ทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งชาติเอเธนส์ (เอ็นทียูเอ) ซึ่งรับผิดชอบในการตรวจสอบและหาหนทางบูรณะวิหารเอดิคูเล วิหารที่สร้างขึ้นเพื่อครอบถ้ำที่ตั้งแท่นหินอ่อนที่เชื่อกันว่าเป็นแท่นรองพระศพพระเยซู หลังถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์ชีพ จัดทำรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับผลการสำรวจและบูรณะดังกล่าว ระบุว่า วิหารเอดิคูเลจำเป็นต้องมีการบูรณะครั้งใหญ่ต่อเนื่องอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงต่อการถล่มเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก
โครงการสำรวจเพื่อซ่อมแซมวิหารเอดิคูเลดังกล่าวดำเนินมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ภายใต้ความร่วมมือและสนับสนุนจาก สมาคมภูมิศาสตร์แห่งชาติ (เนชั่นแนล จีออกราฟิก โซไซตี) ของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ นายอันโตเนีย โมโรปูลู หัวหน้าคณะที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทีมของเอ็นทียูเอ กล่าวกับ เนชั่นแนล จีออกราฟิก เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า โครงสร้างของวิหารครอบหลุมพระศพพระเยซูอยู่ในสภาพไม่มั่นคงอย่างมาก และหากโครงสร้างเกิดล้มเหลวขึ้นมา มันจะไม่เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเกิดแบบถล่มทลายลงมาทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายที่อาจไม่สามารถบูรณะได้อีก
นอกเหนือจากการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์ของเอ็นทียูเอยังได้จัดทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุชัดเจนว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวเป็นการถาวร ทางทีมจำเป็นต้องวางแผนโครงการปฏิสังขรณ์ ขึ้นมาใหม่อีกโครงการ ซึ่งคาดว่าจะกินเวลานานถึง 10 เดือนและอาจใช้งบประมาณสูงถึงราว 6.5 ล้านดอลลาร์ เพราะนอกจากจะต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอแล้วยังจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างและฐานรากของวิหารเอดิคูเลด้วย
นอกเหนือจากงานซ่อมและเสริมความแข็งแกร่งดังกล่าวแล้ว ทางทีมยังจำเป็นต้องคิดค้นเพื่อสร้างระบบบระบายน้ำทั้งที่เกิดจากน้ำโสโครกใต้ดินและน้ำฝนขึ้นมาใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำและความชื้นเข้าไปทำลายตัววิหารอีกในอนาคต
ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากจำเป็นต้องมีการขุดค้นเพื่อสำรวจทางโบราณคดีใดๆ ทุกอย่างต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนหน้าเริ่มดำเนินโครงการปฏิสังขรณ์ใหม่นี้ เพื่อไม่ให้การขุดค้นทางโบราณคดีกลายเป็นต้นเหตุทำลายความแข็งแกร่งของฐานรากของวิหารเอดิคูเลอีก
การขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณฐานรากของวิหารสำคัญแห่งนี้ อาจให้คำตอบเกี่ยวกับข้อมูลในประวัติศาสตร์ที่ระบุว่ามีการสร้างโบสถ์และวิหารเพื่อครอบหลุมฝังพระศพแห่งนี้ซ้ำๆ กันมาหลายครั้งในอดีตหลังจากที่วิหารหรือโบสถ์เดิมพังทลายลง หรือเสียหายจนเกินกำลังซ่อมแซมว่า เป็นข้อเท็จจริงตามนั้นหรือไม่
ที่ผ่านมา ทีมตรวจสอบและซ่อมแซม พบหินอ่อนที่มีอายุย้อนหลังไปถึงปี 1810 ทับอยู่บนเศษหินอ่อนที่มีอายุเก่าแก่กว่า คือตั้งแต่ทศวรรษ 1400 และ 1100 ระหว่างการดำเนินความพยายามเพื่ออัดซีเมนต์เหลวเสริมความแข็งแรงให้กับฐานรากของวิหาร
วิหารเอดิคูเลสร้างขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1810 ตั้งอยู่ภายในโบสถ์แห่งสุสานศักดิ์สิทธิ์ (เชิร์ช ออฟ เดอะ โฮลี เซพัลเคร) ในนครเยรูซาเล็ม ตามตำนานระบุว่า พระนางเฮเลนา พระมารดาแห่งองค์จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช (ค.ศ. 272-337) เสด็จเยือนเยรูซาเลมในราวศตวรรษที่ 4 และค้นพบถ้ำซึ่งใช้เป็นที่ฝังพระศพพระเยซูหลังถูกตรึงกางเขน จึงมีบัญชาให้สร้างวิหารครอบเหนือถ้ำดังกล่าวไว้ ทั้งนี้นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 เรื่อยมามีการสร้างวิหารและโบสถ์ขึ้นในจุดนี้ทับซ้อนกันหลายครั้ง เมื่อวิหารและโบสถ์ก่อนหน้าพังทลายหรือไม่สามารถซ่อมแซมขึ้นมาได้อีก ทุกวันนี้ ถ้ำดังกล่าวถูกครอบอยู่ใต้วิหารเอดิคูเล และมีการสร้างโบสถ์แห่งสุสานศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นครอบวิหารเอดิคูเลอีกต่อหนึ่ง
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีจำนวนมาก ไม่เชื่อว่าพระนางเฮเลนาเป็นผู้ค้นพบถ้ำแห่งนี้ และชี้ด้วยว่า แท่นหินอ่อนภายในถ้ำแห่งนี้จริงๆ แล้ว เป็นแท่นหินอ่อนวางพระศพจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สถานที่แห่งนี้ถูกคริสตศาสนิกชนยึดถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสถานที่สำหรับจาริกแสวงบุญมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

