โอกาสจากสังคมน้อย เพราะคนจะตราหน้าว่า ทำผิดต่อสังคม”

หรั่งพระนคร หรือ อัครินทร์ ปูรี

ปิดท้าย รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ ผู้รับผิดชอบโครงการเรือนจำสุขภาวะ กล่าวว่า คนทั่วไปมีแนวโน้มจะมองผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษในลักษณะของ “ความเป็นอื่น” (the otherness) หมายถึง การกีดกันผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษออกไปอยู่นอกแวดวงของสังคม ทำให้ผู้พ้นโทษไม่มีที่ยืนในสังคม ขาดโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

“เรือนจำเป็นพื้นที่เฉพาะ โอกาสที่จะมาจัดแสดงผลงานศิลปะที่นี่แทบจะไม่มีเลย ซึ่งคนส่วนใหญ่มองเรือนจำเป็นพื้นที่ของการลงโทษ คนผิดเท่านั้นที่จะไปอยู่ที่นั่น ตัวผู้ต้องขังเองก็รู้สึกเป็นคนทำผิด เป็นคนต่ำต้อย ฉะนั้น ภาพที่มองไปที่เรือนจำ คือพื้นที่ที่ขาดความหวัง ทุกคนคิดว่าเข้ามารอวันที่จะออก แต่เราอยากจะเปลี่ยนตรงนี้ว่า เรือนจำไม่ใช่พื้นที่ของการลงโทษ แต่เป็นพื้นที่ของการฟื้นฟู การให้อภัย การให้โอกาส และเป็นพื้นที่ของการสร้างประสบการณ์ทางบวก”

รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์

“นิทรรศการศิลปะหลังกำแพงเรือนจำ ถือเป็นโอกาสทองของสังคมที่จะสร้างพลังชีวิตให้เขา ให้ได้ทั้งความรู้และประสบการณ์ การอยู่อย่างมีความสุขในเรือนจำ การทำศิลปะเป็นเวลาสำคัญของเขา ทำให้เป็นการทำเวลาให้มีค่าทุกเวลานาที ซึ่งการที่เราบูรณาการเรื่องของการฟื้นฟูเข้าไปกับการควบคุมและการลงโทษ เราอย่าไปคิดเรื่องการลงโทษอย่างเดียว เพราะมันไม่ได้อะไรขึ้นมา เดี๋ยวเขาออกมา เขาก็อาจจะมากระทำผิดอีก ทุกคนก็มีปมชีวิต แต่ศิลปะเป็นงานหนึ่งที่จะช่วยคลายปมชีวิตของเขา และจะเป็นอีกงานหนึ่งที่ทำให้สังคมเห็นคุณค่าของคนที่อยู่ในเรือนจำ เห็นศักยภาพของเรือนจำที่จะพัฒนาผู้ต้องขัง นับเป็นมิติใหม่ที่จะทำให้เกิดวิธีคิดเกี่ยวกับเรือนจำที่ต่างออกไป”

“ซึ่งนี่คือหนทางหนึ่งที่จะสื่อสารให้คนในสังคมรับรู้ความรู้สึก ความมุ่งหวัง และความปรารถนาในโอกาสที่จะคืนกลับเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะต้องการให้สังคมได้เห็นเรื่องราว และชีวิตของผู้ต้องขังผ่านผลงานศิลปะที่งดงาม มีส่วนช่วยลบภาพของการประทับตราผู้ที่เคยผิดพลาด แต่พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกสังคมเหมือนประชาชนทั่วไป” รศ.ดร.นภาภรณ์กล่าว

การทำงานศิลปะ เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ต้องขังใช้เวลาตอนกลางวัน ช่วยให้ค้นพบคุณค่าในตัวเอง เกิดพลังสร้างสรรค์ และมีกำลังใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เป็นกระบวนการที่เปลี่ยนผ่าน เป็นเส้นทางที่จะช่วยให้ผู้ต้องขังคืนกลับเป็นพลเมืองที่ได้รับการยอมรับจากสังคม