แม้จะอยู่พิทักษ์สิทธิของช้างไทยมานานนับ 25 ปีแล้ว แต่หลังจากออกมาร่างจดหมายถึงคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อนช้างบอกกล่าวถึง “วิกฤต” ของมูลนิธิที่เธอต้องแบกรับ ไม่ว่าจะงบดุลที่ติดลบถึง 11 ปี เมื่อยอดเงินบริจาคลดลงเหลือเพียง 3-4 แสนต่อเดือน แต่ค่าใช้จ่ายยังคงเท่าเดิม เฉลี่ยเดือนละกว่า 1 ล้านบาท บวกกับการขาดแคลนสัตวแพทย์ที่จะมาช่วยดูแลช้างในมูลนิธิ จนต้องตัดสินใจเสนอมูลนิธิให้ “ยุติ” การทำงานของมูลนิธิลง ทำให้ชื่อของเธอ โซไรดา ซาลวาลา ถูกกล่าวถึงอีกครั้ง
โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ ที่เพียงไม่กี่วันก็สามารถระดมเงินบริจาคได้มากกว่า 20 ล้านบาท และล่าสุดเงินบริจาคทะลุ 40 ล้านบาทแล้ว
ต่อชีวิตให้ช้างกว่า 15 เชือก ที่เธอดูแลอยู่ ณ ขณะนี้ไม่น้อย

ใครจะคิดว่าจากความทรงจำของเด็กหญิงโซไรดาในวัย 8 ขวบ กับเรื่องราวบนถนนมิตรภาพระหว่างทางไป จ.อุดรธานี เธอเห็นช้างตัวใหญ่ตัวหนึ่งถูกรถชนนอนบาดเจ็บสาหัสอยู่ข้างทาง และมีควาญช้างนอนอยู่ริมถนน
ในใจเด็กหญิงโซไรดาในวันนั้น รู้สึกสงสารช้างจับใจ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กก็ไม่สามารถทำอะไรได้ และคล้อยหลังเด็กน้อยเพียงนิดเดียว
เสียงปืนก็ดังเปรี้ยงขึ้นสนั่นหวั่นไหว
ขณะนั้นควาญช้างได้ทำเมตตาฆาตช้างใหญ่ตัวนั้นลงแล้ว
เสียงของคุณพ่อบอกกับเธอว่า “ลุงช้างไปสวรรค์แล้วนะลูก”
หัวใจของเด็กผู้หญิงตัวน้อยไหวระริก เธอทั้งสงสารและทั้งเสียขวัญกับสิ่งที่ได้พบเจอ พร้อมๆ กับเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ทำไมช้างต้องมาเดินถนน”
จากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้น กลายเป็นเหตุแห่ง “แรงบันดาลใจ” ให้เด็กผู้หญิงคนนี้ เมื่อเจริญวัยขึ้น เธอตัดสินใจทำงานเพื่อช้าง ก่อตั้ง “มูลนิธิเพื่อนช้าง” ขึ้นเมื่อปี 2536 จนกระทั่งวันนี้เธอได้ช่วยช้างไปแล้วกว่า 4,593 ตัว

แม้การตัดสินใจทำเพื่อ “ช้าง” จะไม่ง่าย แต่ตลอดเส้นทางการทำงานเพื่อช้างของเธอ กลับต้องบอกว่าไม่เคยได้สัมผัสกับคำว่า “ง่าย” อีกเลย เริ่มจากต้องโน้มน้าว นสพ.ปรีชา พวงคำ ให้ลุกขึ้นมาเอาจริงเพื่อช้างกับเธอ พิสูจน์ด้วยวิธีต่างๆ ว่าคนเมืองอย่างเธอก็สู้เช่นเดียวกัน
ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างมูลนิธินี้ขึ้นมา เริ่มจาก “โรงช้าง” ที่เพราะเป็นที่แรกในโลก ไม่มีพิมพ์เขียวให้ยืมใช้ โซไรดาจึงทำหน้าที่เป็น “ลูกมือสถาปนิก” ขีดทรายเขียนแบบด้วยตัวเอง
ชีวิตคนพิทักษ์ช้างช่วงแรกเรียกว่าต้อง “กัดฟันสู้” เพราะต้องนอนในเต็นท์ข้างๆ ช้างนานถึง 3 ปี ถึงจะมีไฟฟ้า เพิ่งจะมีถนนลาดยางเข้ามูลนิธิก็เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และพอมีกำลังพอที่จะสร้างเรือนไม้ไว้เป็น “สำนักงาน” ก็ถูกพายุฤดูร้อนพัดพังทั้งหลัง จนต้องเบิกเงินสำรองมาสร้างใหม่ สร้างความเสียใจให้กับโซไรดามาก
เมื่อเรียนรู้การเป็น “สถาปนิก” แล้ว ผู้หญิงคนนี้ยังต้องเรียน “สัตวแพทย์” เมื่อไม่มีความรู้เรื่องสุขภาพช้างทำให้เธอต้องหาความรู้อย่างหนัก แต่จากการที่ได้คลุกคลีอยู่กับช้างทุกๆ วัน ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จนบางครั้งก็ไม่ได้นอน จึงทำให้รู้ลึกเรื่องช้าง เฉกเช่น “แม่” ดูแล “ลูก”
“ครั้งหนึ่งได้รับจดหมายน้อยว่า มีการดักช้างที่กาญจนบุรี เพราะเขาจะวางท่อก๊าซริมป่า เราซึ่งต่อสู้เรื่องนี้มานาน รีบนั่งรถไปกาญจนบุรี ไปถึงเห็นลูกช้างตกหลุมอยู่ ก็รีบถ่ายรูปไปยื่นเรื่องสำนักนายกฯ ทั้งๆ ที่กางเกงยังเปื้อนโคลน หวังจะช่วยลูกช้างให้ได้”
ไม่ใช่แค่เธอที่รักและผูกพันกับช้าง สัตว์ใหญ่อย่างช้างก็รักและผูกพันกับเธอที่เป็นมนุษย์ไม่น้อยไปกว่ากัน

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ช้างที่ดูแลอยู่หนีเตลิดออกไป ขณะที่เรากำลังรักษาตัวอยู่กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ไปตามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมกลับ ก็ต้องคิดหาวิธีโทรศัพท์กลับมา แล้วให้เจ้าหน้าที่เปิดสปีกเกอร์โฟนให้เราพูดเกลี้ยกล่อมว่า นี่แม่นะ กลับบ้านนะลูกนะ เขาได้ยินก็รีบกลับโรงช้าง เราสื่อถึงเขาได้จริงๆ”
ด้วยความทุ่มเททำให้โซไรดาได้รับการยอมรับทั้งจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ผู้ชาย
“การออกไปทำงานหลายครั้งมีแต่เจ้าหน้าที่ผู้ชาย เราเดินป่าลุยลำธารไปช่วยช้างตอน 4 ทุ่ม หรือนอนระเบียงของป่าไม้กับน้ำที่รั่ว ไม่มีห้องน้ำก็ไม่เคยบ่น จนเจ้าหน้าที่แอบพูดว่าลืมไปแล้วว่าเราเป็นผู้หญิง”
เรื่องชีวิตช้างเป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ “การป้องกันการค้าช้างผิดกฎหมาย” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โซไรดาสู้ไม่ถอยจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อเธอเข้าไปเปิดโปงขบวนการค้าช้าง จนวันหนึ่งมีสายโทรศัพท์นิรนามโทรมาเพื่อบอกว่า เขาถูกจ้างให้มาเอาชีวิตและอยากจะเตือน เพราะอาจมีคนอื่นรับงานนี้ เนื่องจากมือปืนคนนั้นขอเลือกจะไม่ทำร้ายผู้หญิง อีกไม่นานก็ได้เห็นข่าวมือปืนคนนั้นเสียชีวิต จนเธอต้องพกปืนพร้อมมีใบอนุญาตติดตัวตลอด

โซไรดาเผยว่า การโดนลอบสังหารไม่ได้มีแค่ครั้งเดียว ครั้งที่จดจำได้แม่นยำที่สุดคือ การเดินทางในช่วง 4 ทุ่มของวันหนึ่ง เกิดยางระเบิดดังขึ้นทั้ง 2 ข้าง และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ซ่อมรถก็ถูกนำออกจากรถยนต์ ยางอะไหล่ถูกเปลี่ยนเป็นเส้นเล็ก
“ตอนนั้นคิดว่า ถูกลอบสังหารแน่แล้ว”
แต่โชคดีเหลือเกินที่คนงานในนิคมอุตสาหกรรมแถวนั้นกำลังเลิกงานจึงทำให้คนร้ายลงมือไม่ได้
เหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่ได้ทำให้ผู้หญิงคนนี้ถอดใจ เธอยังเดินหน้าแม้จะต้องประสบกับปัญหาสารพัด ทั้งการเงินและโรคภัยไข้เจ็บที่ผู้หญิงวัย 60 คนนี้มีโรคประจำตัวนับไม่ถ้วน ทั้งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง และอาการเยื่อไมอีลินรอบเส้นประสาทในสมองทำลายตัวเอง มีโอกาสที่อาจจะเดินไม่ได้อีกต่อไป
“แต่ก่อนแค่ไหนก็ออกไปลุย มีไม้เท้าอันเดียวไปได้หมด มีออกซิเจนกระป๋องในกระเป๋า และมีเป็นถังในห้องนอน ผ่าตัดใหญ่นับไม่ถ้วน ต้องเจาะคอให้หายใจได้ก็ทำมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว ต้องใช้รถเข็นเดิน แต่ทุกนาทีก็ยังอยากทำเพื่อช้าง เพราะที่ผ่านมาคือความภูมิใจและมีความสุข ติดอยู่ที่ว่าอยากให้มีคนมาสืบทอดต่อ”
“เพราะหากวันหนึ่งเราตายไป ใครจะสานต่อที่นี่” โซไรดาทิ้งท้าย





