หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ พศิน ลาทูรัส ...

พศิน ลาทูรัส เผยวิสัยทัศน์พา NaRaYa คว้าเป้ากำไร 40% แตะพันล้านในปี 68

7.10.24 | 15:05 น.

พศิน ลาทูรัส เผยวิสัยทัศน์พา NaRaYa คว้าเป้ากำไร 40% แตะพันล้านในปี 68

บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด แบรนด์กระเป๋าฝีมือคนไทยอย่าง NaRaYa จัดงานฉลองก้าวเข้าสู่ 35 ปีสุดยิ่งใหญ่ไปแล้วกับงาน “NaRaYa 35th Year Anniversary” ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม และพิเศษสุดกับการเปิดตัวสินค้าคอลเล็กชั่นใหม่ “Beyond Sight Collection” เป็นที่แรก ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นพิเศษที่ร่วมกับกลุ่มคนตาบอดจัดทำขึ้นภายใต้โครงการ Beyond Sight

นายพศิน ลาทูรัส ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยถึงการจัดงานครั้งนี้ พร้อมแผนธุรกิจของแบรนด์นารายา ว่า สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ คือจัดงานวันครบรอบ 35 ปีของบริษัท ก็เลยอยากจะเฉลิมฉลองปีนี้จากที่ผ่านสถานการณ์ช่วงโควิด-19 ด้วยการสนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่เป็นกลุ่มคนตาบอด ที่ตนเองไปเจอตอนที่ไปบริจาคไม้เท้าที่มูลนิธิคนตาบอด และก็เพิ่งได้ทราบว่าเขาสามารถเย็บลวดลายบนผ้าได้

“ผมก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีในฐานะที่เรามีแพลตฟอร์มที่มีคนรู้จักแบรนด์เราทั่วโลก ก็เลยอยากจะชวนเขามาเป็นพาร์ทเนอร์กัน ผลิตด้วยกัน เพื่อที่จะทำคอลเลกชั่นพิเศษตัวนี้ เพื่อให้คนเห็นถึงความสามารถของเขา ซึ่งเราจัดจุดจัดจำหน่ายแบบเอ็กคลูซีฟที่งานนี้ก่อน และเราจะมีช่องทางออนไลน์ในเว็บไซต์นารายาด้วย ตามสาขาก็มีครับ แต่เนื่องจากจำนวนที่สามารถผลิตได้อย่างจำกัด เราก็พยายามจะโชว์เคสในร้านใหญ่ๆ ของเราก่อนโดยในอนาคตนารายาวางแผนที่จะคอลแลปกับแบรนด์ต่างๆ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทางออนไลน์มากขึ้น”

นายพศิน ลาทูรัส กล่าวว่า ความคาดหวังสำหรับฝั่งนารายาก็หวังว่าทุกคนจะได้เห็นแผนงานของเราว่าจะมีอะไรบ้าง เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่นักท่องเที่ยวหรือคนจีนไม่ค่อยได้มาไทย ก็อยากให้รู้ว่าเรายังอยู่ และจะมีคอลเลกชั่นใหม่ๆ ออกมาอีกเรื่อยๆ จะมีการไปคอลแลปใหม่ๆ ที่ค่อนข้างจะติดกระแสอยู่ในช่วงนี้ด้วย เรียกว่าเราจะเปลี่ยนลุคไปเลย ลวดลายกระเป๋าแต่ละอย่างที่เราทำจะเจาะกลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วย เพราะ ณ วันนี้ทุกคนจะเห็นว่ากระเป๋าของเราเป็นกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาเราก็พยายามออกแบบให้หลากหลายมากขึ้น ต่อไปก็จะมีกระเป๋าของผู้ชายด้วยครับ

Advertisement

“สำหรับยอดขายเราถ้าแยกเป็นเปอร์เซ็นก็คือ 70-80% เป็นชาวต่างชาติครับ ที่เหลือก็จะเป็นคนไทย แต่เมื่อก่อนโควิดจะอยู่ที่ 80-90% เลยที่เป็นชาวต่างชาติ ทุกคนจะคิดว่าเป็นคนจีน แต่จริงๆ แล้วเพื่อนบ้านเราที่เป็นตลาดใหญ่ๆ ก็มีสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งภายใน 3-5 ปีนี้เราคาดว่าจะขยายไปเปิดสาขาที่สิงคโปร์ ฮ่องกงด้วย คือที่ฮ่องกงเราก็มีพาร์ทเนอร์กับทางบิ๊กซีอยู่ เป็นคอนเซ็ปที่เราไม่ได้ทำในประเทศไทย ก็จะเป็นช็อปบายช็อปไป และพาร์ทเนอร์ใหญ่ของเราอีกที่คือร้านไดโซะที่ญี่ปุ่นครับ”

นายพศิน ลาทูรัส กล่าวอีกว่า สำหรับยอดขายถ้านับจากต้นปีจนถึงตอนนี้เราโตขึ้นประมาณ 30% จากที่เรามีสาขามากขึ้น และมีคอลเลกชั่นใหม่ๆ มากขึ้น จากที่เมื่อก่อนเรามีสินค้าประมาณหมื่นกว่าแบบ จากที่โควิด-19 เรามีประมาณ 4 หมื่น แต่จากนั้นเราก็ดร็อปลงมาเหลือหมื่นกว่า แต่ตั้งแต่ปีที่แล้วจนมาปีนี้เราขึ้นมาเกือบ 2.5 หมื่นแล้วครับ คือมีวาไรตี้มากขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น เรามีการทำแคมเปญต่างๆ ทำออนไลน์พวกโซเชียลมีเดีย พวกโซเชียลคอมเมิร์ซด้วย

“ปีนี้จริงๆ เราก็เกินเป้าไปแล้ว ยอดขายเราขึ้นมา 30% ก็ถือว่าเกินเป้าที่วางไว้ เพราะจริงๆ เราปูทางไว้ปีหน้าและปีถัดไป เรื่องยอดขายเราได้แล้ว และกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ก็ได้ตามที่วางไว้ จากที่เมื่อก่อนกลุ่มลูกค้าเราจะอยู่ที่อายุ 35-50 ปี แต่ตอนนี้เราดร็อปลงมาอยู่ที่กลุ่มอายุ 25 แล้วภายในปีนี้ และปีหน้าเราก็อยากจะดร็อปลงไปเริ่มต้นช่วงกลุ่มมหาวิทยาลัย ช่วงอายุ 18-19 ปีเลย เราก็จะไปคอลแลปกับแบรนด์ต่างๆ ตั้งเป้าภายใน 2 ปียอดโตขึ้น 40% แตะหลัก 1,000 ล้าน“

นายพศิน ลาทูรัส กล่าวในตอนท้ายว่า ยอดรายได้กำไรต่างๆ ตอนนี้มันยังไม่ได้เท่าตอนที่ก่อนโควิดครับ แต่ก็ใกล้แล้ว ปีนี้ก็ขึ้นมา 30% คิดว่าภายใน 2 ปีนี้น่าจะขึ้นได้อีก และคิดว่ามันเป็นไปได้ที่จะกลับไปเหมือนก่อนช่วงโควิด-19 เพราะวันนี้เรามีการรีแบรนด์เป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์ของเรา ซึ่งก็จะเปิดตัวในปีหน้า เราจะเข้าไปในตลาดสกินแคร์ด้วย จริงๆ แบรนด์เรามีผลิตภัณฑ์หลากหลายมาก เรียกว่าตั้งแต่ตื่นนอนมาเราก็มีพวกหมอน สลิปเปอร์ ของใช้ในบ้าน ของใช้ระหว่างวัน เรามีสินค้าที่ตอบโจทย์ตรงนั้น และในขณะเดียวกันเราก็มีสินค้าตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเสียชีวิตเลยด้วยซ้ำ ก็คือเรามีการดีลกับโรงพยาบาล จะเป็นกระเป๋าแม่และเด็ก เด็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนแพมเพิทบนกระเป๋าของเราได้ จนกระทั่งช่วงโควิด-19 มาเราก็ได้ไปทำพวกโลงศพด้วย ก็เอาผ้าไหมเราไปบุโลงศพ เพราะเราก็มีผ้าไหมเหมือนกัน ก็คือเรามีเช้ายันเย็น เกิดยันเสียเลย เราพยายามจะจัดให้มันเป็นสัดส่วนและทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายขึ้น

”ปีหน้าเราตั้งเป้าไว้ที่ 40-50% เพราะเราจะมีทั้งเปิดร้านที่ต่างประเทศด้วย คอลแลปกับแบรนด์ทั้งไทยและต่างประเทศด้วย คิดว่าน่าจะมีโอกาสไปได้และน่าทะลุเป้าหมายด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องรอดูครับ เราจะมีโปรเจ็กต์อะไรอีกค่อนข้างเยอะครับ ที่เชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะงงว่าเกิดอะไรขึัน แต่อยากให้ลองติดตามดู เพราะผมเชื่อว่ายังมีเรื่องราวอีกมากให้แชร์อีกในปีนี้และปีหน้าครับ”