ภาษาไทยในไลน์ วิชาภาษาไม่สำคัญ?
ไม่กี่ปีก่อน วิตกกันว่า คนไทยไปเรียนนอกเก่งๆ จะไม่กลับบ้าน ทำงานหาเงินเมืองนอกได้เป็นกอบเป็นกำกว่า ทำให้ขาดมันสมองของคนรุ่นใหม่มาขับเคลื่อนบ้านเมือง กลายเป็นภาวะ “สมองไหล” ออกจากประเทศไปที่อื่น
ถึงวันนี้ คงไม่สนใจกันเท่าไหร่แล้วว่า จะมีสมองไหลออกไปหรือเปล่า เพราะคนเก่งในบ้านเมืองก็ยังมีอยู่มากมาย แต่บ้านเมืองก็ยังปวกเปียกต้วมเตี้ยมอยู่เหมือนเคย เนื่องจากคนรุ่นใหม่ยังหาโอกาสเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารได้ยาก
ถึงมีโอกาสเข้าไปแล้ว แต่เจอลูกเก๋าตัดแข้งตัดขา เลื่อยขาเก้าอี้ ป้ายสีด้วยกฎกติกาที่เขียนขึ้นเอง ก็กระเด็นออกนอกทาง ติดคุกติดตะรางไปไม่น้อย
ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีที่ให้พูดเรื่องสมองไหล เนื่องจากไม่มีสมองให้ไหลแล้ว สมองที่มีก็ไม่อยากจะไหลไปไหนด้วย เพราะทำงานในบ้านเมืองที่ไม่ต้องการสมองดูจะง่ายดี เอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้งได้ผลชัดเจนกว่ามาก
ที่ไหลเห็นๆ จึงกลับเป็นภาษาที่ใช้พูดใช้เขียนกันอยู่ทุกวัน ทั้งไหลทิ้งไปให้ภาษาอื่นเข้ามาแทนเป็น “ภาษาไหล” กับภาษาซึ่งวนอยู่กับที่ไม่ไปไหนจึง “เน่า” เหมือนน้ำครำ เพราะไม่ได้ระบายใช้สอยบ่อยให้ถูกต้องจนชำนาญ กลายเป็น “ภาษาเสีย” ไป
ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญยิ่งยวด เป็นเครื่องมือที่นำพามนุษย์ให้สืบสายรอดพ้นพิบัตินานามาได้ ต่างยอมรับกันว่า มนุษย์สืบสายพันธุ์มาได้รุ่นต่อรุ่น ขณะที่สัตว์สูญพันธุ์กันไป ไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้ารวดเร็วไปกว่าที่เห็นอยู่ ก็เพราะมนุษย์มีภาษาใช้นี่เอง
ชาติส่วนมากจึงเห็นความสำคัญของการเรียนการสอนการใช้ภาษาให้เหมาะสมถูกต้องเป็นพื้นฐาน ก่อนจะพัฒนาภาษาไปตามนวัตกรรมต่างๆ ที่ตนสร้างสรรค์ที่ตนมีให้กว้างขวางไปอีก
เช่น ภาษาอังกฤษที่กลายเป็นภาษาสากล มีหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างลึกซึ้ง วิชาที่จะช่วยให้เรียนภาษาได้ดื่มด่ำลึกซึ้งถึงคุณค่าของภาษา ที่ต้องมีให้เรียนประกอบก็คือวิชาวรรณกรรม เหมือนกันแทบทุกแห่ง
เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาอาหรับ ฯลฯ งานวรรณกรรมจะช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าถึงรากฐานวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความคิดอ่าน และอุดมคติของชนชาติเชื้อชาตินั้นๆ ได้อย่างถ่องแท้ ทั้งสามารถเรียนรู้เปรียบเทียบแนวทางการดำรงชีวิตกับเพื่อนร่วมโลกได้
แต่ค่อนศตวรรษการเรียนการสอนภาษาไทยที่ผ่านมา วิชาภาษาไทยเป็นวิชาที่ถูกบ่นว่า น่าเบื่อ เชย ยาก เรียนแล้วง่วงเหงาหาวนอน เรียนไวยากรณ์ไทยก็ไม่รู้เรื่อง เขียนเรียงความก็ไม่เคยเป็นเรียงความ เขียนย่อความกลายเป็นย่อคำ แค่ตัดๆ คำของเดิมให้สั้นลงก็เท่ากับย่อแล้ว
ยิ่งวรรณคดีวรรณกรรมยิ่งไม่สนุก เหมือนเรียนแปลศัพท์ หาความอิ่มเอมมหัศจรรย์ของถ้อยคำยิ่งใหญ่จาก สมุทรโฆษคำฉันท์ ไม่ได้ มองไม่เจอความสง่างามของ ลิลิตตะเลงพ่าย ไม่เห็นความเสน่ห์พิสดารของ ลิลิตพระลอ และไม่รู้ไม่ตะลึงกับจินตนาการอันบรรเจิดอ่อนหวานของ นิราศนรินทร์
และไม่เคยพบสีสันความลึกซึ้งในปรีชาสามารถของการใช้ภาษาบ้านๆ ธรรมดาๆ อย่างแท้จริงของ ขุนช้างขุนแผน กับ พระอภัยมณี
คนไทยตั้งแต่ห้าสิบล้านคนมาจนเจ็ดสิบล้านคน ไม่เคยได้รู้หรือเคยได้สัมผัสความรุ่มรวยของภาษาไทยจาก มหาชาติคำหลวง ว่ายังมีคำงดงามกินใจที่เราสามารถนำมาใช้อีกนับร้อยๆ พันๆ คำ เพราะไม่เคยอ่านไม่เคยเรียน
ยังมีวรรณคดีไทยระดับ “สุดยอด” อีกมากมาย ที่ประชันกับวรรณกรรมเอกของชาติ อื่นๆ ได้ ทั้งด้านเอกลักษณ์, ภาษา, ความหมาย, ความเชื่อ, อุดมคติ ฯลฯ
ภาษาไทยจึงถูกทิ้งขว้าง “ไหล” ลงท่อไปง่ายๆ เพราะคนไทยที่ “รักไทย” และ “รักภาษาไทย” มากนี้เอง – ถ้ายังเชื่อว่า พ่อขุนรามฯประดิษฐ์อักษรไทย คนไทยช่วยพ่อขุนรามฯรักษาภาษาไว้อย่างน่าภูมิใจได้มากแค่ไหน
ทั้งๆ ปัจจุบันดูคลิปแล้วเห็นครูสอนภาษาไทยหนุ่มสาวเก่งๆ น่าทึ่งหลายคนอยู่ก็ตาม
ขอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า เราเคยสนใจอย่างแท้จริงไหมว่า “สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพติร” รัชกาลที่ 9 ทรงเปี่ยมทักษะในการใช้ภาษาไทยสูงแค่ไหน เคยสังเกตไหมว่า ทรงใช้คำภาษาอังกฤษแทรกในพระราชดำรัสมากน้อยแค่ไหน และเมื่อทรงนำมาใช้ ทรงใช้ในกาลเทศะที่จำเป็นอย่างไร มีคำไทยใช้แทนได้หรือไม่
หากกลับไปอ่านพระราชดำรัสในโอกาสต่างๆ จะเห็นได้ว่า ทรงใช้ภาษาที่ถูกต้อง หมดจด มีตรรกะเพียบพร้อมในเป้าหมายที่ทรงต้องการให้ผู้ฟังตระหนักแจ้งในเรื่องราวนั้นๆ และหากเป็นพระราชดำรัสในที่สาธารณะ ก็ทรงมีพระอารมณ์ขันสอดแทรกเข้ามาอย่างมีจังหวะ เป็นเสน่ห์การใช้ภาษาอันล้ำลึก
ลองกลับไปดูชื่อพระราชทานแต่ละนาม ไม่ว่าชื่อสถานที่ หรือนามสกุล หรือชื่อโครงการ จะเห็นความคมคายของคำจากพระราชดำริอันเฉียบแหลม
ไม่เพียงภาษาไทยเท่านั้น ผู้ฟังจะเห็นว่า ถึงที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ และเมื่อแปลภาษาต่างประเทศกลับเป็นไทย ก็ทรง “เล่น” กับภาษาได้อย่างสนุก เช่น สุนัขพันทาง (เทาซันด์ เวย์ส – thousand ways) หรือโครงการ “แกล้งดิน” (บูลลี่ – bully) หรือ “ชั่งหัวมัน” อีกโครงการพระราชดำริ ซึ่งรู้ที่มาของคำไหมว่ามาจากไหน
ทุกวันนี้ สภาวะของภาษาไทยที่มีวันสำคัญในปฏิทิน “วันภาษาไทย” ตกในอาการร้อนหนาวตะครั่นตะครออย่างไร ลองพิจารณาจาก “ความเห็น” (comments) ที่รวบรวมมาจาก “ไลน์” ที่เผยแพร่ใช้กันอยู่ ดูเป็นตัวอย่าง
แต่ถึงอย่างนั้น ขณะนี้เอไอเข้ามามีส่วนในการใช้ภาษาเพิ่มขึ้น เช่นการใช้คำพูดใส่เครื่อง แล้วให้เครื่องแปลงเป็นคำเขียน ด้วยความไม่สันทัดเพราะเป็นคน “โลว์เทค” จึงไม่แน่ใจได้ว่า คำไหนในบรรดาที่คัดรวบรวมมา เป็นคนเขียนหรือเครื่องเขียน จึงขออภัยไว้ในที่นี้ อย่างน้อยก็ได้เห็นว่า ภาษาไทยเราตกอยู่ใน “อาการ” ใด
อย่างเช่นคลิปที่เคยได้ยินผู้บรรยายออกเสียงคำว่า “สา-มา-รด” (สามารถ) นี่ แน่ใจไม่ได้เลยว่า เป็นคนจริงๆ บรรยาย
เรามาติดตามดูบรรดาคำที่รวบรวมจากใน “ไลน์” มาให้พิจารณากันต่อ คำเหล่านี้อาจไม่ได้ใช้บ่อย หรือจำสับสน “อนาจใจ” กับ “บาทหมางใจ”
คำนี้คงไม่คุ้นเคย หรือนึกไม่ออก ไม่แน่ใจ “โครธโกรธ”
ยังมี “หนังภาคไทย” กับ “พากษ์ไทย” คำหลังหลายคนก็เขียนสับกันได้
มี “ข้องจอง” กับ “พักพวก” กับ “ถึงคั่น” กับ “เส้นไหว้” หากให้เดาก็คิดว่า ทุกวันนี้ คนเขียนหนังสือน้อยลงจริงๆ นอกเหนือจากการอ่านหน้าจอมากกว่าอ่านหนังสือเล่มหรือหนังสือฉบับ
จากคลิปประวัติศาสตร์ “แย่งบันลัง” คลิปการเมือง “อุบาด” และคลิปบันเทิง “สองสีพี่น้อง” กับ “มโหราฬ” (แค่สับพยัญชนะกันหรือเปล่า) ยังมี “สเหน่”
มีคำทั่วไปที่แปลกมาก “ประศิษธิภาพ” กับ “คลอลัมพ์นิส”
แล้วมีคำทั่วไปจริงๆ “พรวดพลาด” กับ “ลำเข็ญ” กับ “เกียรติชัง” (คำนี้เห็นแล้วนึกอยู่นาน ว่าผู้เขียนคิดถึงอะไรขณะนั้น) กับ “แกร่งแย่ง” และ “เปิดโปรง” ยังมี “ตรึงเครียด” กับ “เกร็งกำไร” (คือเขียนผิดแน่ๆ) กับ “บรรเทิง” กับ “ถาณะ”
คำนี้คิดเร็วกดหน้าจอเร็วไปหรือเปล่า ไม่ได้ตั้งใจผิด “รำบาก”
ยังมีคำที่อาจหลงสับสนไป “กังวาล” กับ “การันตรี” กับ “ทราบซึ้ง” กับ “จักรวาฬ” กับ “สำมาคารวะ”
ไหนๆ ก็รวบรวมไว้แล้ว ก็ขอถ่ายทอดให้ได้เห็นร่วมกันในคราวเดียวเลย
มี “ปลอกส้มโอ” กับ “ปลอกไข่” มีคำ “สาระภาพบาป”
แล้วมีคำทั่วไปว่า “ถั่วคลั่ว” กับ “เกียจเราไหม” กับ “เสียงภาค” กับ “รนราน” กับ “ระรานตา” กับ “ริดลอน” กับ “หน้าเศร้าใจ” กับ “วินยานไก่”
และคำที่แปลกตาก็มีเช่น “ผู้ปกาส” กับ “เสียมรรญาติ” กับ “สังคมปจุบรร” กับ “เปลี่ยนยุกต์” กับ “ความสมาส” และ “บาตรหลวง”
ยังมีอีกนิดๆ หน่อยๆ เช่น “ชุดปติบัติงาน” กับ “รัฐเซีย” กับ “ฟลุ๊บตัว”
และยังมีที่มากก็คือสับ ร เรือ ล ลิงกัน หรือกดหน้าจอเร็วกดผิด ส่วนมากอาจกดเขียนแล้วไม่ได้อ่านทบทวน ไม่อย่างนั้นคงเห็นที่ผิดพลาดได้ง่ายๆ ให้แก้ไขทันท่วงที อย่างไรก็ตาม เช่นที่กล่าวไว้ข้างต้น หากเอไอ
เข้ามามีส่วนในการใช้ภาษา ทำงานแทนมนุษย์ ในเบื้องต้นจึงอาจยังมีข้อผิดพลาดให้เห็นได้ง่ายๆ อีก
ไม่รู้การสื่อสารในอนาคตจะเป็นอย่างไร หากมนุษย์ไม่รัดกุมกันไว้ก่อน
อารักษ์

