หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ‘ราซีน่าร์ อู...

‘ราซีน่าร์ อูเบรอย’ ปั้นไทยเป็นฮับวัฒนธรรมโลก ผ่าน ‘มหกรรมศิลปะการแสดง-ดนตรีนานาชาติ’

23.07.25 | 17:51 น.

‘ราซีน่าร์ อูเบรอย’ ปั้นไทยเป็นฮับวัฒนธรรมโลก ผ่าน ‘มหกรรมศิลปะการแสดง-ดนตรีนานาชาติ’

เป็นเวลากว่า 9 ปี ที่ “ราซีน่าร์ อูเบรอย” ก้าวขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เนชันแนล คัลเจอรัล โปรโมชั่น จำกัด เพื่อสานต่อเทศกาล “Bangkok’s International Festival of Dance & Music” จากแพชชั่นอันแรงกล้าของผู้เป็นพ่อ “เจ.เอส. อูเบรอย” ผู้ก่อตั้งเทศกาลนี้ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเธอไม่เพียงแต่โลดแล่นในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเท่านั้น แต่เธอยังเป็นนักสะสมศิลปะและผู้หลงใหลในศิลปะการแสดงที่เดินทางชมโชว์ระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เธอมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเข้าใจถึงพลังของศิลปะในการสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คน

“มีคนสงสัยว่าโชว์แบบนี้มีคนดูด้วยเหรอ ถ้าเกิดไม่มีคนดูเราจะอยู่มาได้ยังไงถึง 26 ปี” ประโยคแรกที่ “ราซีน่าร์อูเบรอย” เอ่ยขึ้นมา หลังจากที่เราทักทายกันเสร็จสรรพ คล้ายกับเป็นการตอบกลับความคิดเห็นของคนบางกลุ่มที่ยังคงไม่เข้าใจ และไม่อินกับการแสดงในลักษณะนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันมีทั้งกลุ่มคนที่อิน และกลุ่มคนที่ไม่อิน

ราซีน่าร์ อูเบรอย

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ในการจัดแสดงกว่า 26 ปีที่ผ่านมา จากการเก็บสถิติ “กลุ่มคนที่อิน” กลับมีมากขึ้นหลายเท่าตัว รวมถึงผู้ชมจากประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น จนกลายมาเป็นหมุดหมายของการแสดงในปีนี้

ราซีน่าร์เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในปี 2559 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำศิลปะระดับโลกมาสู่คนไทย ภายใต้การนำของเธอ เทศกาลนี้ไม่เพียงเป็นเวทีจัดแสดงโชว์ระดับโลก แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้คนไทยได้สัมผัสศิลปะคุณภาพ และเป็นพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้เรียนรู้และเติบโต เธอมั่นใจว่ากรุงเทพฯ มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลก

Advertisement

เธอเล่าว่า แต่เดิมคุณพ่อทำนิตยสารให้กับสายการบิน พอถึงวัย 50 คุณพ่ออยากเกษียณและอยากทำอะไรสักอย่างตอบแทนประเทศที่ทำให้ตัวเองทำมาหากิน คิดไปคิดมาความชอบดั้งเดิมของตัวเองคือเป็นคนสนใจในศาสตร์เหล่านี้อยู่แล้ว จึงเริ่มนำโชว์เข้ามา โชว์แรกเป็นโชว์บัลเลต์จากรัสเซีย Swan Lake โดยทำการแสดงไป 6 รอบ สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์ เราขึ้นไปประกาศบนเวทีว่าจะมีการเพิ่มรอบวันพรุ่งนี้ และใช้การโปรโมตบนหน้าหนังสือพิมพ์ ปรากฏว่าคนมาดูเยอะมากกว่า 70% ของที่นั่งทั้งหมด

ซึ่งโมเมนต์นี้ที่ทำให้คุณพ่อเห็นถึงโอกาส และรู้ว่าคนอยากดูโชว์แบบนี้ หลังจากนั้นคุณพ่อได้มีโอกาสเข้าพบสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงให้การสนับสนุนและทรงรับเป็นประธานของโครงการ ปัจจุบันเทศกาลยังคงได้รับการอุปถัมภ์จากราชวงศ์ โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตรทุกปี โดยในปัจจุบัน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์โครงการ

เธอเล่าต่อว่า 3 สิ่ง ที่เธอเห็นในเทศกาลนี้ ประการแรกคือ ความอลังการของโชว์ ถัดมาคือรอยยิ้มของผู้ชมในระหว่างการแสดง และหลังการแสดง ที่สำคัญคือโชว์นี้ใช้เวลาในการเตรียมนานถึง 2-3 ปี ยังไม่รวมระยะเวลาในการดีลนักแสดงอย่างคณะจาก “ Bolshoi” (บอยชอย) โดยเฉพาะ “Placido Domingo” (ปลาซีโด โดมิงโก) ที่ใช้เวลาดีลกว่า 15 ปี

“ก่อนหน้านี้เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้เขาไม่เลือกที่จะมาแสดงกรุงเทพฯ เพราะเรายังไม่พร้อมที่จะต้อนรับแขกระดับนี้ ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถานที่จัดงาน โครงสร้างเวที หรือภาพจำของกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองปาร์ตี้ มาแฮงเอาต์ โดยไม่ได้คิดไปถึงภาพของกรุงเทพฯ ที่มีวัฒนธรรมชมการแสดงในลักษณะนี้ แต่ในช่วงหลังมานี้เริ่มมีโชว์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงในปีนี้ โดมิงโก ที่ไม่เคยไปแสดงที่ไหนในเอเชียเลยแต่เลือกที่จะมาประเทศไทย ซึ่งนี่จะทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมโลก โดยสามารถแข่งกับปารีส เวียนนา ลอนดอน นิวยอร์กได้เลย เพราะเรามีครบ”

Placido Domingo

“ถ้าเราอยากให้เด็กรุ่นใหม่เข้ามาดูการที่ขายบัตรราคาสูงก็คงไม่ได้ เพราะฉะนั้นในปีนี้การแสดงทั้งหมด 14 ชุด จะมีอยู่ 4 การแสดงที่ดูง่าย ไม่อลังการมาก เพื่อบาลานซ์กับการแสดงอื่นๆ และเปิดโอกาสให้หลายคนได้เข้ามารับชมในราคาบัตรที่เข้าถึงได้ เหมือนเป็นการโน้มน้าวใจคนให้ลองเปิดใจชม”

ซึ่งราซีน่าร์ยอมรับว่าช่วงแรกๆ ผู้ชมแทบจะไม่มีคนไทยเลยมีแต่ต่างชาติ แต่พอวันนี้เราเจอแต่คนไทยเกือบ 90% ที่เหลือคือชาวต่างชาติ สะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบันที่อยู่ในยุคของคอนเทนต์ ทำให้คนพร้อมใจกันซื้อบัตรเข้าชม เพื่อซื้อประสบการณ์

“เราถือว่าเฟสติวัลของเรา เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ไม่ใช่แค่เราโปรโมตของไทยเท่านั้น แต่เราโปรโมต ความเป็นประเทศไทย โปรโมตกรุงเทพฯ ให้คนเข้ามาดูโชว์เหล่านี้ โดยโชว์แต่ละโชว์ไม่ได้เดินทางไปทุกเมืองและทุกประเทศ แต่การเดินทางในแต่ละครั้งของเขาต้องผ่านการเลือกว่าจะไปไหน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะในทุกปีจะมีจะมีโชว์มาจากรัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อเมริกา แต่ในปีนี้เราเปลี่ยนคอนเซ็ปต์โดยการเน้นโชว์จากประเทศในเอเชีย อาทิ ไต้หวัน จีน ไปจนถึงบัลแกเรีย คิวบา ประเทศที่หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะมีการแสดงอะไร ทั้งหมดจะทำให้การแสดงของเรามีความเป็นอินเตอร์มากยิ่งขึ้น”

อีกทั้งการแสดงนี้ยังรวมคนทุกวัยเข้าด้วยกัน เป็น ‘Festival For All’ คำนี้ได้มาจาก “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่เธอเคยพูดคุยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด เขาบอกว่าเขาชอบมากเลยนะ และขอให้เราเปิดให้เป็นเทศกาลสำหรับทุกๆ คน

นอกจากความมุ่งมั่นในการนำเสนอการแสดงระดับเวิลด์คลาสกว่า 14 ชุด ในเทศกาลปีที่ 27 ที่จะจัดขึ้นตลอดเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2568 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยแล้ว ราซีน่าร์ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังความรักในศิลปะแก่คนรุ่นใหม่ โดยริเริ่ม “โครงการเพื่อเยาวชน” (Student Outreach Program) ในปี 2565 โครงการนี้เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ ได้เข้าถึงโลกศิลปะและการแสดงผ่านกิจกรรมฟรีต่างๆ เพราะเธอเชื่อว่าศิลปะเป็นของทุกคน และควรเป็นแรงบันดาลใจที่ไม่จำกัด

มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2542ถือเป็นเวทีศิลปะการแสดงระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นำเสนอการแสดงคุณภาพจากทั่วโลก ทั้งโอเปรา บัลเลต์ ออร์เคสตรา ดนตรีร่วมสมัย และการแสดงร่วมวัฒนธรรมมากมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับวงการศิลปะไทยและเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ชมชาวไทย

โดยไฮไลต์ในการแสดง อาทิ “Placido Domingo” เทรนเนอร์ระดับตำนาน เจ้าของ 12 รางวัลแกรมมี่ และหนึ่งใน The Three Tenors ที่มีบทบาทบนเวทีโอเปร่ากว่า 150 บท และขึ้นแสดงมากกว่า 4,000 ครั้งทั่วโลก พร้อม Monica Conesa โซปราโนดาวรุ่ง และ Beatrice Venezi วาทยกรหญิงจากอิตาลี ผู้ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลของวงการดนตรีคลาสสิก งานนี้จะเป็นโอกาสพิเศษที่แฟนเพลงคลาสสิกชาวไทยจะได้สัมผัสบทเพลงโอเปร่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วย พลังและอารมณ์จากสุดยอดศิลปินระดับโลกในบรรยากาศสุดอลังการ เตรียมสร้างความประทับใจในค่ำคืนประวัติศาสตร์ที่จะจัดขึ้นใน วันอังคารที่ 23 กันยายน เวลา 19.00 น.

ถัดมาคือ โอกาสสุดหายากของคนไทยกับมหากาพย์ระดับตำนาน “มหาภารตะ” ที่ถูกนำกลับมาเล่าใหม่ในสไตล์วัฒนธรรมป๊อป แต่ยังคงถ่ายทอดรากเหง้าและปรัชญาของอินเดียได้อย่างน่าทึ่ง ผ่านการแสดงมิวสิคัล Mahabharata: 18 Days, Dusk of an Era! ผลงานชิ้นเอกจาก Prabhat Arts International กลุ่มศิลปะร่วมสมัยชื่อดังของอินเดีย ที่ผสานเทคโนโลยี การร้อง เต้น เสียงสวดมนต์โบราณ และฉากแอ๊กชั่นสุดอลังการ มาชุบชีวิตมหากาพย์อายุ 5,000 ปี จัดการแสดงในวันเสาร์ที่ 6 กันยายน เวลา 18.00 น.

พร้อมกับฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ไปกับโชว์สุดตื่นตาจากจีน ที่ไม่ควรพลาด “China National Acrobatic Troupe” คณะกายกรรมชื่อดังจากจีน นำเสนอการแสดงกายกรรมสุดเร้าใจด้วยทักษะผาดโผนและความสามารถเหนือมนุษย์ของนักกายกรรมกว่า 50 ชีวิต เต็มเปี่ยมด้วยพลังและความแม่นยำระดับแชมป์ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย และเป็นหนึ่งในการแสดงที่ได้รับรางวัลเหรียญทองกว่า 74 รางวัลจากเวทีระดับโลก จัดแสดงในวันเสาร์ที่ 13 กันยายน 2568 เวลา 19.00 น. และวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน เวลา 14.30 น.

“Bangkok’s International Festival of Dance & Music” กลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ระหว่างวันที่ 6 กันยายน-15 ตุลาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พร้อมนำเสนอ 14 การแสดงสุดพิเศษจากศิลปินระดับโลกกว่า 10 ประเทศ ครอบคลุมหลากหลายแขนงศิลปะ ทั้งโอเปร่า บัลเลต์ ออร์เคสตรา มิวสิคัล กายกรรม และการแสดงร่วมสมัย