ด้วยความผูกพันที่มีต่อ “จ.น่าน” อย่างลึกซึ้ง เพราะเพียงแค่หนึ่งวันกับหนึ่งคืนที่ได้มาเยือนดินแดนล้านนาตะวันออกแห่งนี้ เมื่อปี 2552 ก็ได้พลิกผันหันเหชีวิต ซีอีโอแบงค์รวงข้าว เจ้าสัวปั้น-บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกสิกรไทย ให้ต้องมนต์สะกดดินแดนแห่งนี้ทันที
เจ้าสัวบัณฑูรแสดงออกอาการต้องมนต์หลงใหลในเมืองน่าน ด้วยการลงทุนซื้อโรงแรมน่านฟ้า โรงแรมเก่าอายุ 80 ปี แล้วปรับปรุงเป็นโรงแรม 14 ห้องที่กลายเป็นแลนด์มาร์คใจกลางเมืองในชื่อใหม่ว่า “พูคาน่านฟ้า” และในเวลาต่อมา เขาก็ซื้อที่ดินบริเวณเนินเขาป่าสัก ต.ผาสิงห์ อ.เมือง สร้าง “เฮือน” ที่เขาจะใช้เป็นบ้านพักหลังสุดท้ายของชีวิตที่จะใช้เป็น “เฮือนตาย” อีกทั้งตั้งใจว่าจะใช้บ้านหลังนี้ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นนี้ เพื่อ “น่านน่าอยู่” อย่างยั่งยืน
จากวันนั้นถึงวันนี้ “น่าน” ทำให้ “นายธนาคาร” วิสัยทัศน์ไกลคนนี้ ลุกขึ้นมาสวมบทบาท “นักพัฒนาทวงคืนผืนป่าต้นน้ำน่าน” สลัดสูทราคาแพงในมาดนักธุรกิจ แล้วสวมใส่ชุดพื้นเมือง ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับชาวบ้าน ช่วยแก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้าน แก้ปัญหารุกป่า ทวงคืนผืนป่าสู่แผ่นดิน รักษาป่ารักษาน้ำ ให้เป็นป่าต้นน้ำของประเทศไทยต่อไป
ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เจ้าสัวบัณฑูรเป็นหนึ่งในแกนนำหลักในการจัดงานประชุมสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน” ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเป็นประธานเปิดการสัมมนา โดยในปี 2560 การประชุมสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน” จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยก่อนถึงวันงาน เจ้าสัวบัณฑูรเปิดเฮือนเลขที่ 369 ต้อนรับลูกค้าธนาคาร เพื่อนพี่น้องที่เข้าร่วมงานสัมมนา และสื่อมวลชน เปิดใจถึงงานที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อให้น่านน่าอยู่
“จ.น่าน เป็นจังหวัดที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ถึงกับรู้จักมาก และที่ผ่านมาไม่ค่อยจะรู้จักเท่าไหร่ แต่พอมองในมุมมองของนิเวศวิทยา น่านมีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่ตั้งของป่าต้นน้ำใหญ่ ซึ่งกลั่นและกรองน้ำให้เป็นมวลน้ำ 40 เปอร์เซ็นต์ ของมวลน้ำที่ลงไปรวมกันของมวลน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา” เขาเปิดประเด็นถึงเหตุผลที่ลงมาจับงานนี้
“ปัญหาป่าต้นน้ำน่าน และการสูญเสียของป่าต้นน้ำน่าน เป็นปัญหาที่ซับซ้อน หลายมิติที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ที่ทำให้การแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เกิดขึ้นไม่ได้ อันที่หนึ่งคือที่ดินไม่ถูกต้อง คือประชาชนไม่สามารถที่จะมีวิถีที่ถูกต้องทำมาหากินได้ อันนี้เป็นประเด็นใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าป่าต้นน้ำน่านมีปัญหา ก็จะมีผลกระทบในเชิงนิเวศวิทยาต่อที่ราบภาคกลางด้วย”
เพราะฉะนั้น “ใครเป็นรัฐบาลต้องมองโจทย์นี้ ว่าเป็นโจทย์ของประเทศไทยอย่างยิ่ง” เขาย้ำ
จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมไทยคม จ.น่าน มีพื้นที่ทั้งหมด 7.6 ล้านไร่ เป็นผืนป่าสงวน 6.4 ล้านไร่ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาป่าน่านถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 2 แสนไร่ แต่วันนี้ ป่าน่านเหลือ 4.6 ล้านไร่



“ที่ผ่านมาน่านถูกลืมในระบบบริหารราชการแผ่นดินในประเทศไทยมาตลอด จนเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้น เพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปีของความเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ที่นายกรัฐมนตรีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการที่ จ.น่าน” เจ้าสัวเล่าถึงวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ จ.น่าน เพื่อพูดคุยปัญหากับชาวบ้าน
“ข้อมูลดังกล่าวได้รายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเมื่อมีการลงพื้นที่จังหวัดน่านติดตามการแก้ปัญหาป่าต้นน้ำเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยนายกฯได้พูดคุยกับผู้นำชุมชน 99 ตำบล ชาวบ้านสะท้อนความคับแค้นใจและปัญหาที่ไม่สามารถรักษาป่าต้นน้ำได้ แต่ผลจากการลงพื้นที่ยังลุ้นอยู่ว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการแก้ปัญหาที่ดีขึ้นหรือไม่”
เจ้าสัวบัณฑูรฝากถึงการแก้ปัญหาป่าต้นน้ำน่านว่า ต้องแก้ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ รัฐบาลต้องเป็นผู้แก้ปัญหา ภาคเอกชนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องแก้ที่ระบบโครงสร้างนโยบายของรัฐ ปัญหานี้จึงจะสำเร็จ ทางออกควรเริ่มต้นด้วยการจัดการพื้นที่ทำกิน เพราะพื้นที่ในจังหวัดน่าน 85 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ที่เหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีเจ้าของหมดแล้ว โจทย์แก้ปัญหาน่านจึงยากกว่าจังหวัดอื่น ควรยอมรับว่ามีชุมชนทำกินในพื้นที่ป่าและพื้นที่อนุรักษ์ประกาศทับในภายหลัง หากจัดการกำหนดที่ทำกินได้แล้ว จากนั้นทุกฝ่ายร่วมพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริเพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้ตลอดปี ตลอดจนศึกษาและสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการปลูกพืชทางเลือก เลิกปลูกข้าวโพดที่เป็นพืชที่ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ
“ชาวบ้านปลูกข้าวโพด เพราะว่ามีคนมาซื้อ ปลูกไปปลูกมาพื้นที่ไม่พอ ก็ตัดต้นไม้ในป่าสงวนฯรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ การแก้ปัญหาก็ต้องมาเจรจากันใหม่ ภายใต้กติกาที่เข้าใจตรงกัน และให้ทั่วถึง ไม่ใช่ให้บางคนไม่ให้บางคน เพราะพื้นที่ของน่านเป็นป่าสงวนทั้งนั้น นี่เป็นความละเอียดในเชิงนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง แต่ถ้าไม่ทำให้เป็นระบบ รวบมาเป็นภาพใหญ่ด้วยกันทั้งหมด ก็จะไม่ได้ผลสุดท้ายที่เป็นธรรมและแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
“อีกมุมหนึ่งที่ต้องทำในการแก้ปัญหา คือ การหาเลี้ยงชีพ เพราะน่านปลูกพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ ปลูกข้าวโพดให้สัตว์กิน มันจะไปได้รายได้อะไรกันมากมาย และไม่มีที่ไหนในโลกนี้ ที่เขาปลูกข้าวโพดบนภูเขา เขาก็ปลูกกันที่ราบ น่านมีความพิเศษในทางเป็นลบ เพราะที่ราบไม่มี ก็ไปปลูกบนภูเขา ก็เหมือนเอาของดีๆ ของป่าต้นน้ำน่าน ซึ่งกลั่นกรองมวลน้ำ 40 เปอร์เซ็นต์ของแม่น้ำเจ้าพระยา ไปแลกกับพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ
“ซึ่งก็ถือว่า เป็นการแลกที่ไม่ฉลาดสำหรับประเทศไทย ต้องแก้ด้วยการหาทางอื่นมาทำ แต่จะเป็นอะไร ต้องพิจารณาว่าอันไหนปลูกได้ในภูมิประเทศนี้ ปลูกแล้วจะปลูกอย่างไรให้คุณภาพดี เพื่อจะได้มีมูลค่า และจะขายใครในราคาเท่าไหร่ ในที่สุดทำให้ประชาชนมีรายได้พอที่จะเลี้ยงชีวิตได้ จะได้ไม่มีความกดดันที่จะไปตัดป่าสงวนฯเพิ่มขึ้นไปอีก
“นี่คือ 2 ประเด็นใหญ่ของการแก้ปัญหา จ.น่านที่จะทำให้เกิดผลที่ชะงัดและยั่งยืน” เขาว่าอย่างคนพื้นที่ที่ลงไปคลุกกับปัญหามาหลายปีแล้ว
“ป่าต้นน้ำน่าน ไม่เป็นเฉพาะของคนน่านเท่านั้น แต่เป็นของประเทศไทย ความเป็นอยู่ที่ดีของคนในจังหวัดน่าน มีนัยยะโดยรวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ดีของส่วนอื่นๆ ของประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาบนความเข้าใจว่า เราทำมีผลประโยชน์ด้วยกันทั้งประเทศ ไม่ใช่โจทย์ของคนจังหวัดน่านเท่านั้น เป็นภาระของคนจังหวัดน่านเท่านั้น แต่เป็นภาระของการจัดการโดยรวมของรัฐบาลไทย และคนไทยว่าจะทำยังไงให้พื้นที่ตรงนี้ จะได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ให้สามารถเป็นที่ดำรงชีพที่มีความหมายได้ และเป็นป่าต้นน้ำอย่างถูกต้องที่ควรจะเป็นได้” เจ้าสัวบัณฑูรย้ำ ก่อนทิ้งท้ายว่า
“ตั้งแต่จัดสัมมนาครั้งแรกมาจนถึงครั้งนี้ ป่าก็ยังถูกตัดออกไป งานสัมมนาเป็นงานที่เราจัดขึ้นเพื่อถกปัญหา แต่ตราบใดที่ปัญหายังไม่ถูกแก้ ปัญหาก็ยังคงอยู่ ยิ่งจัดสัมมนา สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไป ตราบใดที่ยังไม่ได้แก้ปัญหาจากรากที่แท้จริงและแก้อย่างจริงจัง”
ภายหลังจากการพูดคุยกับสื่อมวลชน เจ้าสัวบัณฑูรได้เลี้ยงต้อนรับแขกแก้วผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น อาหารเครื่องดื่มตระเตรียมมาอย่างเต็มที่
บรรยายกาศบริเวณลานสนามหญ้าหน้าบ้านจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่น คลุกเคล้าเสียงดนตรีที่ซีอีโอแบงค์รวงข้าวต้อนรับด้วยเสียงแซกโซโฟนเปิดงานในบทเพลง “ลอย” ของ ศุ บุญเลี้ยง ที่แต่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย



เจ้าสัวบัณฑูรบรรจงเล่นอย่างสุดฝีมือ ดั่งปรารถนาจะให้เสียงเพลงดังไปถึงคนบนฟ้าให้รับทราบถึงความจงรักและภักดี
“เพลงที่เล่นนี้ ในคำร้องของเพลงลอย มีวรรคหนึ่งที่บอกว่า ให้เสียงเทียนนั้นลอยล่องไปให้ไกลสุดฟ้า ให้ไกลสุดตา บอกคนที่อยู่บนฟ้า ว่ายังคิดถึงร่ำไป ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นข้าแผ่นดินของพวกเราทั้งหลาย เราก็จะทำหน้าที่ของประชาชนที่ดีในการที่จะพัฒนาแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ รวมทั้งป่าต้นน้ำของจังหวัดน่านด้วย” เสียงหนักแน่นของเจ้าสัวกล่าวภายหลังโชว์ลีลาเดี่ยวแซกโซโฟน บอกได้ถึงความรู้สึกที่เขามีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 และเมืองน่านแห่งนี้
จากบทเพลงไพเราะแทนความรู้สึกอันลึกซึ้ง เจ้าสัวบัณฑูรก็เปลี่ยนจากโชว์ลีลาเป่าแซกโซโฟนมาเป็นโชว์เดี่ยวตีไซโลโฟนระนาดฝรั่งกับบทเพลงพื้นเมืองอีก 3-4 เพลง สร้างความรู้สึกสนุกสนานและเป็นกันเองให้กับแขกผู้มาเยือนได้อย่างอบอุ่น
จากคนต่างถิ่นที่มาเยือนน่านเพียงแค่หนึ่งวันกับหนึ่งคืน วันนี้ชีวิตและจิตใจของเจ้าสัวแห่งธนาคารกสิกรไทยได้กลายเป็นคนล้านนาตะวันออกที่พร้อมจะทุ่มเทเพื่อพัฒนาดินแดนแห่งนี้ให้ “น่านเป็นเมืองที่น่าอยู่” และมีความสุข
—–

ส่องบ้านเจ้าสัว 369
เรือนไม้แห่งนี้เป็นเรือนไม้ 3 ชั้น ตั้งตระหง่านอยู่ตรงเนินเขาบนพื้นที่ 22 ไร่ อยู่ริมถนน หมู่ 2 ต.ผาสิงห์ จ.น่าน เป็นบ้านไม้สักทั้งหลังสไตล์สวิตเซอร์แลนด์ ผสมผสานความเป็นล้านนาแบบตะวันออก เหนือไปบนประตูบ้านมีภาษาล้านนาเขียนคำว่า “369”
เรียกได้ว่า เป็นบ้านไม้กลางหุบเขา ที่อยู่บนเนิน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านล่างเป็นลานสนามหญ้า ที่แบ่งสัดส่วนให้เป็นคอกม้า เลี้ยงม้าไว้ 2 ตัวตามคำแนะนำของผู้รู้ว่าม้าจะช่วยเสริมพลังชีวิตให้มีความคึกคัก
บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยศาสตร์ของฮวงจุ้ยที่ทั้งหนักแน่นและส่งให้ผู้อยู่อาศัยข้ามผ่านปัญหาและอุปสรรคไปได้ โดยเจ้าสัวบัณฑูรได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบ้านหลังนี้ไว้ว่า
“บ้านหลังนี้เทวดาให้มา ไม่งั้นก็ไม่มีทาง เพราะจังหวะลงตัวทุกอย่างพอดี ทั้งตัวรูปแบบ และฮวงจุ้ยของบ้านนี้ ดีทั้งหมด ข้างหลังเป็นเนินเขา และเราอยู่ข้างบนสูงสุดแล้วมองลงไปข้างล่าง เหมือนมองไปไกล ข้างหลังคือหลังแน่น มีคนหนุนหลังไม่ให้ล้ม ข้างล่างคือมองทะลุปัญหาต่างๆ สร้างบ้านหลังนี้เพื่อทำงานให้ประเทศ ไม่ได้ทำงานให้กสิกรไทย”




