หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ไอที อิเมอร์สัน เน...

อิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ รีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ เปลี่ยนชื่อเป็น ‘เวอร์ทีฟ’

3.03.17 | 08:29 น.

เวอร์ทีฟ (Vertiv) ชื่อเดิม อิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ (Emerson Network Power) ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้แบรนด์ใหม่ในประเทศไทย พร้อมรุกตลาดเกิดใหม่ทั้งในประเทศและภูมิภาคอินโดจีน เวอร์ทีฟ ภายใต้ชื่อใหม่แต่ยังคงเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมทั่วโลก เป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ประกอบการด้านศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ เครือข่ายการสื่อสารและบริการระบบบริหารจัดการภาคการพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม บริษัทใหม่ด้วยการบริหารแบบสแตนด์อะโลน ทำให้การดำเนินธุรกิจคล่องตัว รวดเร็ว โฟกัสและมีความยืดหยุ่นในการแข่งขันสูง


การประกาศการรีแบรนดิ้งในกรุงเทพฯ นำโดยทีมผู้บริหารจากภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย มร.พอล เชอร์ชิล รองประธานฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – เวอร์ทีฟ เอเชีย, มร.จี โฮ หลิง รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ โซลูชั่นส์และการตลาด – เวอร์ทีฟ เอเชีย, มร.แดเนียล ซิม ผู้อำนวยการฝ่ายช่องทางธุรกิจ – เวอร์ทีฟ เอเชีย และนายพิเชฏฐ เกตุรวม ผู้จัดการภูมิภาคอินโดจีน

พอล เชอร์ชิล รองประธานฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเวอร์ทีฟ กล่าวว่า “บริษัทเราดำเนินกิจการในประเทศไทยมานานหลายปี และแม้จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘เวอร์ทีฟ’ บริษัทจะยังคงเดินหน้าสร้างมรดกล้ำค่าและรากฐานที่มั่นคงสานต่อจากที่ได้สั่งสมมาอย่างยาวนาน บริษัทมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าไทยบรรลุเป้าหมายและวางกลยุทธ์ดิจิทัลเพื่อการแข่งขันได้อย่างประสบความสำเร็จ”

เวอร์ทีฟในประเทศไทยยังคงการทำตลาดผลิตภัณฑ์และบริการแบบหลากหลาย ทั้งด้านจัดการการใช้พลังงานความร้อน และการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีไอที เหมือนที่เคยดำเนินการภายใต้ชื่ออิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ ซึ่งรวมถึงแบรนด์เรือธงที่ครองตลาดและได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรม เช่น ASCO®, Chloride®, Liebert®, NetSure™ และ Trellis™ การเปลี่ยนชื่อบริษัทให้เป็นเวอร์ทีฟ และการบริหารบริษัทแบบสแตนด์อะโลน เป็นไปหลังการขายหุ้นให้กับบริษัท แพลตินัม อีควิตี้ (Platinum Equity) เสร็จสิ้นสมบูรณ์

Advertisement

ทุกอย่างในยุคนี้ต้องเชื่อมโยงหากันทั้งหมด ต้องเป็น Connectivity ซึ่งเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของ Thailand 4.0 ที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยเทคโนโลยีหลัก ไม่ว่าจะเป็น Cyber Physical Systems, Cloud Computing, Big Data, System Security, Augmented Reality และ Humanoid Robots ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันการเข้าเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ตามแผน 5 ปี (2559-2563) ก็คือการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ ปีนี้จึงนับเป็นปีแห่งดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ตรงกับความต้องการการใช้งานของประชาชน ตลอดจนต้องสามารถรองรับระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นส์และแอพพลิเคชั่นส์ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด นับเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงของคนไอที

นายพิเชฏฐ เกตุรวม ผู้จัดการภูมิภาคอินโดจีนของเวอร์ทีฟชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลที่เกิดขึ้นในยุคนี้ต้องมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กรที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน แข่งขันสูง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจด้านไอที เทเลคอม การเงินการธนาคาร การค้าปลีก และองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่มีการเชื่อมต่อเชื่อมโยงกันทั้งหมดภายในประเทศและทั่วโลก ความสำคัญคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที พร้อมเทคโนโลยีของการบริหารจัดการความสมดุลของการจัดเก็บข้อมูล แอพพลิเคชั่นส์อันหลากหลาย

ประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงที่สุดสำหรับเวอร์ทีฟในเอเชีย โดยช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาบริษัทได้โครงการที่สำคัญๆ เกิดขึ้นทั้งในประเทศและในภูมิภาค เป็นไปในทิศทางเดียวกับภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ทันการแข่งขัน เพิ่มความทันสมัยของระบบไอที ตลอดจนยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่เป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน เพิ่มความคล่องตัว และสร้างประสิทธิภาพมากขึ้น

โครงการเด่นๆ เหล่านี้ รวมถึงการสร้างระบบโซลูชั่นส์ศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจรในประเทศเมียนมาและกัมพูชา และระบบโซลูชั่นส์สำหรับการบริหารจัดการศูนย์ Collocation สนับสนุนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ รองรับการเติบโตและการจัดการข้อมูลที่เพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ความท้าทายซึ่งกลายเป็นปัญหาที่องค์กรต่างๆ ประสบและต้องปรับตัวให้ทันคือ จำนวนลูกค้าที่ใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกรรมและเรียกหาบริการหลากหลายกับองค์กรมากขึ้นและเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ประกอบกับเทคโนโลยีเองก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้องค์กรต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทัน ปัจจัยเหล่านี้จะผลักดันดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตมากขึ้น ในทางกลับกัน หากองค์กรต้องการจะลงทุนในด้านดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเองก็จะไม่คุ้มทุน ควรต้องพิจารณาทางเลือกไปใช้บริการกับผู้ประกอบการ IDC หรือ Collocation ได้

“เวอร์ทีฟเห็นศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ Collocation เทเลคอมและการธนาคาร เช่นเดียวกับโครงการต่างๆ ภายใต้หน่วยงานภาครัฐที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นเพื่อบริการแก่ประชาชน เวอร์ทีฟจะยังคงเดินหน้าสานต่อการทำงานร่วมกับพันธมิตรในแต่ละท้องถิ่น ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอินโดจีน เพื่อเจาะตลาดด้านนี้” นายพิเชฏฐกล่าวเสริม

นอกเหนือจากการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้านระบบโซลูชั่นส์เพื่อบริหารจัดการการใช้พลังงาน ความร้อน และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เวอร์ทีฟยังมีความชำนาญในการสร้างศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์แบบครบวงจร ดูแลบริหารจัดการการใช้พลังงาน ความร้อน และระบบตรวจสอบสำหรับการบริหารและการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิม

“เป้าหมายหลักของเวอร์ทีฟคือ การช่วยให้ลูกค้าและอุตสาหกรรมต่างๆ ประสบความสำเร็จและอยู่รอดได้ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีสูง เวอร์ทีฟใช้ความรู้ความชำนาญและเครือข่ายทั่วโลกมาทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 อย่างเต็มที่ การมีศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติเป็นหนึ่งในตัวจักรสำคัญ” นายพิเชฏฐกล่าวย้ำ