‘AI พลิกเกมต้านโกง’ ไทยเดินหน้าออกแบบระบบโปร่งใส สกัดคอร์รัปชั่นตั้งแต่ต้นทาง
เวทีเสวนา “Corruption Disruptors” รวมพลังนักวิชาการ ข้าราชการ และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ถอดบทเรียนการใช้ AI ต่อต้านคอร์รัปชั่น พร้อมชูแนวคิด “Integrity by Design” สร้างระบบไม่เอื้อต่อการโกง เสนอเปิดข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนความโปร่งใสอย่างยั่งยืน
เวทีเสวนา “Corruption Disruptors: Empowering AI to Fight Corruption” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการต่อต้านคอร์รัปชั่นทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือป้องกันและตรวจจับการทุจริตอย่างเป็นระบบ
หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือปาฐกถาโดย เอโลดี เบธ ซีโอ ผู้จัดการอาวุโสจาก OECD ซึ่งกล่าวว่า AI แม้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาระบบ แต่ก็สามารถถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น การฟอกเงินผ่านคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งปัจจุบันกว่า 23% ของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นธุรกรรมผิดกฎหมาย
เอโลดีชี้ว่า หลายประเทศได้นำ AI มาช่วยเสริมการทำงานภาครัฐ เช่น เกาหลีใต้ ใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (KONEPS), บราซิล พัฒนาแพลตฟอร์ม LabContus เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ, สหรัฐ และสหราชอาณาจักร ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเรียลไทม์ ตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย, ฮ่องกง เปิดหลักสูตรอบรมเจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้ AI ต้านโกง และอินโดนีเซีย ใช้ระบบ One Data Indonesia ร่วมมือเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ
OECD เริ่มกระบวนการร่วมมือกับประเทศไทยแล้ว โดยจับมือกับ World Justice Project และยกตัวอย่างความก้าวหน้าของไทย เช่น แพลตฟอร์ม ACT AI ที่เชื่อมโยงข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกับข้อมูลนิติบุคคล และรายชื่อผู้มีอิทธิพลทางการเมือง (PEPs) เพื่อคัดกรองความเสี่ยงการทุจริต
อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาเพิ่ม เช่น 1.เสริมความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน 2.ผลักดันการเปิดข้อมูล (Open Data) 3.พัฒนากฎหมายการลงโทษสินบน 4.ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานตรวจสอบ 5.ส่งเสริมความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญไทยและอาเซียน ช่วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลาย ได้แก่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC คุณพันธ์ศักดิ์ เสตเสถียร Risk Partner, PwC Thailandตัวแทนจาก KPK อินโดนีเซีย และ OECD
ดร.มานะเน้นว่า ACT AI เป็นจุดเริ่มต้นของระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ แต่จะทำงานได้ต้องมีฐานข้อมูลที่ดี เปิดเผย และบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ACT AI เข้ามาช่วยตรวจสอบวิเคราะห์ความถูกต้องของกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่น แม้หลายคนจะพูดว่าระบบ AI เข้ามาช่วยทำให้โจรทำงานง่ายขึ้น สิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องทำ คือ การใช้ AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ด้านคุณพันธ์ศักดิ์ชี้ว่า Data Governance หรือการกำกับดูแลข้อมูล คือหัวใจของการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเปิดเผย อัพเดต และเข้าถึงได้ทุกคน โดยต้องมีกฎกติกาการใช้ข้อมูล ที่มีธรรมาภิบาลมีความโปร่งใส ข้อมูลต้องมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน และต้องมีหลายมิติ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลไม่มีใครเป็นเจ้าของ ข้อมูลคือ ทรัพยากรของชาติ (National Resources) มันคือ Open Data ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และ Data Governance ต้องถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้ เพื่อการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น
รศ.ดร.ต่อภัสสร์เสริมว่า หากต้องการให้ AI ทำงานได้จริง ต้องทำให้ข้อมูลจากทุกหน่วยงานเชื่อมโยงกันได้ มาตรฐานเดียวกัน และเข้าถึงง่าย นอกจากนี้ ยังต้องเป็นข้อมูลที่มีความเป็นมาตรฐาน โดยการบูรณาการการทำงานของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน
ลามินี จากอินโดนีเซีย ยกตัวอย่าง “One Data Indonesia” ที่ช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถแชร์ข้อมูลเพื่อป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือการระบุทรัพย์สินที่ผิดปกติ
ช่วงท้ายเวที ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เน้นว่า การ “จับคนโกง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องออกแบบระบบไม่ให้โกงได้ตั้งแต่ต้นทาง หรือที่เรียกว่า “Integrity by Design”
ลามินี ยกตัวอย่างความสำเร็จของนโยบาย Open Government สมัยประธานาธิบดีโอบามา ที่เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย โดยเสนอให้ไทยนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ เช่น การปลดล็อกข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่วิเคราะห์ได้
แม้การเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายอาจใช้เวลา แต่ผู้ร่วมเสวนาทุกคนเห็นตรงกันว่า “พลังของภาคประชาชน” คือจุดเริ่มต้นสำคัญ หากรวมพลังกับกลไกที่ถูกต้อง เช่น ตัวชี้วัดของ OECD ก็สามารถเปลี่ยนระบบให้ใสสะอาดขึ้นได้
“เราต้องเลิกทำแบบเดิม และเริ่มสร้างระบบที่โกงไม่ได้ตั้งแต่แรก” คือสาระสำคัญของเวทีนี้

