จั่วหัวมาแบบนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมความเป็น “แม่” ต้องได้รับการคุ้มครอง?
แต่หากถามกลับว่า การเป็น “แม่” มีความสำคัญหรือไม่ และสำคัญอย่างไร
คำตอบคงมีเป็นร้อยๆ คำตอบ แต่เหตุผลหลักๆ คือ สองมือแม่นั้นสร้างโลก การที่ลูกคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไปได้ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ คงไม่ใช่ใครที่ไหน ถ้าไม่ใช่คนเป็น “แม่”
ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) ร่วมกับกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี และภาคีเครือข่าย รวมกลุ่มกันไปยื่นข้อเรียกร้องเนื่องในวันสตรีสากลที่ผ่านมา ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ) ร่วมกับกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี และภาคีเครือข่าย รวมกลุ่มกันเข้ายื่นหนังสือ ข้อเรียกร้องเนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2560 พร้อมหารือแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุข้อเสนอ กับ นายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่กระทรวงพม. สะพานขาว
โดยข้อเรียกร้องปีนี้มีทั้งหมด 9 ข้อ แต่หนึ่งในนั้นมีข้อหนึ่งที่หากทำได้จะปลดล็อคหลายๆ ข้อเรียกร้อง นั่นคือ เรียกร้องให้รัฐรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization: ILO) ฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดา
นางสาวนิไลมล มนตรีกานนท์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่า เพราะ อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 183 ระบุ อาทิ รัฐต้องดูแลผู้หญิงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่าง และหลังคลอด, ต้องให้วันหยุดมารดาหลังคลอด 14 สัปดาห์ หรือ 3 เดือนครึ่ง โดยได้รับค่าจ้างอย่างน้อย 6 สัปดาห์หลังการคลอดบุตร โดยแนะนำว่าควรขยายเป็น 18 สัปดาห์, ไม่ให้นายจ้างเลิกจ้างผู้หญิงก่อนตั้งครรภ์ ระหว่าง และหลังคลอด, หญิงทำงานที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีสิทธิพักการทำงานเป็นครั้งคราวหรือลดชั่วโมงการทำงานในแต่ละวัน เพื่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยให้เวลาพักการทำงานเป็นเวลาที่ได้ค่าจ้าง โดยแนะนำให้เวลา 1.30 ชั่วโมงของวันทำงาน, ผู้ชายสามารถลาหยุดเพื่อดูแลภรรยาและบุตรหลังคลอดได้ ซึ่งถ้ารัฐบาลรับรองจะต้องไปปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว
“กฎหมายไทยตอนนี้ให้ผู้หญิงลาหยุดหลังคลอด 90 วันหรือประมาณ 3 เดือน ในทางปฏิบัติภาคราชการและรัฐวิสาหกิจไม่มีปัญหา แต่สำหรับภาคเอกชนเอาเข้าจริง ลูกจ้างหญิงต้องประสบปัญหาเงินไม่พอใช้ อยากกลับมาทำงาน อยากได้เงินโอที ขณะที่บางแห่งพบปัญหานายจ้างบีบให้ลูกจ้างหญิงกลับมาทำงานก่อนกำหนด ส่วนผู้ชายที่สามารถลาหยุดไปดูแลภรรยาและบุตรได้ มีแต่ภาคราชการที่ให้หยุด 15 วัน”
แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิและสวัสดิการที่กล่าวมาจะ “ไม่มีเลย” กับแรงงานนอกระบบ
“ทั้งที่ไทยมีแรงงานนอกระบบ 20 กว่าล้านคน มีสัดส่วนผู้หญิงประมาณครึ่งหนึ่ง ฉะนั้นการรับรองอนุสัญญานี้ ไม่เพียงจะมีประโยชน์ต่อแรงงานในระบบเท่านั้น แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ จะได้รับอานิสงส์ด้วย”

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจุบันมีเพียง 11 ประเทศที่รับรองอนุสัญญาดังกล่าว นางสาวนิไลมลกล่าวว่า หลายประเทศที่ไม่รับรอง เพราะเขาอาจทำดีกว่า แต่บางประเทศก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะคิดว่าจะเป็นเรื่องยุ่งยาก เนื่องจากต้องปรับแก้กฎหมายที่มีในประเทศให้ไม่ขัดต่ออนุสัญญาดังกล่าว หรือมาตรการที่มีอยู่แล้วจะต้องทำอย่างเข้มข้นขึ้น
“เราเรียกร้องให้รัฐไทยรับรองอนุสัญญาดังกล่าวมา 5 ปี เป็นข้อเรียกร้องที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีใครในรัฐบาลให้ความสนใจ ทั้งที่เป็นการเพิ่มคุณภาพประชากร”
นางสาวนิไลมลกล่าวว่า แม้ข้อเรียกร้องนี้อาจไม่ได้ในทีเดียว ต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยก็อยากเห็นข้อเรียกร้องอื่นๆที่เป็นรูปธรรมคือ การเพิ่มวันลาคลอดจาก 90 เป็น 120 วัน และให้สิทธิผู้ชายลาหยุดไปดูแลภรรยาและบุตรหลังคลอด จะ 30 วันหรืออย่างน้อย 15 วันก็ยังดี ซึ่งถือเป็น 2 เรื่องสำคัญที่แรงงานเรียกร้องมาตลอด ทั้งนี้ ทราบจากปลัดพม.ว่า พม.ได้บรรจุการขยายวันดังกล่าวในแผนยุทธ์ศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ดิฉันมองว่านานไป จริงๆหากรัฐบาลตั้งใจจะเพิ่มประชากรอย่างมีคุณภาพอยู่แล้ว ก็สั่งเป็นนโยบายและมีกฎหมายไปเลย จะทำได้เร็ว ซึ่งเพิ่มจาก 90 เป็น 120 วัน เอาเข้าจริงก็เพิ่มแค่ 30 วันเอง ไม่ได้เยอะเลย
“ข้อเรียกร้องปีนี้เน้นไปที่การเสริมสร้างสถาบันครอบครัว เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างล่าสุดเทศกาลสงกรานต์ที่วัยรุ่นก่อปัญหาทะเลาะวิวาทมากมายหลายพื้นที่ ส่วนหนึ่งก็เพราะสถาบันครอบครัวของเราไม่แข็งแรง”

