แม้ประเทศไทยจะเคยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง มีนักการเมืองหลายคนเป็นผู้หญิง แต่เมื่อเทียบสัดส่วนผู้หญิงในสภาทั่วโลก เรายังห่างอยู่หลายขุม หรือกระทั่งในอาเซียน ไทยก็ยังตามหลังหลายประเทศ สะท้อนถึงอะไร และต้องทำอย่างไร ชวนกันมาขบคิดในงานสัมมนา “โครงการส่งเสริมสตรีให้สตรีมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น” จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ ร่วมกับอินเตอร์เนชั่นแนล รีพับลิกัน อินสติติวท์ ประจำประเทศไทย ณ โรงแรมเอส 31

เริ่มที่ตัวแทนพรรคการเมือง ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม. ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า สัดส่วนนักการเมืองหญิงในสภา นอกจากเป็นเครื่องมือสะท้อนปัญหาของประชาชน อาทิ การออกกฎหมายที่จะตระหนักทุกภาคส่วน ยังถือเป็นหน้าตาของประเทศอีกด้วย วันนี้เราอยู่ในสังคมที่มีการประเมินเยอะแยะ หนึ่งในนั้นคือการประเมินขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ประจำปี 2559 ที่พบว่าไทยหล่นมาอยู่ที่ลำดับ 101 จากเดิมลำดับ 76 ตรงนี้อาจไม่ได้บอกว่าเรามีคอร์รัปชั่นสูงขึ้นอะไรมากมาย แต่ปัจจัยทำให้หล่นฮวบ เพราะจำนวนนักการเมืองหญิงในรัฐสภาหล่นฮวบลงไป ขณะที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ค.ศ.2015-2030) ของสหประชาชาติ ก็มีตัวชี้วัดถึงสัดส่วนผู้หญิงในสภา การจัดงบประมาณที่แก้ไขปัญหาผู้หญิงว่ามีหรือเปล่า เหล่านี้ถือเป็นหน้าตาของประเทศ
“ปชป.มีกระบวนการส่งเสริมผู้หญิงเข้ามามีส่วมร่วม ตั้งแต่การกำหนดเงื่อนไขสัดส่วนผู้หญิง 2 คน จากคณะกรรมการสาขาพรรคทั้งหมด 11 คน ต้องมีสัดส่วนผู้หญิงอย่างน้อย 4 คน จากคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 35 คน กระทั่งโครงสร้างผู้บริหาร กทม.ที่มีคน ปชป.เข้าไป ก็มีผู้หญิงเป็นหนึ่งในสี่รองผู้ว่าฯ กทม. จะเห็นว่าการทำเป็นระบบโควต้าสำคัญมาก แม้ช่วงแรกจะมีคำถามว่าจะมีผู้หญิงเข้ามาเหรอ แต่สุดท้ายก็มีเข้ามามากกว่าที่คิด แต่ทั้งนี้ ก็ต้องดูสภาพความเป็นจริงด้วย ว่าผู้หญิงเก่งแม้จะมีเยอะก็จริง แต่ไม่เข้ามาในการเมือง เพราะเสี่ยงถูกด่า นินทา ตลอดจนปฏิวัติ ฉะนั้นหากหาไม่ได้จริงๆ ก็ต้องมีทางออกให้พรรค เพื่อไม่ต้องไปหาผู้หญิงที่เป็นนอมินี หรือผู้หญิงที่ไม่มีความสามารถเข้ามา” ดร.รัชดากล่าว

ตัวแทนพรรค ปชป.มองว่าการให้พรรคผลักดันผู้หญิงสู่นักการเมืองระดับชาติเลย ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้ทรัพยากรมาก ฉะนั้นควรส่งเสริมผู้หญิงสู่นักการเมืองท้องถิ่นก่อน อย่างในโครงสร้างผู้บริหาร อบต. ควรกำหนดสัดส่วนผู้หญิงเป็นหนึ่งในสองรองนายก อบต. ซึ่งเธอเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นนักการเมืองหญิงที่มีคุณภาพจากท้องถิ่นสู่ระดับชาติ
ด้าน ดร.ภูวนิดา คุนผลิน อดีต ส.ส.กทม. ตัวแทนพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ข้อมูลจากยูเอ็นดีพีเมื่อปี 2013 ระบุถึงดูสัดส่วนผู้หญิงในเวทีการเมืองของไทยกับประเทศในอาเซียน พบว่าเราอยู่ลำดับที่ 6 ไม่น่าเชื่อว่าเราแพ้ลาว ร้อยละ 25, เวียดนาม ร้อยละ 24.40, กัมพูชา 18.10 เพราะเรามีผู้หญิงในเวทีการเมืองแค่ร้อยละ 15.70 ส่วนลำดับที่หนึ่งของโลกคือ รวันดา ร้อยละ 51.9, ลำดับ 2 แองโกลา ร้อยละ 50.0, 3.คิวบา ร้อยละ 45.2 ฉะนั้นเราจะต้องตั้งเป้าหมายและช่วยกันขับเคลื่อน เพื่อโอกาสของสตรีในประเทศไทย
“พรรคไทยรักไทยที่เปลี่ยนเรื่อยมา เคยมีสถาบันผู้หญิงสู่การเมืองควบคู่มาตลอด ดิฉันเป็นนักเรียนรุ่น 1 ช่วงนั้นทำออกมาเป็นนโยบายพรรค มีการขับเคลื่อน ไปเปิดสอนภาคต่างๆ ของประเทศ ก็อยากให้สถาบันแบบนี้อยู่คู่กับพรรคการเมืองต่อไป แต่จะทำได้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนชัดเจนจากผู้บริหารและผู้มีส่วนร่วมพรรคทุกคน ที่สำคัญสถาบันนี้จะเชื่อมโยงกันระหว่างสถาบันของแต่ละพรรคอย่างไร ก็อยากให้มาช่วยกันสร้างโอกาส แม้ผู้หญิงหลายคนอาจกล้าๆ กลัวๆ มองว่าการเมืองเป็นอะไรที่น่าปวดหัวในปัจจุบัน แต่ถอยไม่ได้ เพราะวันนี้ผู้หญิงจะมาช่วยปรับสมดุล ในเรื่องการผลักดันนโยบาย ตรวจสอบความโปร่งใส ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.ภูวนิดากล่าว

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างถกเถียงหารูปธรรมให้สตรีมีส่วนร่วมทางการเมือง แม้จะยินดีกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ระบุถึงการจัดทำนโยบายและจัดสรรงบประมาณที่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศเป็นครั้งแรก แต่กับสิทธิสตรีด้านอื่นที่ยังเขียนกว้างๆ และกลัวคำว่า “คำนึง” ถึงความเท่าเทียมหญิงและชาย จะทำให้ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติเป็นนามธรรมเหมือน รธน.ปี 2550
ซึ่งอนุ กมธ.กิจการสตรีของ สนช.แจ้งว่า กำลังผลักดันในรายละเอียดให้คำว่า “คำนึงถึง” ในร่าง รธน.เกิดเป็นรูปธรรมในกฎหมายลูก 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง พรรคการเมือง ส.ส. และ ส.ว. ขณะที่ขบวนการผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย หรือวีมูฟ เตรียมยื่นหนังสือต่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ในข้อเสนอการผลักดัน 4 กฎหมายลูกให้เกิดการเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นรูปธรรมต่อไป

