ภาพแรกที่ส่งกลับมายังโลกจาก “แคสซินี” ยานสำรวจดาวเสาร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แคสซินี ยังคงทำงานได้ตามปกติหลังปฏิบัติภารกิจพุ่งดิ่งลงผ่านริมขอบวงแหวนในสุดกับชั้นบรรยากาศชั้นบนสุดของดาวเสาร์เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ข้อมูลภาพเหล่านั้นเริ่มทะยอยส่งมายังหอควบคุมภาคพื้นดินเมื่อเช้าวันที่ 27 เมษายน กลายเป็นภาพถ่ายในระยะประชิดมากที่สุดเท่าของชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์แสดงให้เห็นภาพโครงสร้างโดยละเอียดของบรรยากาศมืดทมึนที่หมุนวนในลักษณะเดียวกับพายุหมุนบนพื้นโลก ซึ่งทางนาซาเรียกว่า “ไจแอนท์ เฮอร์ริเคน” หรือ “เฮอร์ริเคนยักษ์” นั่นเอง
ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการแคสซินี เปิดเผยว่าเฮอร์ริเคนยักษ์ดังกล่าวนั้นแท้จริงคือจุดศูนย์กลางของกระแสบรรยากาศที่หมุนวน หรือ วอร์เท็กซ์ บริเวณขั้วเหนือของดาวเสาร์ แผ่ออกเป็นวงกว้างราว 2,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ค่อนข้างเย็น และองค์ประกอบส่วนใหญ่คือไฮโดรเจน โดยแรงดันบริเวนบนสุดของเมฆไฮโดรเจนบนดาวเสาร์จะมีแรงดันพอๆกับแรงดันที่ระดับน้ำทะเลบนโลก บริเวณดังกล่าวนี้จะเป็นกลุ่มเมฆขนาดใหญ่ หมุนวนเป็นวงในลักษณะคล้ายรูปหกเหลี่ยมบริเวณขั้วเหนือสุดของดวงดาว เช่นเดียวกับบริเวณอื่นๆเหนือพื้นผิวของดาวเสาร์แต่หากเกิดในบริเวณอื่นๆ จะอยู่ได้ไม่นานและจะเคลื่อนตัวพุ่งไปมาด้วยความเร็วสูง หนึ่งในพายุหมุนดังกล่าวที่เคยตรวจสอบได้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใกล้เคียงกับขนาดของโลกเลยทีเดียว
นอกเหนือจากพายุหมุนแบบเดียวกับเฮอร์ริเคนยักษ์ดังกล่าวแล้ว ในชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ยังมีกระแสลมที่จัดว่าเป็นกระแสลมที่มีระดับความเร็วสูงที่สุดแห่งหนึ่งในระบบสุริยะด้วยกัน ก่อนหน้านี้ยานวอยาจเจอร์ ของนาซาซึ่งเคยเดินทางเฉียดผ่านดาวเสาร์ในปี 1980 และ ปี 1981 เคยวัดความเร็วลมในบรรยากาศของดาวเสาร์ว่ามีความเร็วสูงถึง 1,800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ดาวเสาร์ยังมีหลายๆอย่างที่ยังคงเป็นเรื่องลึกลับสำหรับมนุษย์ และยังไม่มีใครชี้ขาดได้ชัดเจน เช่น ความยาวของวันบนดาวเสาร์ก็ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ายาวนานเท่าใด เช่นเดียวกับโครงสร้างภายในของดาวเคราะห์ดวงนี้ รวมทั้งองค์ประกอบของวงแหวน และอายุที่แน่ชัดของวงแหวนของดาวเสาร์ ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาคาดหวังว่า ข้อมูลเหล่านี้จะมีความกระจ่างชัดในอีกไม่ช้าไม่นานนี้จากผลการสำรวจของแคสซินีนั่นเอง
แคสซินี มีกำหนดจะทิ้งตัวดิ่้งลดระดับลงหาดาวเสาร์อีก 21 ครั้ง ก่อนที่จะถึงชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้และเผาไหม้เป็นจุณไปในวันที่ 15 กันยายนนี้ ทั้งนี้การลดระดับลงแต่ละครั้งจะใช้เส้นทางที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง ทีมวิศวกรประจำโครงการจึงพร้อมที่จะใช้แผงเสาอากาศของยานเป็นเกราะกำบัง ทำนองเดียวกันกับการดิ่งลงครั้งแรกที่ผ่านมาอีกครั้งในการลดระดับลงครั้งต่อๆไป
อย่างไรก็ตามคาดว่า ทุกอย่างคงราบรื่น เก็บรวบรวมภาพถ่ายและข้อมูลจากชั้นบรรยากาศระหว่างการลดระดับลงแต่ละครั้งเพื่อส่งกลับมายังโลกจนกว่าจะถึงการดิ่งลงครั้งสุดท้ายนั่นเอง

