ความสำเร็จไม่มีลิฟต์ มีแต่บันไดของความใส่ใจ ‘เบียร์ ปิยะเลิศ’ กับแนวคิด ‘แข่งกับตัวเอง’ ที่ส่งบุฟเฟต์ใบหยกสู่ใจคนทั้งเอเชีย
หากพูดถึง “บุฟเฟต์โรงแรม” ชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น “บุฟเฟต์ตึกใบหยก” หนึ่งในไอคอนระดับประเทศที่ยืนหยัดในวงการอาหารมาเกือบ 20 ปี ด้วยจุดเด่นเรื่อง “ความคุ้มค่า” ทั้งในแง่ของราคาและคุณภาพ ไปจนถึงบรรยากาศที่เหนือระดับ ชมวิวเมืองกรุงเทพฯแบบ 360 องศา จากตึกที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของไทย นี่จึงไม่ใช่แค่การมากินข้าว แต่คือ “ประสบการณ์ที่ครบจบในที่เดียว”
ปัจจุบันกิจการของตึกใบหยกอยู่ภายใต้การดูแลของ “เบียร์ ใบหยก” หรือ “ปิยะเลิศ ใบหยก” ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการกลุ่มโรงแรมใบหยก ซึ่งได้ต่อยอดแนวคิดของการทำบุฟเฟต์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งยังปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในไลน์อาหารล่าสุดที่น่าสนใจคือ “บุฟเฟต์ติ่มซำมื้อเที่ยง” ที่เพิ่งเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก โดยมี “เป็ดปักกิ่ง” และ “หมูหัน” เป็นเมนูไฮไลต์ พร้อมอาหารจีนหลากหลาย รวมถึงเมนูนานาชาติอย่างซูชิ อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย (เช่น ส้มตำ) เพื่อรองรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

เบียร์เล่าว่า สิ่งที่ทำให้บุฟเฟต์ตึกใบหยกแตกต่างจากที่อื่น ไม่ใช่แค่ปริมาณอาหารที่จัดเต็ม แต่คือบรรยากาศการกินที่ไม่เหมือนใคร “เรียกได้ว่าเหมือนได้มาเที่ยวมากกว่ามากินอาหาร” ไม่ว่าจะเป็นวิวตึกสูงที่ถ่ายรูปได้ทุกมุม การเดินเล่นภายในตึก และการเลือกกินอาหารจากหลากหลายสไตล์ ถือเป็นประสบการณ์ที่ครบเครื่อง ตอบโจทย์ทั้งนักชิม สายโซเชียล และนักท่องเที่ยว
สำหรับบุฟเฟต์ที่ทำให้ตึกใบหยกโด่งดังในยุคแรก เบียร์เผยว่าคือ “บุฟเฟต์ซีฟู้ด” ที่ให้บริการด้วยราคาจับต้องได้แต่คุณภาพเกินราคา ซึ่งทำให้บุฟเฟต์ตึกใบหยกกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างกระแสและกลายเป็นที่พูดถึง คือ “บุฟเฟต์ทุเรียน” ที่จัดขึ้นตามฤดูกาล โดยนอกจากจะมีทุเรียนสดให้กินแบบไม่อั้น ยังมีเมนูที่นำทุเรียนไปดัดแปลงในรูปแบบต่างๆ ซึ่งได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวไทย ที่เบียร์ถึงกับออกปากว่า “ลูกค้าชาวไทยกระหน่ำกดจองผ่านเว็บไซต์จนต่างชาติกดจองไม่ทัน (หัวเราะ)”
พร้อมกับเปิดเผยว่า การรักษามาตรฐานของบุฟเฟต์ในยุคที่การแข่งขันสูง สำหรับใบหยกแล้ว โฟกัสแค่ “การแข่งกับตัวเอง”
“เชฟ พนักงาน ผู้บริหาร ทุกคนชิมกันตลอด ถ้ามีคอมเมนต์จากลูกค้าก็แก้ไขทันที เพราะถ้ายังมีลูกค้าอยู่ แสดงว่าเรายังโอเค” โดยในอนาคต บุฟเฟต์ใบหยกมีแผนที่จะร่วมมือกับเชฟอาหารญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มไลน์เมนูใหม่ๆ ให้มากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีเมนูญี่ปุ่นให้เลือกอยู่แล้ว

นอกจากนี้ เขายังเล่าต่อว่า หนึ่งในความตั้งใจของทีมบริหาร คือการทำให้ “ตึกใบหยก” เป็นสถานที่ที่ทุกคนเข้ามาได้ ไม่ว่าจะมาพัก กิน หรือเที่ยว “ไม่ต้องสวมสูทแพงๆ เข้ามา ใส่รองเท้าแตะก็มาได้” นั่นทำให้ตึกใบหยกกลายเป็นหนึ่งใน “เดสทิเนชั่น” ที่อยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวของชาวต่างชาติจากทั่วเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเวียดนาม ที่ถ้ามาเที่ยวประเทศไทย จะต้องมาที่ตึกใบหยกเช่นเดียวกัน
เรียกได้ว่า ตึกใบหยกไม่ใช่แค่บุฟเฟต์ แต่คือประสบการณ์ ในยุคที่ร้านอาหารและบุฟเฟต์เกิดขึ้นมากมาย การคงอยู่ในใจผู้บริโภคได้นานขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ “บุฟเฟต์ตึกใบหยก” พิสูจน์แล้วว่า ความจริงใจ ความใส่ใจ และคุณภาพที่สม่ำเสมอ คือหัวใจของความสำเร็จ

