หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ มาเก๊า เมืองเ...

มาเก๊า เมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ เปิดการท่องเที่ยวแบบครบทุกมิติ

11.12.25 | 11:39 น.

‘มาเก๊า’ เมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ เปิดการท่องเที่ยวแบบครบทุกมิติ 

ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าหลงใหล สำหรับ มาเก๊า เมืองที่ได้รับสมญานามว่าลาสเวกัสแห่งโลกตะวันออก ที่ผสมผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม มรดกโลก หรืออาหารท้องถิ่นที่หลากหลาย ล้วนสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางไม่ควรพลาด

ครั้งนี้ การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย พาบินลัดฟ้าไปกับสายการบิน แอร์มาเก๊า (Air Macau) โดยจัดทริปพิเศษเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เมื่อมาถึงมาเก๊าก็มีเจ้าหน้าที่สำนักงานการท่องเที่ยวของรัฐบาลมาเก๊า (MGTO) และไกด์มาคอยต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนที่จะเปิดทริปแรกด้วยการสัมผัสประสบการณ์แต่งตัวแบบหว่องกาไวให้ทุกคนได้สวมชุดกี่เพ้าและเครื่องแต่งกายย้อนยุคสุดงดงาม ก่อนออกไปเก็บภาพบรรยากาศสุดคลาสสิกที่อยู่ภายในโรงแรม Central Macau โรงแรมเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรมาเก๊า รายล้อมด้วยสถานที่สำคัญ เช่น ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) และ Senado Square ที่สามารถเดินไปถึงได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

Advertisement

โรงแรมแห่งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 20 และเพิ่งผ่านการบูรณะครั้งใหญ่เพื่อปลุกชีวิตใหม่ให้แก่อาคารประวัติศาสตร์ หลังการรีโนเวต โรงแรมได้ผสานความงามของสถาปัตยกรรมคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว อาคาร Heritage ถูกอนุรักษ์อย่างประณีต ห้องพักสไตล์ Neo-Classical ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความทรงจำเหนือกาลเวลา พร้อมทั้งห้องอาหารที่เสิร์ฟเมนูมาเก๊าดั้งเดิมและอาหารนานาชาติ รวมถึงพื้นที่อีเวนต์และห้องรับรองหรูหราที่เหมาะกับงานเลี้ยงหรือประชุม ทำเลก็ยอดเยี่ยม อยู่ใกล้ทั้งแหล่งช้อปปิ้งและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ

หลังจากเก็บภาพกันจนหนำใจแล้วก็ถึงเวลาไปลิ้มรสอาหารมื้อค่ำที่ PALACE RESTAURANT ร้านอาหารที่อยู่ภายในโรงแรม Central Macau เป็นร้านที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของมาเก๊า ซึ่งเป็นจุดบรรจบของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกอย่างแท้จริง โดยคัดสรรเมนูคุณภาพระดับพรีเมียมจากวัตถุดิบชั้นเลิศและการปรุงที่ผสมผสานเทคนิคตะวันตกและจีนได้อย่างลงตัว

เมื่ออิ่มหนำกับมื้ออาหารค่ำเป็นที่เรียบร้อย โปรแกรมต่อไปก็ชวนให้ตื่นเต้นยิ่งขึ้น เพราะการท่องเที่ยวมาเก๊าพาทุกคนนั่งรถบัสเปิดประทุน (Open Top Bus) ชมความงามของเมืองมาเก๊าในยามค่ำคืน พร้อมพาจอดรถแวะชมโชว์ระบำน้ำพุที่เต้นตามจังหวะของเพลงคลาสสิกและดนตรีป๊อป ซึ่งตั้งอยู่หน้า Wynn Hotel Macau เรียกว่าเป็นโชว์ที่ทำเอาหลายคนว้าวและตื่นเต้นไปตามๆ กัน

หลังจากได้สัมผัสบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟของเมืองมาเก๊าในยามค่ำคืนแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะได้ไปเช็กอินที่ Studio City Macau เพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัยและเตรียมชาร์จพลังสำหรับวันถัดไป ความพิเศษของ Studio City Macau ไม่ได้มีแค่ที่พัก แต่ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งและความบันเทิงครบวงจร รวบรวมแบรนด์ระดับโลก ร้านอาหารอร่อยๆ และกิจกรรมสนุกๆ ไว้ให้ผ่อนคลายกันได้แบบครบจบในที่เดียว

ในวันที่ 2 เราเริ่มต้นทริปด้วยการเยี่ยมชม Lotus Square งานประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลของมาเก๊า ฐานดอกบัวทำจากหินแกรนิตสีแดง 3 ชั้น มีรูปทรงเหมือนกลีบดอกบัว สื่อถึงสัญลักษณ์ของคาบสมุทรมาเก๊า รวมทั้งเกาะไทปาและเกาะโคโลเอน

จากนั้นก็ไปต่อที่ พิพิธภัณฑ์กรังด์ปรีซ์มาเก๊า (Macao Grand Prix Museum) แหล่งเรียนรู้เรื่องราวการแข่งขันรถแข่งมาเก๊ากรังปรีซ์ (MGP) ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเกียรติประวัติของการแข่งขันระดับโลก ซึ่งคนรักรถไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะที่นี่นอกจากจะได้ชมประวัติศาสตร์การแข่งขันรถแล้ว ยังมีการจัดแสดงรถสุดคลาสสิกให้ชมอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

เมื่อเพลิดเพลินกับการได้ชมพิพิธภัณฑ์อย่างจุใจแล้ว ก็ถึงเวลาพักเติมพลังกับมื้อกลางวัน ที่ ALBERGUE 1601 HOME | albergue1601 ร้านอาหารสุดมีเสน่ห์ตั้งอยู่ใจกลางย่านประวัติศาสตร์เซนต์ลาซารัส ที่นี่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายโปรตุเกสราวกับหลุดเข้าไปในตรอกเล็กๆ ของลิสบอน พร้อมเมนูอาหารพื้นเมืองที่รังสรรค์โดยเชฟ Pedro Almeida มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของมาเก๊า

ต่อด้วยการชิมชาสมุนไพรท้องถิ่นที่ Happiness Street ซึ่งก่อนจะเสิร์ฟชาเจ้าของร้านจะขอตรวจดูสภาพลิ้นของลูกค้าเพื่อประเมินสมดุลร่างกาย จากนั้นก็จัดชาที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกค้า ทำให้ได้ทั้งรสชาติที่ลงตัวและสรรพคุณที่ตรงกับความต้องการของร่างกายในขณะนั้น

จากนั้นเราก็พร้อมเดินทางไปกันต่อที่ City of Dreams เพื่อชมงานศิลปะ Laurent Perbos “Beauty and Gesture Annex” เป็นผลงานของศิลปินร่วมสมัยชาวฝรั่งเศส Laurent Perbos ที่ได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากงานศิลปะกรีกโบราณที่เป็นที่รู้จักในยุคปัจจุบันในชื่อ วีนัส แห่ง มิโล (Venus de Milo) ประกอบไปด้วยรูปปั้นวีนัสที่ถูกตีความใหม่ โดยผสมผสานศิลปะร่วมสมัยกับโลกแห่งกีฬาได้อย่างกลมกลืน

ก่อนจะพาไปชมการแสดงทางน้ำ The House of Dancing Water โชว์สุดอลังการที่ขึ้นชื่อเรื่องโปรดักชั่นสุดยิ่งใหญ่ตระการตา ทำให้ทุกคนได้สัมผัสความตื่นเต้น ความสนุก และอินไปกับเรื่องราวได้อย่างเต็มอิ่ม เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีที่คุ้มค่าและปิดจบวันที่ 2 ได้อย่างน่าประทับใจสุดๆ

จากนั้นก็เดินทางกลับไปยังที่พักเพื่อพักผ่อนเอาแรงเตรียมพร้อมออกเดินทางในวันที่ 3 กับการเดินทางไปยัง เกาะเหิงฉิน (Hengqin Island) ในเมืองจูไห่ ประเทศจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมาเก๊า จุดหมายแรกของเรา คือ TCM park ศูนย์การแพทย์แผนจีนแห่งใหม่ ที่พาเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับสมุนไพนจีนแบบดั้งเดิม

ก่อนที่จะเดินทางไปที่ Angsana Hotel เพื่อชมบรรยากาศความหรูหราของห้องพักในโรงแรม พร้อมพาทำกิจกรรมเวิร์กช็อปสร้างจี้หอมสมุนไพร ซึ่งสามารถนำกลับไปเป็นของที่ระลึกพิเศษได้ จากนั้นก็พาทุกคนรับประทานมื้อกลางวันที่อยู่ภายในโรงแรม

ก่อนออกเดินทางไปยัง Chimelong Ocean Kingdom หนึ่งในสวนสนุกและสวนสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งจุดแรกก็ได้พาไปชม Beluga Show การแสดงปลาวาฬขาว ที่มีทั้งความน่ารักและความฉลาด ทำเอาโดนตกไปตามๆ กัน

จากนั้นก็พาไปชม International Circus Show โชว์สุดอลังการระดับโลกกับการผสมผสานระหว่างกายกรรมและละครสัตว์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมทุกวัย พร้อมจัดเต็มเทคนิคแสง สี เสียงสุดอลังการ นอกจากนี้ยังมีการแสดงตลกแทรกระหว่างโชว์ โดยให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในโชว์ด้วย ซึ่งสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก ก่อนปิดท้ายมื้อค่ำที่ Chimelong Restaurant ซึ่งมีเมนูหลากหลายทั้งอาหารจีนและอาหารนานาชาติให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยก่อนสิ้นสุดโปรแกรมวันที่ 3 ของทริป

สำหรับวันสุดท้ายของทริปมาเก๊า หลังจากเก็บกระเป๋าและเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในช่วงเย็น ก่อนกลับยังมีโปรแกรมปิดท้ายสุดพิเศษกับการพาไปสักการะ วัดอาม่า (A-Ma Temple) หนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดของมาเก๊า และยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรในเรื่องหน้าที่การงาน การเงิน การเดินทาง และเสริมสิริมงคลให้ชีวิต

หลังจากขอพรเสริมดวงชะตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปยัง หมู่บ้านโคโลอาน(Coloane) หมู่บ้านประมงเก่าแก่ริมทะเลที่เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนและผสมผสานหลายวัฒนธรรม ที่นี่นอกจากจะได้สัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและบรรยากาศอันเงียบสงบเหมาะกับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายแล้วนั้น ในตรอกเล็กๆ ยังมีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เก็บเป็นที่ระลึก การได้แวะช็อปร้านโลคัล นั่งเล่นในคาเฟ่ กินอาหารท้องถิ่น และการได้มาลองชิมทาร์ตไข่ต้นตำรับเจ้าดัง ที่บอกเลยว่านุ่มละมุนลิ้นสุดๆ อร่อยจนต้องติดใจ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่คุ้มค่าสุดๆ

เมื่อได้เติมเต็มความสุขที่หมู่บ้านโคโลอานแล้ว เราก็ไปเช็กอินที่ หาดฮักซา (Hac Sa) หาดทรายดำที่ใหญ่ที่สุดของมาเก๊า ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะโคโลอาน ทันทีที่ก้าวลงจากรถก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เงียบสงบ ลมทะเลเย็นสบาย เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ โดยรอบๆ หาดยังมีร้านปิ้งย่างให้นักท่องเที่ยวได้แวะชิมอีกด้วย อีกทั้งทิวทัศน์โดยรอบเรายังสามารถมองเห็นรูปปั้นเทพอาม่าที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ซึ่งเป็นรูปปั้นเทพธิดาอาม่าที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนเกาะโคโลอาน

และก่อนจะปิดทริปก็ได้มีการพาไปแวะเยือน พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa Houses Museum) ที่ตั้งอยู่บนเกาะไทปา อาคารสีเขียวสไตล์โปรตุเกสที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างงดงาม ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญ 1 ใน 8 แห่งของมาเก๊า ซึ่งการได้สัมผัสบรรยากาศสุดคลาสสิกของบ้านเก่าแก่เหล่านี้ กลายเป็นช่วงเวลาปิดท้ายทริปที่อบอุ่นและงดงาม ก่อนจะเดินทางสู่สนามบินมาเก๊าเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ

ตลอด 4 วัน 3 คืนของทริปมาเก๊าเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ทั้งการได้ค้นพบเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมาเก๊า ได้ชมสถาปัตยกรรมอันงดงาม ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น และเรียนรู้วัฒนธรรมของผู้คน ทุกช่วงเวลาล้วนเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ความตื่นเต้น และความทรงจำอันนับไม่ถ้วน เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่แนะนำว่าควรมาเยือนสักครั้งในชีวิต